เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 17 อสูรทมิฬแสนฉลาด (รีไรต์)
บทที่ 17 อสูรทมิฬแสนฉลาด (รีไรต์)
อสูรร้ายจำนวนนับไม่ถ้วน กำลังมุ่งตรงมาพร้อมกับพายุอานุภาคที่อยู่ไกลออกไป
“รีบไปกันเถอะ!”
เธอและต้าไป๋วิ่งเข้าไปในเขตพาราไดซ์ จากนั้นรีบขนลังโลหะสี่เหลี่ยมออกมา
นี่คือสิ่งที่กู้ตั๋วทิ้งไว้ให้ก่อนจากไป เพื่อรับมือกับอสูรทมิฬที่อาจปรากฏตัวขึ้น เพราะเขตพาราไดซ์ต้องใช้ค่าความแข็งแกร่งมากมายในการชำระอสูรทมิฬ และเธอเลี้ยงสัตว์มากมายขนาดนั้นไม่ไหวหรอก
แต่เขาคงคิดไม่ถึงว่าพายุพิษและอสูรทมิฬจะปรากฏตัวขึ้นพร้อมกัน
ลู่จินกู้กัดฟันแน่น รีบเปิดลังโลหะออกอย่างรวดเร็ว
ก่อนลังจะกลายเป็นเครื่องมือขนาดเล็กที่ประณีตบรรจง ภายในภาชนะบรรจุของเหลวสีเงินครามประกายระยิบระยับ นั่นคือพลังจิตที่กู้ตั๋วเหลือไว้ให้
เขาคิดอย่างรอบคอบ รู้ว่าพลังจิตของลู่จินกู้ไม่เพียงพอ จะควบคุมเครื่องมือชิ้นนี้ ตอนนี้เพียงแค่เปิดสวิตช์ ก็สามารถขับไล่อสูรทมิฬได้แล้ว
เธอจ้องมองตำแหน่งของอสูรทมิฬ รอจนกระทั่งมันเข้ามาใกล้ในระยะที่พอเหมาะ จึงตัดสินใจเปิดใช้งานเครื่องมือ
“วืดดด!!”
เสียงเบา ๆ ดังขึ้น แสงสีเงินอมฟ้าสว่างวาบขึ้นบนเครื่องมือ
อสูรทมิฬที่กำลังวิ่งอย่างบ้าคลั่งหยุดชะงัก พวกมันไวต่ออันตรายมาก
พลังจิตของกู้ตั๋วนั้นจัดว่าอันตรายอย่างยิ่งสำหรับพวกมันอย่างไม่ต้องสงสัย
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง อสูรทมิฬส่วนใหญ่ก็หันหลังกลับและวิ่งหนีไป แต่ก็ยังมีสามตัวที่ยังคงพุ่งตรงมายังเขตพาราไดซ์ ดูเหมือนว่าพวกมันแข็งแกร่งเกินกว่าจะถูกขับไล่ เธอจึงปิดเครื่องมือ
ต้าไป๋ย่อตัวลงส่งเสียงอย่างเกรี้ยวกราด พร้อมที่จะต่อสู้ได้ทุกเมื่อ
ลู่จินกู้ทำสีหน้าเคร่งขรึม กำดาบในมือแน่น มันไม่ใช่ดาบจากชั้นวางอาวุธในพาราไดซ์ แต่เป็นของที่กู้ตั๋วมอบให้เธอ
เขาบอกว่ามันคือเทคโนโลยีสุดล้ำ จากดาวศูนย์กลาง เพียงแค่ใช้พลังจิตน้อยนิด ก็สามารถปลดปล่อยพลังทำลายล้างอันมหาศาล เหมาะกับเธอที่สุดแล้ว
แต่ตอนนี้มีปัญหาอยู่ตรงหน้า พายุพิษใกล้เข้ามาแล้ว เธอไม่อาจออกไปสู้รบนอกพาราไดซ์แห่งนี้ได้ ทางที่ดีที่สุดคือให้ต้าไป๋รับมือศัตรูไว้ข้างนอก แต่หากทำไม่ได้ล่ะก็…
เมื่อเหลือบมองต้นไม้ยักษ์ เธอได้แต่ภาวนาให้ค่าพลังฮวงจุ้ยของมันต้านทานเอาไว้ได้
ความคิดทั้งหมดนี้ผุดขึ้นในชั่วพริบตา พริบตาเดียวเท่านั้น ร่างของอสูรทมิฬตนหนึ่งก็พุ่งเข้ามาประจันหน้า
เจ้าต้าไป๋คำรามลั่น แสงสายฟ้าแลบวาบที่เขาทั้งสองข้างบนหัว สายฟ้าฟาดตรงไปยังอสูรทมิฬตนนั้น
มันไม่อาจหลบเลี่ยงได้ทัน ร่างทั้งร่างถูกสายฟ้าพันธนาการ กระตุกไปมา ก่อนจะกลิ้งเข้ามาในเขตพาราไดซ์
เจ้าต้าไป๋ไม่แม้แต่จะชายตามอง พุ่งเข้าใส่อสูรทมิฬตนที่สองทันที
ลู่จินกู้กัดฟันแน่น ยกดาบขึ้นตามแบบฝึกฝนที่ผ่านมา เธอส่งพลังวิญญาณเล็กน้อยเข้าไปในดาบ
คมดาบธรรมดา ๆ สั่นสะท้านขึ้นมาอย่างกะทันหัน ใบมีดที่คมกริบหมุนด้วยความเร็วสูง ราวกับเลื่อยไฟฟ้าขนาดจิ๋วนับร้อยพันเล่ม เล็งไปที่คอของอสูรทมิฬ ทุ่มแรงฟันลงไปเต็มเหนี่ยว ก่อนจะรีบกลิ้งตัวหลบฉากพ่นเลือดสีดำที่พุ่งออกมา
ร่างของมันยังปล่อยไอดำออกมาได้เพียงครู่เดียว ก็ส่งเสียงคำรามดังลั่น ก่อนจะแน่นิ่งไป
ลู่จินกู้เหลือบมองเจ้าต้าไป๋แวบหนึ่ง เห็นมันกำลังต่อสู้กับอสูรทมิฬตัวที่สองอย่างดุเดือด ขนสีขาวและไออสูรสีดำปลิวว่อนไปทั่ว บอกได้ยากว่าฝ่ายไหนกำลังได้เปรียบ
แต่ในตอนนี้ลู่จินกู้ไม่สนใจ จ้องมองไปที่อสูรร้ายตัวสุดท้ายที่เหลืออยู่
แม้ขนาดตัวของมันจะแค่ครึ่งของต้าไป๋ แต่ควันสีดำที่แผ่ออกมาจากร่างกายกลับดูราวกับจะกลืนกินทุกสิ่ง บ่งบอกได้ถึงพิษร้ายที่รุนแรง
แค่ยืนนิ่ง ๆ พิษร้ายก็แพร่กระจายจากกรงเล็บทั้งสี่ของมันอย่างรวดเร็ว เปลี่ยนผืนดินให้กลายเป็นสีดำในพริบตา
โชคดีที่พิษร้ายเหล่านั้นถูกสกัดกั้นเอาไว้ด้วยรั้วของพาราไดซ์ เสียงดัง “ฉ่า ๆ” ดังขึ้นพร้อมกับควันสีขาวจางๆ ที่ลอยขึ้นมา ไม่สามารถล่วงล้ำเข้ามาได้แม้แต่น้อย
เธอหันไปมองต้นไม้ยักษ์อย่างลืมตัว ค่าพลังฮวงจุ้ยกำลังลดลงอย่างช้า ๆ แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่รับได้
ลู่จินกู้สังเกตเห็นว่า อสูรร้ายตัวนั้นกำลังก้มมองอะไรบางอย่าง ก่อนจะค่อย ๆ ถอยหลังไปสองสามก้าว เมื่อรู้ตัวว่าเกิดอะไรขึ้น เธอก็ตกใจสุดขีด
มันรู้ถึงผลของเขตพาราไดซ์ นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมถึงไม่เข้าใกล้
อสูรทมิฬตัวนี้ฉลาดอย่างน่าประหลาด เกรงว่าคงรับมือยาก
แต่ลองคิดอีกมุมหนึ่ง สิ่งมีชีวิตที่ฉลาดมักจะไม่เสี่ยงโดยง่าย บางทีเราอาจจะทำให้มันกลัวจนถอยหนีได้
อย่างไรก็ตาม อสูรทมิฬก็ยังไม่ไป แต่กลับเป็นอีกด้านที่รู้ผลแพ้ชนะก่อน
ต้าไป๋ฉวยโอกาสฟาดสายฟ้าลงมาอีกครั้ง และในขณะที่ศัตรูยังมึนงง มันก็กัดเข้าที่คอของศัตรู
หลังจากชะงักไปครู่หนึ่ง อสูรทมิฬตัวนั้นก็ไม่เคลื่อนไหวอีกเลย
เจ้าต้าไป๋ลากศพเข้ามาในเขตพาราไดซ์อย่างรู้หน้าที่ ร่างไร้วิญญาณของอสูรทมิฬสองตัวก็หายวับไปในทันทีราวกับน้ำแข็งละลายหายไป
ต้าไป๋ก้มหัวลงบ้วนน้ำลายอย่างแรง ดูเหมือนว่าอสูรทมิฬจะรสชาติแย่มาก แม้ว่าจะยังมีศัตรูอยู่ตรงหน้า แต่ลู่จินกู้ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาเบา ๆ
จากนั้นเธอและต้าไป๋ก็จ้องมองไปที่ศัตรูตัวสุดท้ายพร้อมกัน!
ดวงตาสีดำสนิทของมันจ้องมองพวกเขานิ่งอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปอย่างรวดเร็ว
พายุพิษ…ใกล้เข้ามาแล้ว!!
ดวงตาของเธอหรี่ลง จับขนที่คอของเจ้าต้าไป๋แล้วออกคำสั่ง “ไป กลับบ้านกันก่อน”
ถ้าอสูรทมิฬเข้ามาในเขตพาราไดซ์แห่งนี้ การชำระล้างก็จะทำงาน มันจะต้องทรมานจนขาดใจตายและไม่สามารถทำร้ายเธอได้แน่นอน
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอเผชิญหน้ากับพายุพิษโดยตรง ได้แต่ภาวนาในใจว่าเขตพาราไดซ์แห่งนี้จะเอาอยู่
ทันทีที่ปิดประตูบ้าน พายุพิษอันบ้าคลั่งก็โหมกระหน่ำเข้ามาทั่ว
ลมสีดำ พัดพาเอาฝุ่นผงและก้อนหินที่ล้วนเป็นสีเทาเข้มลอยขึ้นไปบนอากาศ ควันพิษลอยขึ้นไปบนท้องฟ้าราวกับจะย้อมท้องฟ้าให้กลายเป็นสีดำ
ลู่จินกู้มองออกไปนอกหน้าต่าง อดไม่ได้ที่จะกอดต้าไป๋แน่นขึ้น
นี่มันเหมือนวันโลกาวินาศชัด ๆ!!
และภาพแบบนี้ ในวันหนึ่ง ไม่รู้ว่าต้องเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนสหพันธ์ดวงดาวนี้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
ดวงดาวที่สหพันธ์พัฒนาแล้วมีสูงถึง 7,613 ดวง ตัวเลขนี้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงมาเกือบสามสิบปีแล้ว
หรือว่าในจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้ ไม่ใช่จะไม่มีดวงดาวที่เหมาะสำหรับการพัฒนาอีกแล้ว
แต่เป็นเพราะมลภาวะระหว่างดวงดาวที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ต่างหาก ที่ขัดขวางการขยายตัวของสหพันธ์
ว่ากันว่า ดวงดาวที่อยู่ถัดจากหมายเลข 7,400 ล้วนกลายเป็นดาวมรณะไปหมดสิ้น นอกจากอสูรทมิฬแล้ว สิ่งมีชีวิตใด ๆ ก็ตาม แค่เพียงเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ ก็จะตายภายในเวลาไม่กี่นาที
ด้วยเหตุนี้ สหพันธ์จึงได้ออกกฎอย่างชัดเจนว่า พลเมืองระหว่างดวงดาวทุกคน จะต้องไม่ล้ำเขตป้องกัน เพื่อหลีกเลี่ยงการนำสารพิษกลับมาสู่ดวงดาว
แต่ถึงอย่างนั้น มลภาวะระหว่างดวงดาวยังคงแพร่กระจาย เขตป้องกันก็หดตัวลงอย่างต่อเนื่อง
สหพันธ์พยายามหาทุกวิถีทางหยุดมัน แต่ก็ทำได้แค่ชะลอความเร็วของมันเท่านั้น
พวกมองโลกในแง่ร้ายต่างเดาว่า วันหนึ่งไม่ช้าก็เร็ว แม้แต่ดาวศูนย์กลางก็จะกลายเป็นดาวมรณะอย่างสมบูรณ์
เมื่อมองดูพายุอนุภาค ที่โหมกระหน่ำอยู่นอกหน้าต่าง เธอก็รู้สึกว่าคำกล่าวนี้ก็มีเหตุผล
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ พายุก็สงบลงเสียที
ลู่จินกู้หายใจเข้าลึก ๆ สีหน้าเคร่งขรึมขณะเปิดประตูห้อง ฝุ่นควันสีดำถูกพลังที่มองไม่เห็นรั้งไว้ จึงจมลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว
จากนั้นก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ราวกับเกล็ดหิมะที่ละลาย
เขตพาราไดซ์แห่งนี้กลับคืนสู่สภาพเดิม ราวกับภาพวันโลกาวินาศที่เพิ่งผ่านพ้นไปเป็นเพียงภาพลวงตา
“เฮ้อ…”
เธอถอนหายใจออกมาอย่างแรง หัวใจที่เต้นอย่างบ้าคลั่งอยู่ก็สงบลงเสียที
แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีความรู้สึกหนักอึ้งกดทับอยู่ในใจ
ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมกู้ตั๋วถึงมองเขตพาราไดซ์แห่งนี้ มองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“โฮ่ง โฮ่ง…” เสียงเห่าต่ำ ๆ ของต้าไป๋ดึงสติของเธอกลับมา
เมื่อเงยหน้าขึ้นมอง ลู่จินกู้ก็อดขมวดคิ้วไม่ได้ เจ้าอสูรทมิฬแสนฉลาดตัวนั้น ไม่เพียงแต่ไม่ไปไหน กลับยังก้าวเท้าอย่างสง่างาม เดินวนไปรอบ ๆ รั้ว
ดูท่าทางแล้ว ไม่ได้สนใจใยดีกับความโกรธเกรี้ยวของต้าไป๋เลยแม้แต่น้อย
ความคิดแปลกประหลาดผุดขึ้นมาในใจ อสูรทมิฬตัวนี้ ดูเหมือนกำลังสังเกตการณ์เขตพาราไดซ์อยู่
หรือว่ามันกำลังหาช่องโหว่เพื่อโจมตี?
มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย ถ้าอย่างนั้นมันคงต้องผิดหวังอย่างแน่นอน
หลังจากที่มองมันอยู่พักหนึ่ง ก็พบว่าอีกฝ่ายไม่มีการเคลื่อนไหวอื่น ๆ ลู่จินกู้จึงไม่สนใจมันอีก
อย่างไรเสีย ตราบใดที่มันกล้าเข้ามา ผลของการชำระล้างย่อมเพียงพอที่จะทำให้มันลำบากได้แล้ว
มีพืชผลในแปลงผักสุกงอมเต็มที่แล้ว เธอยุ่งมาก
ก่อนไปลูบหัวต้าไป๋เบา ๆ “อย่าร้องเลย มันไม่กล้าเข้ามาหรอก”
ต้าไป๋แสนเชื่อฟัง เงียบเสียงในทันที ก่อนจะวิ่งตามหลังเจ้านายของมันไปอย่างกระตือรือร้น
ทว่าทั้งคนและสัตว์กลับไม่ทันสังเกตเห็นดวงตาสีดำขลับของอสูรทมิฬที่จ้องมองพวกเขาจากไป ดวงตาคู่นั้นแฝงไว้ด้วยประกายแปลกประหลาดบางอย่าง