เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 18 เจ้าสัตว์หน้าคล้ายแมว (รีไรต์)
บทที่ 18 เจ้าสัตว์หน้าคล้ายแมว (รีไรต์)
หลังจากเหนื่อยยากลำบากเก็บเกี่ยวจนเสร็จ ลู่จินกู้ก็เลือกเมล็ดพันธุ์ผักใหม่จากร้านขายเมล็ดพันธุ์มาปลูก เธอเช็ดเหงื่อที่ไหลอาบหน้าผาก แล้วหยิบมะเขือเทศสองลูกมาเช็ดเสื้อ
ลูกหนึ่งเธอป้อนเข้าปากต้าไป๋ ส่วนอีกลูกหนึ่งเธอก็ถือไว้กินเอง
มะเขือเทศปลอดสารพิษจากธรรมชาติ รสชาติอร่อยสุดยอด ทั้งคนทั้งสัตว์ต่างหลับตาพริ้มด้วยความสุข ดื่มด่ำกับรสชาติเปรี้ยวอมหวานอันแสนวิเศษ
“เมี๊ยว”
เธอเอียงหูฟัง เหมือนจะได้ยินเสียงแมวร้อง
“เมี๊ยว ๆ”
เสียงร้องฟังดูร้อนรนมากขึ้น
เมื่อหันกลับไปมอง ลู่จินกู้ก็เห็นสิ่งมีชีวิตขนปุกปุยตัวหนึ่งนั่งนิ่งอยู่ตรงนั้น เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของเธอ มันก็เลียอุ้งเท้าหน้า และร้องอีกครั้ง
“นี่มันโผล่มาจากไหนเนี่ย”
สิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับแมวแต่มีตัวลายเป็นลายก้อนเมฆ มองดูมะเขือเทศที มองดูลู่จินกู้ที แล้วร้อง “เมี๊ยว”
เมื่อเห็นเธอไม่ตอบสนอง มันก็ทำซ้ำอีกครั้ง “เมี๊ยว เมี๊ยว”
และอีกครั้ง “เมี๊ยว เมี๊ยว เมี๊ยว”
ลู่จินกู้จึงหยิบมะเขือเทศขึ้นมาหนึ่งลูก แล้วถามอย่างลังเล “แกอยากกินเหรอ”
“เมี๊ยว!”
“โฮ่ง!”
ต้าไป๋ขู่คำรามพร้อมกับตะกุยพื้น ปากอ้ากว้าง
ลู่จินกู้รู้สึกเพียงมือเบาหวิว มะเขือเทศก็โดนคาบไปแล้ว
ต้าไป๋ยังคงเคี้ยวตุ้ย ๆ พลางพ่นลมหายใจอย่างลำพอง
…แบบนี้ก็หวงแล้วเหรอ?
ลู่จินกู้ทำสีหน้าจนใจ
ส่วนแมวตัวนั้นที่อยู่ฝั่งตรงข้าม ดวงตากลมโตทั้งสองข้างก็พลันชื้นแฉะ มองเธอด้วยความน้อยใจ เบา ๆ ร้อง “เมี้ยว” ออกมาหนึ่งเสียง
พระเจ้า! มันน่ารักจัง!
ภายในใจเธอกรีดร้อง ก่อนจะรีบหยิบมะเขือเทศอีกหนึ่งลูก ผลักปากของต้าไป๋ที่ยื่นเข้ามาออกไป
“มานี่สิ มาให้ฉันลูบหน่อย แล้วจะให้กิน” เธอพูดปลอบเสียงอ่อนโยนพลางนั่งยองลง
ไม่รู้ว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่เหมือนเธอจะเห็น เจ้าเหมียวเหลือบมองต้าไป๋ด้วยแววตาภาคภูมิใจ
แต่เพียงพริบตาเดียว มันก็เข้ามาใกล้ด้วยท่าทางสง่างาม ก้มหัวถูไถกับมือเธอ ขนนุ่มจัง!
ลู่จินกู้ถูกดึงดูดด้วยความนุ่มฟูของขนทันที เธอค่อย ๆ ลูบหลังมันเบา ๆ พลางยื่นมะเขือเทศไปใกล้ปากมัน
“นุ่มมือจังเลย!”
มะเขือเทศลูกหนึ่งถูกกินอย่างรวดเร็ว มันทำความสะอาดตัวเองอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็เข้ามาใกล้ ๆ แล้วเอาตัวถูที่ขาของเธออย่างอ่อนโยน หัวใจของลู่จินกู้แทบละลาย เธออดไม่ได้ที่จะอุ้มมันขึ้นมา
“โฮ่ง!”
เสียงต้าไป๋ร้องขึ้น ดูเหมือนมันกำลังเตือนให้เธอระวัง
ทว่าเจ้าเหมียวกลับเชื่อฟัง มันขดตัวอยู่ในอ้อมแขนของเธอ นิ่งไม่ไหวติง ราวกับจะบอกว่า ตามใจเธอนั่นแหละ
“เอาล่ะ เธอไม่ต้องหวงหรอกนะ” ลู่จินกู้ลูบหัวต้าไป๋สองสามครั้ง ก่อนจะพูดด้วยความยินดี “พวกเราเงียบเหงาเกินไป มีเพื่อนเพิ่มอีกสักตัวก็ดีนี่”
เธออุ้มเจ้าเหมียวขึ้นมาดูอย่างละเอียด ครู่ต่อมาเธอก็ตัดสินใจ
“ลวดลายของแกเหมือนก้อนเมฆเลย ต่อไปนี้ชื่อเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นนะ”
“ต้าไป๋ นี่เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋น” เธอยกสัตว์เลี้ยงตัวใหม่ขึ้นมาแนะนำให้ทั้งสองรู้จักอย่างจริงจัง “เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋น นี่ต้าไป๋ ต่อไปนี้พวกเธอเป็นเพื่อนกันแล้ว ต้องรักกันดี ๆ นะ”
เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นทำหน้าตาภาคภูมิใจแลบลิ้นใส่ต้าไป๋ แต่มันถูกหนีบอยู่ที่รักแร้โดยหันหลังให้ลู่จินกู้
ดังนั้นเธอจึงไม่เห็นสีหน้าที่ดูมีชีวิตชีวานี้เลย
กลับกลายเป็นว่าฟันของต้าไป๋ที่จู่ ๆ ก็โผล่ออกมาอย่างดุร้ายนั้น เธอเห็นเต็มสองตา ดังนั้นจึงลูบหัวต้าไป๋แล้วพูดว่า “แกเป็นพี่ชายนะ ต้องรู้จักเชื่อฟังหน่อยสิ”
สีหน้าของเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นดูตกตะลึง ต้าไป๋อ้าปากร้องและดูร่าเริงขึ้นมาทันใดนั้น
เธอไม่เข้าใจความขัดแย้งกันอย่างลับ ๆ ของทั้งสองเลยวางเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นลงแล้วเริ่มขนผลผลิตที่ได้เข้าไปในคลังสินค้า
หลังจากลองดูแล้ว เธอพบว่ามีเพียงสิ่งที่ใส่เข้าไปในคลังสินค้าเท่านั้นที่จะถูกจดบันทึกไว้ในปริมาณสินค้าคงเหลือ โดยกรมการคลัง
และแม้ว่าคลังสินค้าจะดูเรียบง่าย แต่ก็มีผลในการถนอมอาหารที่ดีเยี่ยม ดังนั้นเธอจึงขนของทุกอย่างไปที่นั่น ใช้เท่าไหร่ก็เอาออกไปเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอะไร
เมื่อขนของเสร็จแล้ว เธอก็มุ่งหน้ากลับไปงีบหลับพักผ่อน
เธอหาต้าไป๋กับเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋น เห็นทั้งคู่กอดรัดฟัดเหวี่ยงกันก็ตกใจอยู่ไม่น้อย แต่พอสังเกตดูดี ๆ ต้าไป๋แลบลิ้นใหญ่เปียก ๆ ออกมา เลียหน้าผากเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นไปหนึ่งทีเต็ม ๆ
ขนปุกปุย ๆ ของเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นเลยลีบติดหน้าผากไปในทันที ความสวยงามลดลงไปเยอะ เสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นก็ไม่ยอมแพ้ สวนกลับด้วยการเลียจมูกต้าไปหนึ่งทีเช่นกัน ก่อนที่ต้าไป๋จามออกมาทันที
“ฮ่า ๆ ๆ ๆ” เธออดหัวเราะไม่ได้ เดินเข้าไปลูบหัวทั้งคู่คนละที “นึกว่าพวกแกกัดกันเสียอีก ที่แท้ก็รักกันดีแล้วนี่นา”
ลู่จินกู้อุ้มเสี่ยวอวิ๋นอวิ๋นขึ้นมา แล้วไปนั่งบนหลังต้าไป๋ สั่งอย่างอารมณ์ดี “กลับบ้านกัน”
เธอยิ้มจนตาหยีอย่างมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่าเจ้าตัวเล็กทั้งสองกำลังมองบนพร้อมกับทำหน้าเบื่อใส่กัน
…
พวกเขาสามคน ซิงเหลียน อีฟและกู้ตั๋ว ต่างจ้องมองที่หน้าจอ ขณะที่มองตามตำแหน่งของพาราไดซ์ในแนวดิ่ง จนเลยชั้นบรรยากาศของดาว 7133
จนกระทั่งเงาร่างของคนด้านล่างหายลับไปใต้ชายคา ซิงเหลียนก็ถอนหายใจยาว “โอ้สวรรค์ พายุอนุภาคและอสูรทมิฬถูกจัดการง่าย ๆ แบบนี้เนี่ยนะ”
ไม่ทันที่กู้ตั๋วและอีฟจะเอ่ยปาก เขาก็ตีฝ่ามือตัวเองแล้วพูดว่า “เจ้าสัตว์อสูรลายเมฆนั่นยอมเข้าไปในเขตพาราไดซ์ เพื่อรับการชำระล้าง แถมยังสนิทสนมกับเธอขนาดนั้น มันจงรักภักดีกับเธอชัด ๆ ถ้าเรื่องนี้รู้ไปถึงไหนต่อไหน คนอิจฉาตายกันเป็นแถบแน่”
“ตอนนี้นายก็อิจฉาอยู่ไม่ใช่เหรอ?” อีฟพูดติดตลก
“ฉันไม่ได้อิจฉา” ซิงเหลียนปฏิเสธ “แค่ตื่นเต้นกับโชคที่เหมือนสวรรค์บันดาลมาแบบนี้”
กู้ตั๋วไม่พูดอะไร แต่เขาก็นึกถึงตอนที่พวกเขาทั้งสองเจอกันครั้งแรก เธอพูดว่า
‘บางทีคนเราก็โชคร้ายถึงขีดสุดแล้ว คงจะเจอเรื่องดี ๆ บ้างล่ะมั้ง’ เขาคิดว่า หากให้เลือก คงไม่มีใครชอบโชคแบบนี้
“เธอก็รับมือได้ดี ไปกันเถอะ” เขาก้มหน้าลง ไม่มองหน้าจออีกต่อไป แล้วออกคำสั่ง
“ครับ/ค่ะ” แน่นอนว่าทั้งซิงเหลียนและอีฟไม่มีข้อโต้แย้งใด ๆ
แต่ซิงเหลียนยังคงพูดติดตลกว่า “หัวหน้าให้ความสำคัญกับคุณลู่ จริง ๆ เลยนะ”
กู้ตั๋วไม่ได้แสดงความเห็นใด ๆ ออกมา แต่ซิงเหลียนก็อดไม่ได้ที่จะถามขึ้นมาว่า “แต่ว่าหัวหน้า ในเมื่อคุณไม่วางใจขนาดนี้ ทำไมไม่พาเธอกลับฐานทัพไปเลยล่ะ? ที่นี่เป็นแค่ดาวร้าง แถมพลังจิตของคุณลู่ ก็แค่ระดับ F ใครจะไปรู้ว่าจะเจอกับอันตรายอะไรที่รับมือไม่ได้บ้าง”
กู้ตั๋วเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง แต่ยังไม่ทันเอ่ยตอบ อีฟก็พูดขึ้นอย่างไม่พอใจว่า “นายก็รู้ว่าเธอน่ะเป็นแค่เศษขยะ คนแบบนี้มีสิทธิ์อะไรไปอยู่ข้างกายหัวหน้า พากลับฐานทัพ นายอยากให้หัวหน้ากลายเป็นตัวตลกหรือไง?”
“นี่! อีฟเธอไม่เคยได้ยินเหรอ กินของเขาแล้วอย่าพูดจาไม่ดีกับเขา”
“ฉันก็แลกมาด้วยแรงงานนะ ไม่ได้กินฟรีสักหน่อย” อีฟเถียงกลับอย่างมั่นใจ “อีกอย่างหัวหน้าก็เสียพลังจิตไปตั้งมากมาย เธอน่ะไม่ขาดทุนหรอก”
“ก็ได้ ก็ได้” ซิงเหลียนสู้ไม่ได้เลยยกมือยอมแพ้ “เธอน่ะถูกที่สุดแล้ว ฉันไม่เถียงด้วยแล้ว”
ถึงอย่างนั้นอีฟก็ยังคงไม่วางใจ ดวงตากลมโตฉายแววกังวล
“หัวหน้า ความสามารถของเธอน่ะแปลกจริง แต่พลังจิตกลับไม่เพียงพอจะใช้งาน จะให้ยืมพลังจิตคนอื่นใช้ไปตลอดชีวิตก็ไม่ได้หรอกนะ? อีกอย่าง มีแต่ระดับ S ขึ้นไปเท่านั้นถึงจะให้คนอื่นยืมพลังจิตได้”
กู้ตั๋วขมวดคิ้วเล็กน้อย “เรื่องนี้ฉันมีแผนอยู่ พวกเธอไม่ต้องยุ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ห้ามเปิดเผยเรื่องของเธอเด็ดขาด”
ประโยคสุดท้าย เขาเอ่ยด้วยแววตาเย็นชา
ทั้งสองสัมผัสได้ถึงความสำคัญของเรื่องนี้ จึงรีบตอบรับอย่างเคร่งขรึม
ยานอวกาศไร้สัญลักษณ์แล่นมาถึงสถานีวาร์ปแห่งแรกอย่างรวดเร็ว พวกเขาต้องวาร์ปอีกหลายครั้งจึงจะกลับถึงฐานทัพ
สถานีวาร์ปมีรูปร่างคล้ายเลขแปดวางแนวนอน วงแหวนสองวงซ้ายขวาคือจุดเริ่มต้นและจุดหมายปลายทางของการวาร์ป และพวกเขาเข้าแถวรออยู่ด้านซ้าย
ตอนที่ใกล้จะถึงคิววงแหวนวาร์ปด้านขวาก็สว่างวาบขึ้น ยานอวกาศลำเล็กปรากฏขึ้นกลางวงแหวนโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย มันไม่ได้หยุดนิ่งแม้แต่น้อย ก่อนจะแล่นออกไปอย่างช้า ๆ
ซิงเหลียนเริ่มพูดเจื้อยแจ้วอีกครั้ง “ดาวเคราะห์หมายเลข 7000 กว่าต่างก็ประสบปัญหามลพิษในระดับที่แตกต่างกันไป ยังจะมียานอวกาศส่วนตัวย้อนกลับมาในเวลานี้ ไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าพวกคนรวยคิดอะไรกันอยู่”
กู้ตั๋วมองยานอวกาศลำนั้นอย่างไม่ใส่ใจ มันไม่มีเครื่องหมายอะไรบ่งบอก คงจะเป็นเศรษฐีที่ชอบทำตัวลึกลับคนใดคนหนึ่งล่ะมั้ง