เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 15 ภารกิจที่หนึ่งสำเร็จ (รีไรต์)
เขาจ้องมองต้นไม้สูงใหญ่อย่างเหม่อลอย ดวงตาเป็นประกายด้วยความยินดี ครู่หนึ่งก็พึมพำออกมาเบา ๆ ว่า “ต้นแปะก๊วย…”
ใช่แล้ว! ลู่จินกู้สังเกตเห็นมาก่อนหน้านี้ ตอนที่เขาดูวิดีโอต้นแปะก๊วยโบราณ แววตาของเขาอ่อนโยนเป็นพิเศษ ดังนั้นเขาจะต้องชอบมันมากแน่ ๆ
ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอจะเดาถูกแล้ว เธอไม่ได้รบกวนกู้ตั๋ว แต่เงยหน้าขึ้นมองต้นแปะก๊วยเช่นกัน ความคิดของเธอล่องลอยไปไกลแสนไกล
แปะก๊วยได้ชื่อว่าเป็นฟอสซิลที่มีชีวิต มาตั้งแต่โบราณ ต้นที่ได้รับการปกป้องอย่างดีบนดาวเคราะห์ศูนย์กลาง จะเป็นสักขีพยานของประวัติศาสตร์อันอลหม่านมากมายขนาดไหนนะ?
ถ้ามันรู้ว่าตัวเองเป็นต้นสุดท้ายที่เหลืออยู่ในจักรวาลนี้ มันจะเสียใจมากแค่ไหนนะ?
ความคิดนี้มันหนักอึ้งเหลือเกิน ลู่จินกู้รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างมาทับถมอยู่ในใจ
หลังจากนั้นครู่หนึ่ง เธอก็ถอนหายใจออกมาเบา ๆ ในยุคแห่งดวงดาวนี้ แม้จะมีหลายสิ่งที่น่าทึ่ง แต่กลับสูญเสียรากเหง้า สูญเสียประวัติศาสตร์ และสูญเสียความรุ่งโรจน์ในอดีตทั้งหมดไป
เธอแอบมีความรู้สึกว่า บางทีนี่อาจเป็นภารกิจที่ทำให้เธอย้อนเวลามาที่นี่ก็ได้
ลู่จินกู้รู้สึกมึนงงไปหมด กับความคิดที่ผุดขึ้นมาอย่างกะทันหัน เธอรู้สึกว่าตัวเองช่างไม่รู้อะไรเลย
“ลู่…” ทันใดนั้นก็มีเสียงทุ้มต่ำดังขึ้น
ลู่จินกู้สะดุ้งตกใจ เธอจึงตั้งสติกลับมาและเงยหน้าขึ้นมองไปที่กู้ตั๋ว “มีอะไรเหรอ?”
เนื่องจากยืนย้อนแสง ใบหน้าของกู้ตั๋วจึงดูมืดไปหน่อย แต่ดวงตาของเขากลับส่องประกายเจิดจ้ากว่าปกติ
ในตอนนี้ ดวงตาที่ส่องประกายคู่นั้นกำลังมองเธอด้วยความจริงใจ เสียงของเขาพยายามกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ “ลู่จินกู่ เธอจะเป็นคนที่ได้รับความขอบคุณมากที่สุดในจักรวาลนี้”
“หือ?” ลู่จินกู้รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
เธอไม่ค่อยชินกับการถูกมองด้วยสายตาแบบนี้ จึงอดไม่ได้ที่จะพูดติดตลกว่า “ฉันแค่อยากเป็นคนที่รวยที่สุดในจักรวาลมากกว่า”
ใครจะไปคิดว่ากู้ตั๋วจะตอบกลับมาอย่างไม่ลังเลว่า “ความปรารถนานี้เป็นจริงได้แน่นอน”
“…” ลู่จินกู้อึ้งไปครู่หนึ่ง ได้แต่คิดในใจว่า ‘นี่เขาเป็นอะไรไป ฟังไม่ออกหรือไงว่าเธอล้อเล่น’
เขาก็ตั้งสติกลับมาได้แล้วถาม “ยังอยากสร้างต่ออีกไหม”
แน่นอนว่ายังอยาก เธอไม่ได้มีภารกิจสร้างสิ่งก่อสร้างเพื่อความสวยงามนี่นา
ด้วยพลังของกู้ตั๋ว เธอสร้างบ้านพักอาศัยเพิ่มอีกหนึ่งหลัง โชคดีที่บ้านพักอาศัยทั้งสองหลังนับเป็นสิ่งก่อสร้างแยกกันและร้านขายเมล็ดพันธุ์อีกหนึ่งร้าน
ตอนนี้สิ่งก่อสร้างเพื่อประโยชน์ใช้สอยยังขาดอีกหนึ่งอย่าง เดิมทีเธอแค่อยากจะสร้างอะไรก็ได้ขึ้นมาหนึ่งอย่างให้ครบจำนวน แต่ก่อนที่เธอจะลงมือ เธอเหลือบไปเห็นรูปภาพใหม่ที่สว่างขึ้นมา
กรมการคลัง สิ่งก่อสร้างนี้จะปรากฏขึ้นก็ต่อเมื่อมีสิ่งก่อสร้างที่สามารถซื้อขายได้ตั้งแต่สองอย่างขึ้นไป ทำหน้าที่บริหารการเงินและจำนวนประชากรภายในเขตพาราไดซ์
ฟังดูเป็นสิ่งที่ชวนสงสัย เขตพาราไดซ์มีแนวโน้มที่จะพึ่งพาตัวเองได้อย่างชัดเจน แล้วจะต้องการเงินไปทำไม?!
ความอยากรู้อยากเห็นของเธอถูกกระตุ้นขึ้นมา ดังนั้นเธอจึงสร้างกรมการคลังขึ้นมา
ภารกิจที่สองสำเร็จ หนึ่งในเงื่อนไขของภารกิจที่สามก็บรรลุแล้ว
เธออดใจรอไม่ไหวที่จะเข้าไปเยี่ยมชมกรมคลัง ข้างในดูเหมือนโรงรับจำนำหน่อย ๆ
บนเคาน์เตอร์สูงเป็นราวไม้ระแนงยาวตลอดแนว มีช่องหน้าต่างเล็ก ๆ สี่ช่องในตำแหน่งที่เว้นระยะห่างเท่า ๆ กัน
ด้านหลังมีเก้าอี้ว่างเปล่าสี่ตัว ราวกับว่าจะมีเจ้าหน้าที่มานั่งตลอดเวลา
ลู่จินกู้กระพริบตา ไล่ความรู้สึกแปลก ๆ นั้นออกไป แล้วหันไปมองทางซ้าย
ผนังสีขาวทั้งแผ่นมีตัวอักษรเรียงกันเป็นแถวอย่างเป็นระเบียบ
[คลัง : 1,003 เหรียญดวงดาว]
[ประชากร : 1]
[ประชากรชั่วคราว : 3]
[สัตว์อสูรผู้พิทักษ์ : ต้าไป๋]
[ทรัพยากรสำรอง : น้อย]
กู้ตั๋วเห็นข้อความเหล่านี้ เขาก็ลังเลเล็กน้อย “ประชากรชั่วคราวคือ ฉัน ซิงเหลียนและอีฟเหรอ?”
“ใช่”
“ที่เธอถามก่อนหน้านี้ว่าอยากจะตั้งรกรากที่นี่ไหม ก็เพื่อเรื่องนี้งั้นเหรอ?”
“ก็นับว่าใช่ ความสามารถนี้ของฉัน… อือ” ลู่จินกู้พูดปดอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “พูดตามตรง ฉันเองก็ไม่ค่อยเข้าใจ แต่ฉันรู้สึกว่าถ้ามีคนมากขึ้น ฉันจะสบายใจขึ้นเยอะ”
กู้ตั๋วนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ราวกับนึกอะไรบางอย่างออก เขาจึงพยักหน้า “หลังจากที่ฉันไปแล้ว ฉันจะส่งคนมาช่วยเธอ”
“จริงเหรอ?” ดวงตาของเธอเป็นประกาย
“งั้นก็ขอบคุณมากเลย” เมื่อคิดได้ดังนั้น เธอก็เสริม
“ขอคนที่ไว้ใจได้นะ”
“ไม่ต้องห่วง”
ไม่รู้ทำไม แค่คำพูดสั้น ๆ ของกู้ตั๋วก็ทำให้เธอรู้สึกวางใจ จึงตัดสินใจโยนเรื่องนี้ให้เขารับผิดชอบไป
หลังจากเดินเล่นในกรมการคลังไปสักพัก ก็ไม่พบฟังก์ชันใหม่ ๆ เลย
เธออดไม่ได้ที่จะบ่นในใจ หรือว่าจะเป็นอาคารร้าง?
แต่อย่างไรระบบพาราไดซ์ก็ไม่มีตัวเลือกให้ทำลาย ดังนั้นจึงปล่อยให้กรมการคลังตั้งตระหง่านอยู่แบบนี้ไปก่อน หลังจากนั้นก็ไปดูที่ฟาร์มหมูและฟาร์มไก่ ทั้งสองอาคารนี้ดูน่าสนใจมาก
ในฟาร์มหมูมีพ่อพันธุ์แม่พันธุ์หมูอ้วนตัวใหญ่หนึ่งคู่และลูกหมูอีกสามตัว เพียงแค่เลี้ยงดูอย่างดีก็สามารถพัฒนาอย่างยั่งยืนได้
ฟาร์มไก่ก็เช่นกัน มีไก่ตัวผู้หนึ่งตัวและไก่ตัวเมียห้าตัว ในรังไก่ยังมีไข่ไก่สีขาวสะอาดตาวางอยู่กระจัดกระจาย ดวงตาลู่จินกู้เป็นประกาย รีบหยิบไข่ไก่มาสี่ฟอง
“นี่อะไร” กู้ตั๋วมองด้วยความสับสน ยื่นมือออกไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและหวาดกลัว อยากจะสัมผัสดู
ทันใดนั้นก็มีเสียง “โป๊ะ!” ดังขึ้น
“มันแตกแล้ว!” กู้ตั๋วร้องเสียงหลงราวกับโลกจะแตก
…ไม่ต้องตื่นตระหนกขนาดนั้นก็ได้มั้ง
เธอรีบวิ่งกลับเข้าไปในครัว หาชามมาลองรับไข่ไก่ไว้ ก่อนจะหันกลับไปมองกู่ตั๋วที่เดินตามหลังมา
ผู้ชายตัวสูงเกือบร้อยแปดสิบเซนติเมตร ยืนทำหน้าสำนึกผิด บอกกับเธออย่างเศร้าสร้อย “แบบนี้กินได้เหรอ?”
“ได้สิ มันก็อาหารอย่างหนึ่งนะ” หูกับหางที่มองไม่เห็นลู่ลงอีกครั้ง
“แต่ฉันทำมันพังแล้ว…”
“…ไม่เห็นต้องเสียใจขนาดนั้นเลย” ลู่จินกู้พยายามกลั้นขำสุดชีวิต “ตอนกินเราก็ต้องตอกเปลือกออกอยู่ดี”
“จริงเหรอ?” กู่ตั๋วเงยหน้าขึ้นอย่างมีความหวัง “งั้นฉันก็ยังกินไข่ใบนี้ได้อยู่ใช่ไหม?”
ที่กู้ตั๋วเศร้าหนักหนาขนาดนี้ เพราะกลัวว่าจะไม่ได้กินไข่ไก่ใบนี้หรือไงกันนะ
ลู่จินกู้ได้แต่พยักหน้าอย่างช่วยไม่ได้ เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายอารมณ์ดีขึ้นมาทันที
หลังจากปลอบกู้ตั๋วแล้ว เธอก็เก็บไข่ไก่ไว้ พร้อมกับสายตาอาลัยอาวรณ์ของเขา เธอต้องไปบุกเบิกพื้นที่เพาะปลูกใหม่ กู้ตั๋วอาสาอย่างกระตือรือร้น “ฉันช่วยเอง!”
“คุณทำเป็นเหรอ?” เธอแค่ต้องการยืมพลังจิตของเขา ไม่ได้คิดจะกดขี่ขูดรีดเขาเสียหน่อย
แต่เขากลับมั่นใจและยืนกรานอย่างมาก “เคยดูมาสองครั้งแล้ว น่าจะพอไหว ปล่อยให้ฉันลองเถอะ”
ดังนั้นเธอจึงแบ่งเครื่องมือให้เขาชุดหนึ่ง ทั้งสองคนเริ่มทำงาน คนละแปลง
ไม่นาน ลู่จินกู้ก็สัมผัสได้ถึงความแตกต่าง กระบวนการทางฝั่งเธอนั้นล้วนเป็นแบบง่าย ส่วนกู้ตั๋วไม่สามารถเพลิดเพลินกับความสะดวกสบายเช่นนี้ได้
ดังนั้น หลังจากที่เธอเตรียมดินเสร็จแล้วสามแปลง เขาก็เพิ่งจะทำเสร็จหนึ่งแปลง
โชคดีที่กู้ตั๋วมีร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ บวกกับแปลงเพาะปลูกที่ระบบให้มานั้นก็ไม่ได้กว้างขวางมากนัก ไม่งั้นใช้เวลาทั้งวันก็ยังไม่เสร็จ
โชคดีที่เวลาในการเติบโตของพืชผักยังคงเป็นแบบเร่งความเร็ว ไม่เช่นนั้นต่อไปในเขตพาราไดซ์ คงต้องปลูกพืชทั้งหมด
หลังจากที่หว่านเมล็ดข้าว ข้าวสาลี ข้าวโพด และกะหล่ำปลี ลงในสี่แปลงเรียบร้อยแล้ว เธอก็ถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก มุมปากยกยิ้มขึ้น “เสร็จแล้ว ขอบใจคุณมากนะ”
ทันทีที่เธอพูดจบ เสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังขึ้น
[ภารกิจที่หนึ่งสำเร็จ!]
“พวกเขาทำเสร็จเร็วขนาดนั้นเลยเหรอ?” ลู่จินกู้ตกใจ รีบวิ่งไปดูรั้วรอบเขตพาราไดซ์
รั้วไม้การบูรที่ตั้งตระหง่านเรียงรายเป็นแนวยาวสุดลูกหูลูกตา
“พวกคุณทำกันได้ยังไงเนี่ย?” เธอเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
อย่างที่รู้กันดีว่ากว่าต้นไม้ต้นหนึ่งจะกลายเป็นไม้ซุงได้ เพียงแค่ขั้นตอนการอบแห้งก็ใช้เวลานานมากแล้ว เดิมทีเธอคาดว่าถ้าพวกเขาสามารถกั้นรั้วเสร็จก่อนออกเดินทางก็ถือว่าเร็วมากแล้ว
บนใบหน้าที่เปรอะเปื้อนไปด้วยฝุ่นดินของซิงเหลียนปรากฏรอยยิ้มอย่างภูมิใจ “ก็ต้องขอบคุณอีฟ เธอเป็นผู้มีทักษะพิเศษธาตุไฟ ใช้สำหรับอบไม้ได้ดีเยี่ยมเชียวล่ะ”
จริงด้วย! นี่มันเป็นโลกที่มีพลังเหนือธรรมชาตินี่นา
ลู่จินกู้เดินไปตรวจดูใกล้ ๆ ไม้การบูรแห้งและแข็งแรงดี ไม่มีปัญหาไม้ไหม้จากการอบแห้งเลยแม้แต่น้อย
เธอยกนิ้วโป้งให้ พร้อมกับเอ่ยชมอย่างจริงใจ “สุดยอดไปเลยพี่สาว”
อีฟยิ้มอย่างภูมิใจ “การควบคุมไฟมันค่อนข้างยาก แต่ฉันก็ทำได้สำเร็จ”
กู้ตั๋วเหลือบมองเธอ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
แผนการดำเนินไปอย่างรวดเร็ว ลู่จินกู้รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เมื่ออารมณ์ดี เธอก็ใจกว้างเป็นพิเศษ กวักมือเรียก “มื้อเที่ยงกินอะไรง่าย ๆ ไปก่อนนะ มื้อเย็นฉันจะทำอาหารมื้อใหญ่ให้กินกัน!”
อาหารมื้อใหญ่คืออะไร กู้ตั๋วและอีกสองคนไม่รู้ แต่พวกเขาก็ตาเป็นประกายเมื่อได้ยินคำว่ากิน
…
บ่ายวันนั้น พวกเขาได้ลองเป็นคนฆ่าหมู
โชคดีที่กู้ตั๋วและซิงเหลียนต่างก็เป็นมือฉกาจในการใช้มีด ภายใต้การสั่งการของลู่จินกู้ที่หลบอยู่ไกล ๆ พวกเขาก็สามารถฆ่าหมูตัวน้อยได้สำเร็จ
ก่อกองไฟ นำหมูที่ทาเครื่องเทศทั้งในและนอก ย่างบนกองไฟ กลิ่นหอมค่อย ๆ โชยฟุ้งไปทั่วทั้งบริเวณ
คนสามคนกับสัตว์เลี้ยงอีกหนึ่งตัวที่นั่งยอง ๆ อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างก็กลืนน้ำลายเสียงดัง
ดวงตาของทุกคนฉายแววปรารถนาอย่างไม่ปิดบัง ราวกับจะใช้สายตาเป็นตะขอเกี่ยวหมูหันย่างตรงหน้าเข้าปากตัวเอง
ลู่จินกู้รู้สึกทั้งขบขันและอบอุ่นหัวใจ
ในวินาทีนี้ เธอไม่ใช่ดวงวิญญาณเร่ร่อนจากต่างโลกอีกต่อไป แต่สัมผัสได้ถึงคำว่าบ้านขึ้นมา
ขณะที่เธอกินอิ่มนอนหลับอยู่บนดาวหมายเลข 7133 กลับไม่รู้เลยว่า ที่บ้านตระกูลลู่ บนดาวเคราะห์หมายเลข 584 อันแสนไกลโพ้น มีคนผู้หนึ่งโกรธจนตัวสั่น กวาดข้าวของบนโต๊ะจนตกกระจาย ก่อนจะคำรามลั่นด้วยความเกรี้ยวกราด
“หมายความว่ายังไงที่สัญญาณขาดหาย! หรือยัยขยะนั่นยังจะมีเล่ห์เหลี่ยมอะไรอีก!”