เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 177 แก่นพลังลึกลับ
บทที่ 177 แก่นพลังลึกลับ
สีหน้าของลู่จินกู้กลับมาเป็นปกติ เธอพยายามสะบัดความคิดฟุ้งซ่านออกจากหัว ต้องการใช้สมาธิทั้งหมดกับภารกิจในเวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดนี้
เธอเปิดประตูที่ประดับด้วยลวดลายแกะสลักสีทอง แต่ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นว่ามีคนอยู่ในห้องแล้ว
เมื่อทั้งสองสบตากัน ต่างฝ่ายก็ตกใจ
“เธอมาได้ยังไง?” ลู่เหนี่ยนเจิ้นพูดด้วยความประหม่า ขณะที่กำลังจะดึงลู่จินกู้เข้ามาในห้อง แต่ทันใดนั้นก็เห็นกู้ตั๋วที่ตามหลังมา เธอจึงหยุดนิ่งไปอีกครั้ง
ขณะนั้นเอง คนรับใช้รีบวิ่งมาหา เมื่อเห็นทั้งสามคนยืนอยู่ที่ประตู เขาก็สะดุ้งเล็กน้อย แต่เมื่อจำได้ว่าลู่จินกู้เป็นใคร ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและพูดเสียงเบา “คุณนายครับ ผมเพิ่งกันคนทำความสะอาดออกไป พวกเขาจะกลับมาอีกประมาณสิบห้านาที ขอให้รีบดำเนินการครับ”
“อืม…อืม” ลู่เหนี่ยนเจิ้นตอบกลับด้วยเสียงลนลาน รีบดึงลู่จินกู้เข้ามาในห้อง ส่วนกู้ตั๋วที่เข้ามาโดยไม่ได้รับเชิญ เธอก็ยังคงลังเลแต่ไม่ได้พูดอะไร
เมื่อเห็นเจ้าของบ้านไม่ได้เอ่ยปาก คนรับใช้จึงไม่กล้าพูดอะไร หลังจากที่ทุกคนเข้ามาในห้องแล้ว เขาก็ปิดประตูทันที
เนื่องจากเวลาที่มีจำกัดเพียงสิบห้านาที ลู่เหนี่ยนเจิ้นจึงไม่กล้ารอช้า เธอเริ่มค้นหาของที่ซ่อนอยู่ในห้องทันที พร้อมกับถามเสียงเบาว่า “พวกเธอมาที่นี่ทำไม?”
ลู่จินกู้ตอบ “แล้วคุณแม่ล่ะคะ กำลังหาอะไรอยู่?”
ในใจของเธอมีคำตอบที่ค่อนข้างชัดเจนแล้ว เพราะสิ่งเดียวที่ทำให้ลู่เหนี่ยนเจิ้นยังคงอยู่ในตระกูลลู่ได้จนถึงตอนนี้ก็คือ ‘สิ่งนั้น’
ลู่เหนี่ยนเจิ้นชะงักเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ตอบอะไรและยังคงค้นหาต่อไป
ลู่จินกู้มีเป้าหมายที่ชัดเจน เธอนั่งลงหลังโต๊ะทำงานและเริ่มเปิดลิ้นชักค้นหาอย่างระมัดระวัง พลางพูดเบา ๆ ว่า “ถ้ามันถูกซ่อนไว้อย่างดี การมีคนมากกว่านี้อาจช่วยให้หาเจอได้ง่ายขึ้น”
ลู่เหนี่ยนเจิ้นได้ยินแล้วก็ชะงัก คิดว่าคำพูดของลูกสาวฟังดูมีเหตุผล
จริง ๆ แล้วตอนที่อยู่ด้วยกันสองต่อสอง ลู่จินกู้ก็สังเกตได้ว่าลู่เหนี่ยนเจิ้นเริ่มมีท่าทีลังเลอยู่บ้าง
เธอเตรียมจะโน้มน้าวต่อ แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินกู้ตั๋วเอ่ยขึ้นว่า “คุณไม่ต้องเป็นห่วง ลูกสาวของคุณเคยช่วยชีวิตผมหลายครั้ง และผมก็เคยสัญญากับเธอไว้ว่า ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ผมจะปกป้องเธอให้ปลอดภัย ไม่ว่าความจริงจะน่ากลัวแค่ไหน ผมก็จะรักษาสัญญา”
เขานิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “ผมขอเอาเกียรติของตัวเองเป็นประกัน”
สองแม่ลูกพลันประหลาดใจ
ลู่เหนี่ยนเจิ้นถึงกับชะงักเมื่อได้ยินคำพูดของกู้ตั๋ว เธอไม่คิดเลยว่าคนอย่างเขา ซึ่งเป็นถึงทายาทของตระกูลกู้จะพูดจาแบบนี้ ยิ่งไปกว่านั้น เธอยังตกใจที่ได้รู้ว่าลู่จินกู้เคยช่วยชีวิตกู้ตั๋วหลายครั้ง และทั้งสองมีความผูกพันกันในลักษณะนี้
ส่วนลู่จินกู้เองก็รู้ว่าคำพูดเหล่านี้มีนัยสำคัญราวกับว่าเขารู้แล้วว่า ‘สิ่งนั้น’ คืออะไร เพราะเขาพูดถึง ‘ความจริงที่น่ากลัว’ ราวกับว่าเขาได้ล่วงรู้อะไรบางอย่าง
หัวใจของลู่จินกู้หนักอึ้งขึ้น เธอถามแม่ของเธอด้วยท่าทีจริงจัง “แม่คะ สิ่งที่แม่กำลังหาคืออะไรกันแน่? และมันเกี่ยวอะไรกับหนู? ถ้าลู่จัวมีอะไรที่สามารถควบคุมหนูได้จริง ๆ แล้วถ้าเราอยู่ในที่แจ้งและเขาอยู่ในที่ลับ มันจะยิ่งเป็นอันตรายมากกว่าเดิมนะคะ”
คำพูดของลู่จินกู้ทำให้ลู่เหนี่ยนเจิ้นตัวสั่น เธอนึกถึงแผนการที่ลูกสาวได้เตรียมไว้ ไม่ว่ามิซึโนะ ยูมิโกะจะถูกช่วยออกมาได้สำเร็จหรือไม่ ลู่จัวจะต้องรู้แน่ว่าลู่จินกู้มีส่วนเกี่ยวข้อง
และลู่จินกู้เองก็ไม่เคยปิดบังความเกลียดชังที่มีต่อตระกูลลู่ ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ชัดเจนมาโดยตลอด แต่ลู่จัวที่มุ่งหวังจะผลักดันตระกูลลู่ไปให้สูงขึ้นกลับเลือกที่จะไม่สนใจความจริงนี้ หากเกิดเหตุการณ์บางอย่างในงานเลี้ยงจนทำให้ความเสแสร้งระหว่างพ่อกับลูกสาวพังทลาย
และหากลู่จัวถึงขั้นเสียสติไป…
ลู่เหนี่ยนเจิ้นสั่นสะท้านขึ้นมาอีกครั้ง ในที่สุดเธอก็เข้าใจแล้วว่าลูกสาวพูดถูก สิ่งที่ไม่รู้คือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด
เมื่อเธอตัดสินใจได้ เธอก็กลับมามุ่งมั่นอีกครั้ง พูดด้วยความแน่วแน่ว่า “เขามีแก่นพลังอยู่หนึ่งก้อน…”
ลู่จินกู้กับกู้ตั๋วเอ่ยขึ้นพร้อมกัน “แก่นพลังมายาสวรรค์?”
ลู่เหนี่ยนเจิ้นตกใจ “พวกเธอ…รู้ได้ยังไง?”
ลู่จินกู้ขมวดคิ้วแน่น ขณะที่มือของเธอเผลอยกขึ้นลูบศีรษะโดยไม่รู้ตัว
เมื่อความจริงเรื่อง ‘แก่นพลังมายาสวรรค์’ ถูกเปิดเผย เธอก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่าเรื่องที่อยู่ในหัวของเธอได้รับการยืนยันแล้ว
กู้ตั๋วเองก็หน้าตึงเมื่อได้ยิน เขาถามทันทีว่า “ลู่จัวได้แก่นพลังนั้นมาได้ยังไง? แล้วเขาฝังพลังจิตลงในหัวเธอเมื่อไหร่? และทำไมถึงต้องหาแก่นพลังนี้?”
เมื่อเห็นว่าทุกคนรู้เรื่องนี้แล้ว ลู่เหนี่ยนเจิ้นจึงไม่คิดปิดบังอีกต่อไป ขณะที่ค้นหาของในห้องไป เธอตอบคำถามของกู้ตั๋วไปทีละข้อ “ฉันไม่รู้ว่าแก่นพลังมายาสวรรค์มาอยู่ในมือของเขาได้ยังไง และฉันก็ไม่รู้ว่าเขาฝังพลังจิตลงในหัวของลู่จินกู้เมื่อไหร่ ตอนที่ฉันเริ่มรู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ พลังจิตของเธอก็เริ่มแสดงอาการแปลก ๆ แล้ว ตอนเด็ก ลู่จินกู้มีศักยภาพพลังจิตระดับ A แต่หลังจากนั้น…”
เธอส่ายหัวด้วยความเจ็บปวด ขณะที่นึกย้อนถึงความทุกข์ทรมานในอดีต “พลังจิตของลู่จินกู้เริ่มมีปัญหาตอนเธออายุแปดขวบ ฉันสงสัยว่าการฝังพลังจิตเกิดขึ้นในช่วงเวลานั้น แต่ฉันยังไม่มีหลักฐาน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลู่จินกู้ก็นึกถึงเรื่องในวัยเด็กที่เธอไม่เคยบอกแม่มาก่อน
ช่วงเวลานั้นเธอเคยเผชิญกับเหตุการณ์ที่น่ากลัวและประสบกับเหตุการณ์แปลก ๆ หลายอย่าง ความทรงจำนั้นถูกเธอเก็บลึกลงไป เพราะมันเป็นช่วงเวลาที่เจ็บปวดอย่างยิ่ง และเธอเองก็ไม่อยากจำ แต่ตอนนี้เธอเริ่มสงสัยว่าปัญหาพลังจิตที่ทำให้เธอกลายเป็นคนไร้ค่าระดับ F อาจเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ในวัยเด็กนั้น
แม้ว่าเธอไม่พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความทรงจำเหล่านั้นในยามนี้ แต่เธอก็ตัดสินใจว่าจะกลับไปสำรวจมันในภายหลังเพื่อหาคำตอบที่ชัดเจน
ลู่เหนี่ยนเจิ้นยังคงตอบคำถามสุดท้ายของกู้ตั๋ว “ฉันพยายามหาแก่นพลังมายาสวรรค์นั้น เพื่อที่จะเอาพลังจิตที่ไม่ใช่ของลู่จินกู้ออกมาจากหัวของเธอ ฉันไม่อาจยอมทนดูเธอกลายเป็นตัวประหลาดได้”
เธอหันไปมองกู้ตั๋วด้วยสายตาอ้อนวอน “ฉันรู้ว่ากฎของสหพันธ์ระบุว่าทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับเผ่าพันธุ์มายาต้องถูกทำลายทันที ฉันสัญญาว่าจะทำลายแก่นพลังนั้น แค่ช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับลู่จินกู้ให้ได้ก่อนเท่านั้น”
ลู่จินกู้เริ่มเข้าใจถึงความตั้งใจที่แน่วแน่ของแม่ และแม้ว่าจะคาดเดาได้ว่าเรื่องทั้งหมดต้องเกี่ยวข้องกับเธอเอง แต่ก็ไม่คิดว่าจะเป็นเรื่องนี้
แต่สิ่งที่ยังไม่กระจ่างกลับผุดขึ้นมาในหัว เมื่อรู้ว่ามีพลังจิตของเผ่ามายาฝังอยู่ในหัว ก่อนหน้านี้เธอได้ศึกษาข้อมูลจากกู้ตั๋วและเซินโหย่วชิงเกี่ยวกับเผ่าพันธุ์นี้ แต่เธอก็จำได้ว่าข้อมูลบางอย่างขัดแย้งกับสิ่งที่แม่ของเธอพูดมา
เธอหันไปมองกู้ตั๋วด้วยสายตาสงสัย เพื่อขอคำตอบว่าข้อมูลที่เธอเคยได้ยินมาก่อนหน้านี้ถูกต้องหรือไม่
กู้ตั๋วเอ่ยขึ้นเสียงเรียบ “ใครบอกคุณว่าการเอาแก่นพลังออกมาจะสามารถดึงพลังจิตของเผ่ามายาออกมาได้?”
คำพูดของเขาทำให้สีหน้าของลู่เหนี่ยนเจิ้นซีดเผือดทันที ราวกับเลือดทั้งหมดถูกระบายออกจากใบหน้า
ลู่จินกู้รู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดี เธอรีบขัดขึ้นมา “กู้ตั๋ว!”
แต่ก็สายเกินไปแล้ว ร่างของแม่เธอสั่นสะท้าน ลู่เหนี่ยนเจิ้นที่เคยยึดมั่นอยู่กับความหวังจาก ‘แก่นพลัง’ นั้นมาตลอด กลับแสดงอาการเหมือนคนที่สิ้นหวังในชีวิต
เสียงของลู่เหนี่ยนเจิ้นสั่นเครือราวกับใบไม้ที่ปลิดปลิว “ไม่…ทำไม่ได้เหรอ?”
ลู่จินกู้รีบพุ่งเข้าไปประคองแม่ไว้ด้วยความเป็นห่วง “แม่คะ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลย เราออกไปจากที่นี่กันก่อนเถอะค่ะ”
สภาพจิตใจของลู่เหนี่ยนเจิ้นย่ำแย่เกินกว่าจะทำอะไรต่อไปได้ แต่ก่อนที่ลู่จินกู้จะพาเธอออกไป ลู่เหนี่ยนเจิ้นก็รวบรวมแรงทั้งหมดของเธอ ยืดตัวตรงอย่างยากลำบาก และจ้องมองกู้ตั๋วด้วยสายตาแน่วแน่
“คุณชายกู้ บอกฉันทีเถอะ ลูกสาวของฉัน… ยังมีโอกาสที่จะกำจัดมันไปได้ไหม?”
เธอถามด้วยน้ำเสียงขมขื่น แต่เธอก็ยังคงไม่สิ้นหวัง ราวกับว่านี่เป็นความหวังสุดท้ายในชีวิต