เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 184 ทำไมฉันถึงไม่ได้บ้าง?
บทที่ 184 ทำไมฉันถึงไม่ได้บ้าง?
ว่านฉีหยากับกระต่ายน้อยของเธอเข้ากันได้ดีมาก ลู่จินกู้มองดูสักพักแล้วก็ปล่อยให้เด็กสาวเล่นไป จากนั้นจึงหันไปถามซาร์ทว่าต้องการอุ้มตัวไหน
ซาร์ทเลือกกระต่ายสีดำสนิทตัวหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากกระต่าย ‘ดาวเล็ก ๆ’ ของว่านฉีหยา กระต่ายตัวนี้ดูซนมาก มันไม่ยอมอยู่นิ่ง ๆ บนแขนของซาร์ท แต่กลับพยายามปีนขึ้นไปบนไหล่เขาไม่หยุด ปากของมันขยับไปมาจนหนวดของมันถูไปถูมากับแก้มของซาร์ท
ซาร์ทร้องออกมาเสียงดัง “จั๊กจี้มากเลย!” แต่ก็ยังไม่ยอมปล่อยกระต่ายออกจากมือ ไม่นานนักเขาก็เริ่มเล่นกับกระต่ายสีดำอย่างสนุกสนาน จนความเสียดายที่ไม่ได้อุ้มหมาป่าก็หายไปไกลเกินจะนึกถึง
สุดท้ายก็ถึงตาของกู้ตั๋ว เดิมทีลู่จินกู้ตั้งใจให้เขาเลือกกระต่ายตัวใดตัวหนึ่ง แต่ตอนที่หยิบกระต่ายสีดำตัวเล็กก่อนหน้านี้ เธอก็บังเอิญไปเห็นกระต่ายอีกตัวที่ดูโดดเด่น
กระต่ายตัวนี้ก็มีขนสีขาวราวหิมะเช่นกัน แต่กลับมีขนสีดำบนศีรษะที่ยาวทอดไปถึงหลัง ดูเหมือนมันกำลังสวมวิกผมยาวสีดำอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น ใบหน้าของกระต่ายตัวนี้ก็ดูพิเศษ มันไม่ได้ดูบริสุทธิ์ไร้เดียงสาเหมือนกระต่ายตัวอื่น ๆ แต่กลับมีท่าทาง ‘เคร่งขรึม’ อย่างน่าประหลาด เพียงแค่มองก็ทำให้ลู่จินกู้คิดถึงใครบางคนที่มักจะทำหน้าตึงเคร่งขรึมอยู่ตลอดเวลา
เธอแอบยิ้มบาง ๆ ก่อนจะคว้ากระต่ายตัวนั้นออกมา กระต่ายตัวน้อยดูท่าจะมองเธอด้วยสายตาตำหนิเสียด้วย
ลู่จินกู้พยายามกลั้นหัวเราะก่อนจะยื่นกระต่ายให้กู้ตั๋ว “นี่ไง ฉันคิดว่าตัวนี้เหมาะกับคุณมาก”
กู้ตั๋วเป็นคนฉลาดอยู่แล้ว เมื่อเห็นรูปร่างหน้าตาของกระต่ายตัวนี้และฟังคำพูดของเธอ เขาก็เดาเจตนาของเธอได้ทันที
แม้จะถูกล้อเลียนเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่ได้โกรธอะไร กลับหยิบกระต่ายขึ้นมามองใกล้ ๆ แถมยังจ้องตากับกระต่ายอย่างจริงจังเสียอีก
สักพักเขาก็พูดออกมาเบา ๆ “ไม่เหมือนสักหน่อย”
“ฮ่า ๆๆ…” ลู่จินกู้ไม่เคยคาดคิดว่าเขาจะพูดแบบนี้ เธอจึงกลั้นไม่อยู่จนหัวเราะออกมาดังลั่น หัวเราะจนต้องพิงตู้กระจกเพราะท้องเกร็ง
เธอหัวเราะจนไม่ได้สังเกตเลยว่ากู้ตั๋วที่กำลังอุ้มกระต่ายและลูบขนเบา ๆ เองก็ยิ้มมุมปากเล็กน้อยเช่นกัน
ไม่นานกระต่ายน้อยน่ารักก็ทำให้ว่านฉีหยาและซาร์ทหลงใหลจนไม่อยากวาง เด็กสาวตัวน้อยได้ตั้งชื่อให้กระต่ายของเธออย่างน่ารักว่า ‘เจ้าดาวน้อย’ เธอเรียกขานมันด้วยความสนิทสนม
ส่วนกระต่ายสีดำในอ้อมกอดของซาร์ท หลังจากเล่นซนจนเหนื่อยแล้วก็หลับลงบนไหล่ของเขา
ซาร์ทโอบมันไว้อย่างทะนุถนอม พร้อมกับลดเสียงลงแล้วถามเบา ๆ ว่า “คุณหนูจิน ผม… ผมขออยู่กับมันทั้งคืนได้ไหมครับ?”
คำพูดนั้นยังไม่ทันจบ ลู่จินกู้ก็สัมผัสได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความต้องการอีกคู่หนึ่ง
ว่านฉีหยาดูเหมือนจะหลงรักกระต่ายเหล่านี้เช่นกัน แม้เธอจะไม่พูดอะไรและรอการตัดสินใจจากลู่จินกู้ด้วยความเงียบ แต่มองจากแววตาแล้วก็รู้ว่าลึก ๆ แล้วเธอเองก็ไม่อยากปล่อยกระต่ายตัวนั้นไป
เด็ก ๆ มักจะหลงรักสัตว์ที่นุ่มนิ่มปุกปุยและน่ารักแบบนี้ นี่ไม่ใช่เรื่องแปลก
ลู่จินกู้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง กระต่ายเป็นสัตว์ที่มีความสามารถในการขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว สามสิบตัวที่มีอยู่นี้ก็เพียงพอที่จะทำให้ขยายพันธุ์เป็นกลุ่มใหญ่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นการแบ่งไปสองตัวก็ไม่น่าจะเป็นปัญหา
เธอจึงโบกมืออย่างใจกว้าง “กระต่ายสองตัวนี้ ฉันให้พวกเธอได้เลย”
“จริงเหรอ?” ทั้งสองคนตาโตด้วยความตกใจ และถามย้ำอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“จริงสิ แต่พวกเธอต้องสัญญากับฉันอย่างหนึ่งนะ”
เมื่อเห็นสีหน้าของเธอจริงจังแบบนี้ ว่านฉีหยาและซาร์ทก็ตั้งใจฟัง “พี่สาว/คุณหนูจินว่ามาเลย พวกเราสัญญาว่าจะทำตามแน่นอน”
“การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงต้องใช้ความอดทน แม้ว่าชีวิตของกระต่ายจะไม่ยืนยาวเท่ากับมนุษย์ แต่ถ้าดูแลดีๆ มันก็สามารถอยู่กับพวกเธอได้เป็นสิบปี พวกเธอต้องเรียนรู้วิธีการดูแลมันอย่างจริงจัง และห้ามทิ้งมันกลางทาง ถ้าทำได้ ฉันก็จะมอบกระต่ายสองตัวนี้ให้พวกเธอ”
“ทำได้ครับ/ค่ะ!” ทั้งคู่ตอบพร้อมกัน มองจากท่าทางของซาร์ทแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะกระต่ายสีดำกำลังหลับอยู่ เขาอาจจะยกมือขึ้นมาสาบานเสียด้วยซ้ำ
“ดีมาก ในร้านหนังสือมีหนังสือเกี่ยวกับการเลี้ยงสัตว์เลี้ยงอยู่นะ พวกเธอต้องไปศึกษาให้ดี ๆ ล่ะ”
ทั้งคู่ตอบตกลงด้วยความตื่นเต้นอีกครั้ง
ลู่จินกู้มองดูเวลาสักครู่ แล้วบอกให้พวกเขารีบไปพักผ่อน ว่านฉีหยาและซาร์ทกล่าวราตรีสวัสดิ์ก่อนที่จะแยกย้ายกันกลับไปพร้อมกับกระต่ายตัวโปรดของพวกเขา
หลังจากนั้น ลู่จินกู้จึงเข้าไปในระบบพาราไดซ์และค้นหาอยู่สักพัก ก่อนที่จะเนรมิตสิ่งปลูกสร้างใหม่ขึ้นมา
ร้านค้าสัตว์เลี้ยงมีสินค้าเกี่ยวกับสัตว์เลี้ยงหลากหลายชนิด เช่น หญ้าทิโมธี หญ้าอัลฟัลฟา วัสดุรองพื้น กรง และอื่น ๆ ที่จำเป็น ทุกอย่างสามารถหาซื้อได้ที่นี่
เธอตั้งค่าว่านฉีหยาและซาร์ทเป็น ‘ผู้ใช้ฟรี’ แล้วก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น โดยไม่ได้ยุ่งเกี่ยวอะไรเพิ่มเติม
เธอคิดว่าต่อไปอาจจะลองโปรโมตสัตว์เลี้ยงพิเศษเหล่านี้ดู เพราะเห็นได้ชัดว่าเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงที่ต้องใช้พลังจิตในการควบคุมแล้ว สัตว์เลี้ยงที่สามารถกลายเป็นเพื่อนที่อบอุ่นได้ด้วยความรักเพียงอย่างเดียวนั้นน่าจะเข้าถึงได้ง่ายกว่า
ถ้าสามารถจัดการได้ดี พาราไดซ์ก็จะมีหมัดเด็ดอีกอย่างหนึ่ง
ต้องไม่ลืมว่าสัตว์เลี้ยงพวกนี้สามารถมีชีวิตอยู่ได้เฉพาะในเขตพาราไดซ์เท่านั้น ดังนั้นเฉพาะผู้ที่อาศัยอยู่ในเขตพาราไดซ์จึงจะมีสิทธิ์ที่จะครอบครองพวกมัน
ในขณะที่คิดเช่นนี้ จู่ ๆ เธอก็ได้ยินเสียงของกู้ตั๋วเอ่ยขึ้นมา “ทำไมยกให้แต่กับพวกเขาล่ะ?”
ความคิดของเธอถูกขัดจังหวะ เธอใช้เวลาสองวินาทีถึงจะประมวลคำพูดของเขาได้ และถึงกับชะงัก “อย่าบอกนะว่าคุณเองก็อยากเลี้ยงสัตว์?”
เธอเงยหน้ามองเขา เห็นใบหน้าของเขาที่ยังคงทำหน้าตาไร้อารมณ์ ไม่บ่งบอกว่าอยากเลี้ยงและก็ไม่บ่งบอกว่าไม่อยากเลี้ยงเช่นกัน
ลู่จินกู้กะพริบตาปริบ ๆ แล้วพูดออกมายาวเหยียด “การเลี้ยงสัตว์เลี้ยงไม่ใช่เรื่องง่าย ๆ นะคะ ก่อนอื่น คุณต้องมีเวลาพอที่จะอยู่กับมัน แล้วก็…สัตว์พวกนี้ไม่เคยโดนสารพิษปนเปื้อนมาก่อน ฉันกลัวว่ามันอาจจะไม่สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมข้างนอกได้ ดังนั้น ถ้าอยากเลี้ยงก็คงต้องอยู่ในเขตพาราไดซ์เท่านั้น…”
เธอพูดไปแล้วก็รู้สึกว่าตัวเองกำลังคิดมากเกินไป เมื่อคิดถึงฐานะของกู้ตั๋วแล้ว การทำสิ่งเหล่านี้คงไม่มีปัญหาอะไรเลย
แม้ว่าเขาจะไม่มีเวลา แต่อย่างน้อยตระกูลกู้ก็มีคนรับใช้มากมาย คุณชายตระกูลกู้คงไม่ขาดแคลนคนดูแลสัตว์เลี้ยงอยู่แล้ว
ส่วนเรื่องสถานที่ ตระกูลกู้มีที่พักหรูหราในเขตพาราไดซ์ 1 แต่ก็ยังไม่มีใครจากตระกูลกู้ย้ายมาอยู่ มีแค่คนรับใช้ที่คอยดูแลรักษาบ้านเท่านั้น
อย่าว่าแต่กระต่ายเลย ต่อให้เพิ่มแมว หมา หรือนกกระเรียนและนกยูงเข้าไปอีกก็คงไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น
ลู่จินกู้หยุดพูดด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วน และกำลังจะพูดว่า ‘ถ้าอยากได้ก็เอาไปได้เลย’ แต่กู้ตั๋วกลับพูดขึ้นมาก่อน
“ฉันถามว่า ทำไมถึงให้แต่พวกเขาล่ะ?”
ใบหน้าที่มักจะเยือกเย็นของเขาอยู่ตลอด ยามนี้กลับมีสีหน้าที่ดูคล้ายกับว่ากำลังน้อยใจเล็กน้อย “แล้วทำไมฉันถึงไม่มีบ้าง?”
???
ลู่จินกู้แสดงสีหน้าราวกับว่าเธอคงจะฟังผิด ขณะมองไปที่เขาด้วยความตกใจ
หลังจากเงียบไปสักพัก เธอก็เอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก “ฉัน…ฉันคิดว่า คุณ…คุณคงไม่สนใจอะไรแบบนี้…ถ้า คุณ…อยากได้ละก็…”
“ถ้าอยากได้ ฉันก็จะ…ก็จะให้…ให้คุณ…”
แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบ จู่ ๆ กระต่ายน้อยตัวอุ่น ๆ ก็ถูกยัดใส่อ้อมแขนของเธอทันที
“ไม่เอาหรอก” กู้ตั๋วกลับคืนสู่โหมดเยือกเย็นในชั่วพริบตา ราวกับว่าการแสดงอารมณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่นั้นเป็นเพียงภาพลวงตาเท่านั้น
แม้ว่าเขาจะดูเหมือนกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ลู่จินกู้ก็ยังรู้สึกได้ว่าเงาหลังของเขามีบางอย่างที่แสดงถึง ‘ความไม่พอใจ’ ออกมาอยู่ดี แต่เธอก็ไม่อาจเข้าใจได้ว่าเธอไปทำอะไรให้เขาไม่พอใจนัก
เธอเกาหัวด้วยความสงสัย ก่อนจะก้มหน้าลงและสบตากับกระต่ายตัวน้อยที่อยู่ในอ้อมแขน
กระต่ายตัวนี้มีใบหน้าที่ดูเคร่งขรึม ไม่เหมือนกระต่ายตัวอื่น มันมองเธออยู่สักพักก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย พลิกตัวหันหลังให้เธอ เหลือแค่แผ่นหลังโค้ง ๆ ให้เธอเห็น
ลู่จินกู้: …โธ่ เจ้ากระต่ายตัวนี้ ทำไมถึงได้เหมือนใครบางคนที่ชอบงอนแบบไม่มีเหตุผลได้ขนาดนี้นะ
แม้แต่หลังจากที่เธอนำหมาป่าและกระต่ายไปยังดาวเคราะห์หมายเลข 43 และปล่อยพวกมันไว้ในพื้นที่ทุ่งหญ้าพิเศษที่กำหนดไว้ กู้ตั๋วก็ยังไม่เอ่ยคำใดออกมาเลย
เอาละ ตอนนี้มันไม่ใช่แค่ ‘ความไม่พอใจที่แสดงออกมาอย่างคลุมเครือ’ แล้ว แต่กลายเป็นว่ามีพนักงานหลายคนที่มาช่วยงานถามเธอด้วยความสงสัยว่า “คุณกู้เป็นอะไรหรือเปล่า?”
เธอแทบอยากจะเงยหน้าขึ้นถามฟ้าว่า “ฉันเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเขาเป็นอะไรนักหนา!”