เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 183 สัตว์ที่น่าหลงใหล
บทที่ 183 สัตว์ที่น่าหลงใหล
เมื่อทั้งสองคนลงจากรถม้า กู้ตั๋วก็กล่าวขึ้นมาว่า “ไม่ได้กลับมานานแล้วนะเนี่ย”
การที่เขาใช้คำว่า ‘กลับมา’ ทำให้ลู่จินกู้รู้สึกแปลกใจเล็กน้อย แต่ไม่นานก็ยิ้มออกมา “ใช่เลย ช่วงนี้ยุ่งมาก ฉันก็แทบไม่ได้กลับมาเหมือนกันค่ะ”
ตอนนี้บนดาวเคราะห์หมายเลข 7133 เป็นช่วงเวลากลางคืน หลังจากลุงเฉิงและคนอื่น ๆ ไปช่วยงานที่โลก ทางนี้ก็ดูเงียบสงบมากขึ้น และช่วงเวลานี้เอง เธอคาดว่าพวกว่านฉีหยาและคนอื่น ๆ ก็คงเข้านอนแล้ว
แต่ใครจะรู้ว่าเมื่อมาถึงที่ตลาดการค้า เธอกลับเห็นว่านฉีหยาและซาร์ทนั่งอยู่ข้างกัน ทั้งคู่กำลังสนใจศึกษาอะไรบางอย่างที่อยู่ตรงหน้า
สิ่งนั้นดึงดูดสายตาของทั้งลู่จินกู้และกู้ตั๋วให้หันไปมองทันที
สิ่งที่พวกเขาเห็นคือวัตถุสองชิ้นที่ดูคล้ายตู้กระจก ตู้ทางซ้ายมีขนาดประมาณหนึ่งในสี่ของตู้คอนเทนเนอร์ ส่วนตู้ทางขวานั้นเล็กกว่ามาก ประมาณครึ่งหนึ่งของตู้ซ้าย
เมื่อเข้าไปใกล้ ๆ ก็พบว่าภายในตู้ยังมีสิ่งมีชีวิตอยู่
“หมาป่ากับกระต่าย!” ลู่จินกู้ดูตื่นเต้นมาก
เมื่อว่านฉีหยาและซาร์ทเห็นพวกเขาก็แสดงท่าทีตื่นเต้นเช่นกัน เด็กสาวตัวน้อยรีบพุ่งมากอดลู่จินกู้ “พี่สาว!”
ส่วนซาร์ทดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่แววตาก็เต็มไปด้วยความดีใจ “คุณหนูจิน คุณกู้”
“ทำไมดึกป่านนี้แล้วยังไม่นอนอีก?” ลู่จินกู้ลูบศีรษะเด็กสาวด้วยความเอ็นดู แม้จะสนใจสัตว์ทั้งสองตัวอยู่ แต่เธอก็อดถามด้วยความห่วงใยไม่ได้
ว่านฉีหยายังเป็นเด็ก ส่วนซาร์ทก็ยังเป็นเด็กวัยรุ่นอยู่ ทั้งคู่จึงถูกปล่อยให้อยู่ที่นี่ ไม่ได้รับมอบหมายงานที่ยุ่งยากอะไร
“เดิมทีหนูกำลังจะเข้านอนแล้วค่ะ” เด็กสาวอธิบาย “หนูไปบอกลาพ่อก่อนนอน แล้วตอนกลับก็เห็นว่าที่นี่มีอะไรเพิ่มมาอีกสองอย่าง หนูก็เลยชวนพี่ซาร์ทมาดูด้วยกัน”
เมื่อไม่นานมานี้ เนื่องจากมีการเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ในเขตพาราไดซ์ 3 เธอจึงย้ายพวกเผ่าว่านฉีที่กำลังเสียสติไปไว้ในห้องขังที่นี่ เพื่อสะดวกในการให้ว่านฉีหยาดูแลพวกเขา
ลู่จินกู้พยักหน้าเข้าใจ คงเป็นเพราะว่านฉีหยาเห็นว่ามีสิ่งแปลก ๆ โผล่ขึ้นมา แล้วกลัวว่าจะมีอะไรที่จัดการไม่ได้ เลยไปปลุกซาร์ทที่กำลังนอนหลับให้มาดูด้วยกัน
ผลก็คือ… แน่นอนว่าทั้งคู่ต่างถูกสิ่งนี้ดึงดูดความสนใจไปโดยปริยาย
ลู่จินกู้หันไปมองที่ ‘ตู้กระจก’ ทั้งสอง ตู้ด้านซ้ายเป็นตู้ใหญ่ ภายในนั้นมีหมาป่าคู่หนึ่ง หมาป่าตัวผู้มีขนสีดำสนิท ในขณะที่หมาป่าตัวเมียมีขนสีขาวราวหิมะ หมาป่าทั้งสองนอนเคียงข้างกันอย่างสงบ สงบเงียบและดูสบายใจ ราวกับไม่ได้รู้ตัวเลยว่ามีคนกำลังเฝ้าดูพวกมันอยู่
จากตรงนี้ทำให้เธอเดาได้ว่า ตู้กระจกนี้น่าจะเป็นกระจกแบบมองทางเดียว ซึ่งทำให้สัตว์ภายในไม่สามารถเห็นคนที่อยู่ด้านนอกได้ หมาป่าทั้งสองจึงดูสงบเช่นนี้
ส่วนในตู้ด้านขวามีฝูงกระต่ายอยู่จำนวนมาก อย่างน้อยประมาณสามสิบตัว
ที่น่าสังเกตคือ กระต่ายทุกตัวต่างก็มีรูปลักษณ์ที่งดงามอย่างยิ่ง เห็นได้ชัดว่าถูกคัดเลือกมาอย่างพิถีพิถัน
น่าจะเป็นเพราะทั้งหมาป่าและกระต่ายถูกซื้อมาในฐานะ ‘สินค้า’ จึงต้องมีมาตรฐานด้านรูปลักษณ์ที่กำหนดไว้
แม้ว่าลู่จินกู้จะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้มากนัก แต่เมื่อได้เห็นด้วยตาแล้วก็ตระหนักได้ว่าความสวยงามของพวกมันสามารถดึงดูดใจนักท่องเที่ยวได้มากขึ้น
แค่ดูสีหน้าของซาร์ทและว่านฉีหยาก็รู้แล้วว่าสิ่งนี้เป็นเรื่องที่พิเศษแค่ไหน
เด็กทั้งสองคนต่างก็เฝ้ามองตู้กระจกด้วยความหลงใหล คนหนึ่งนอนพิงอยู่บนตู้หมาป่า มองหมาป่าคู่ที่รวมความดุร้ายและความงดงามไว้อย่างหลงใหล ส่วนอีกคนก็จ้องฝูงกระต่ายไม่วางตา และยิ้มกว้างทุกครั้งที่เห็นกระต่ายขยับปากเล็ก ๆ ของมัน
แม้แต่กู้ตั๋วเองก็ดูจะสนใจจนไม่อาจละสายตาไปได้ เขาคิดว่าถ้าไม่ใช่เพราะมีว่านฉีหยาและซาร์ทอยู่ตรงนี้ เขาอาจจะนอนพิงตู้กระจกเพื่อดูพวกหมาป่าเหมือนพวกเด็ก ๆ ก็เป็นได้
เมื่อจินตนาการว่ากู้ตั๋วจะเอาหน้าแนบลงไปที่กระจกเพื่อดูหมาป่า ลู่จินกู้ก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
พวกเขาหันมาทางเธอพร้อมกันด้วยสีหน้าแปลกใจ
แน่นอนว่าเธอไม่คิดจะพูดถึงจินตนาการที่มีต่อหน้าพวกเขา จึงโบกมือแล้วพูดว่า “ก็แค่คิดถึงเรื่องสนุก ๆ นิดหน่อยน่ะ”
หลังจากนั้นเธอก็ถามขึ้นว่า “อยากลองสัมผัสพวกมันไหม?”
พอได้ยินแบบนั้น ทั้งสามเสียงก็พร้อมใจกันพูดขึ้นด้วยความตื่นเต้น “ได้เหรอ?”
เธอพยายามกลั้นหัวเราะแล้วพยักหน้า “แน่นอน แต่ก่อนอื่นเราต้องเตรียมตัวกันหน่อย ซาร์ท ไปหาผักใบเขียวมาหน่อยนะ”
ซาร์ทรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักเขาก็กลับมาพร้อมกับผักใบเขียวเต็มอ้อมแขน
“หมาป่าเป็นสัตว์ที่มีพฤติกรรมดุร้ายมาก เราจึงไม่สามารถปล่อยมันออกมาได้เพื่อความปลอดภัย แต่กระต่ายน่ะเชื่องมาก”
พอได้ยินดังนั้น กู้ตั๋วและซาร์ทต่างก็มีสีหน้าผิดหวังเล็กน้อย
กู้ตั๋วถึงกับพูดออกมาตรง ๆ ว่า “หมาป่าพวกนี้ไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าสัตว์อสูรทมิฬธรรมดาเลย ใช้พลังจิตกดข่มไว้ก็ได้แล้ว”
คำพูดของเขาชัดเจนมากว่าเขายังคงอยากที่จะลองสัมผัสหมาป่าอย่างจริงจัง
ลู่จินกู้มองเขาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ก่อนจะปฏิเสธโดยไม่ลังเล “คุณรู้ไหมว่าฉันลำบากแค่ไหนกว่าจะเอาสัตว์พวกนี้มาได้? พวกมันต้องถูกนำไปเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานป่าไม้ ถ้าไม่มีพวกมัน อุทยานก็ยังถือว่ายังไม่สมบูรณ์ แล้วถ้าพวกมันโดนพลังจิตของคุณทำให้ตื่นกลัวขึ้นมาล่ะจะทำยังไง?”
คำพูดของกู้ตั๋วทำให้เธอตระหนักว่า ในอนาคตจำเป็นต้องควบคุมการใช้พลังจิตอย่างเคร่งครัดภายในอุทยานป่าไม้ เพราะสัตว์เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เกิดจากสหพันธ์ แต่ใครจะรู้ว่าในอนาคตพวกมันอาจจะโดนพลังจิตฆ่าตายหรือไม่
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้สัตว์ที่เธอหามาอย่างยากลำบาก และเป็นสัตว์ที่ผ่านมาตรฐาน ‘ความบริสุทธิ์’ ต้องมาตายเพราะความไม่ระวัง เธอจึงเตือนพวกเขาอย่างจริงจังอีกครั้ง “ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ห้ามใช้พลังจิตกดดันพวกมันเด็ดขาด ถ้ามีตัวไหนตาย ฉันไม่ปล่อยคุณไว้แน่”
เป้าหมายหลักของการเตือนครั้งนี้แน่นอนว่าคือกู้ตั๋ว ดังนั้นตอนที่พูดเธอจึงจ้องหน้าเขาตรง ๆ
เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนพยักหน้าตอบรับโดยไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม
หลังจากนั้น ลู่จินกู้ก็เปิดหน้าตลาดการค้า ไม่แปลกใจเลยที่กลุ่มการค้าซึ่งนำสัตว์ทั้งสองชนิดมาส่งยังได้แนบคำอธิบายเกี่ยวกับ ‘ตู้กระจก’ นี้มาด้วย
จริง ๆ แล้วตู้กระจกนี้มีชื่อว่า ‘ตู้จำลองสิ่งแวดล้อม’ ภายนอกดูเหมือนตู้กระจกใส แต่สำหรับสัตว์ที่อยู่ภายในแล้ว พวกมันยังคงรู้สึกว่าตัวเองอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่คุ้นเคย เพียงแต่ว่าภายในตู้นั้นมีก๊าซที่ผสมสารสงบประสาทในปริมาณเล็กน้อย ทำให้พวกมันยังคงสงบได้
การใช้ตู้จำลองสิ่งแวดล้อมนี้ สามารถช่วยให้สัตว์เหล่านี้ปลอดภัยระหว่างการเดินทางไกล และลดปฏิกิริยาความเครียดที่อาจเกิดขึ้น
นอกจากคำอธิบายเกี่ยวกับตู้จำลองสิ่งแวดล้อมแล้ว แน่นอนว่ายังมีคู่มือการใช้งาน เธอทำตามคำแนะนำในการเปิดตู้กระต่าย
เมื่อเปิดตู้กระต่ายออก นั่นก็หมายความว่าการจำลองสิ่งแวดล้อมจะสิ้นสุดลง แต่ไม่รู้ว่าเป็นเพราะฤทธิ์ของสารสงบประสาทยังคงเหลืออยู่หรือไม่ กระต่ายเหล่านี้จึงยังคงสงบเงียบและนั่งเบียดกันเป็นกลุ่มอย่างเรียบร้อย
“เสี่ยวหย่า อยากอุ้มตัวไหนล่ะ?” ลู่จินกู้ถามพลางยิ้มอบอุ่น มอบสิทธิ์ในการเลือกแรกให้กับน้องน้อยที่สุดในกลุ่ม
ว่านฉีหยาตาเป็นประกาย ตั้งแต่ที่นอนพิงอยู่ข้างตู้ เธอก็มีตัวที่หมายตาไว้แล้ว “ตัวนี้ค่ะ ตัวนี้ ตัวที่มีดาวเล็ก ๆ บนหลังค่ะ”
กระต่ายตัวนั้นเป็นสีขาวบริสุทธิ์ แต่ที่กลางหลังมีส่วนที่เป็นรูปดาวเล็ก ๆ สีเหมือนขนอูฐซึ่งบังเอิญว่ามันดูโดดเด่นมาก
ลู่จินกู้จึงอุ้มกระต่ายตัวนั้นออกมาแล้วยื่นให้ว่านฉีหยา แต่เด็กสาวกลับดูเก้ ๆ กัง ๆ “เอ่อหนู… หนูต้องอุ้มยังไงดีคะ?”
“มาเลย เดี๋ยวฉันสอนนะ มือข้างหนึ่งรองที่ก้นมัน อีกมือหนึ่งจับที่ขาหน้าของมันเบา ๆ แล้วกอดไว้ให้มันอิงกับอกของเธอ ให้ลำตัวมันพิงอยู่บนแขนเธอ…ใช่ แบบนั้น แล้วเธอก็ค่อย ๆ ลูบหัวและหลังของมันได้เลย อย่าไปจับที่หูนะ เพราะหูกระต่ายมีเส้นประสาทและเส้นเลือดเยอะมาก มันจะไวต่อความรู้สึก…”
ว่านฉีหยาเริ่มลูบขนของกระต่ายอย่างไม่ค่อยถนัดนัก เหมือนกำลังถือของล้ำค่าที่เปราะบาง
โชคดีที่กระต่ายตัวนี้ดูเชื่องมาก มันนอนขดอยู่ในอ้อมแขนของเธออย่างสงบ ไม่แสดงท่าทีตื่นตระหนกใด ๆ
“เธอลองเอาผักให้มันกินดูได้นะ” ลู่จินกู้ให้กำลังใจ