เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 195 ความคืบหน้า
บทที่ 195 ความคืบหน้า
ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจรุ่นเยาว์หรือการเคลื่อนไหวของฝั่งกู้หลี่ ทุกอย่างต่างก็เร็วเกินคาด
พอพิจารณาถึงระยะห่างระหว่างดาวเคราะห์หมายเลข 43 กับสถานที่ที่ต้องไป ทำให้ลู่จินกู้คิดได้ว่าฝ่ายของกู้หลี่ได้เริ่มออกเดินทางไปล่วงหน้าแล้ว และใช้ความเร็วสูงสุดในการเดินทางไปยังบ้านตระกูลลู่
จากการบอกเล่าภายหลัง ทำให้ลู่จินกู้ได้ทราบว่าตอนแรกพวกเขาปฏิบัติตามคำสั่งของกู้หลี่ ไม่ได้ทำตัวให้เป็นที่สังเกต พวกเขาใช้ข้ออ้างที่สมเหตุสมผลในการเดินทางไปยังดาวเคราะห์หมายเลข 584 โดยไม่ได้ใช้ข้ออ้างว่าเป็นการสืบสวน ซึ่งทำให้การดำเนินการล่าช้าไปบ้าง
แต่เมื่อเรื่องปัญหาสถานีตำรวจของที่นี่ถูกเปิดเผยออกมา กู้หลี่ก็ได้ติดต่อพวกเขาไปทันที
เมื่อฝ่ายตรงข้ามล้ำเส้นไปแล้ว การตอบโต้จากตระกูลกู้จึงไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
พวกเขาจึงเปลี่ยนท่าทีการทำงานทันที แสดงตัวตนว่าเป็นคนของตระกูลกู้และดำเนินการอย่างโจ่งแจ้ง
ก่อนหน้านี้ลู่หงต้าเข้าใจว่าพวกเขาเป็นเพียงเจ้าหน้าที่ที่มาปฏิบัติงาน แต่เมื่อรู้ตัวตนที่แท้จริงของพวกเขาแล้ว เขาก็พยายามที่จะขัดขวาง แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถทำอะไรได้
ในบรรดาตระกูลใหญ่ทั้งเจ็ดตระกูล ตระกูลกู้มีภาพลักษณ์ที่เป็นมิตรกับประชาชนมาโดยตลอด ทำให้หลายคนลืมไปว่าพวกเขามีอำนาจที่แท้จริงมากแค่ไหน จนแม้แต่ตระกูลแบล็กยังต้องหลีกทางให้
และผู้ที่สามารถทำงานให้กับกู้หลี่ได้ย่อมไม่ใช่คนโง่ พวกเขาแต่ละคนล้วนฉลาดเฉลียว
การตายของลู่จัวมีข้อสงสัยมากมาย แต่ก่อนหน้านี้ประเด็นหลักคือเรื่องการ ‘ใส่ร้าย’ แต่เมื่อปัญหาของกองตำรวจแห่งนั้นถูกเปิดเผยออกมา พวกเขาวิเคราะห์เพียงเล็กน้อยก็สังเกตได้ว่า การที่เรื่องราวมาถึงจุดนี้ ลู่หงต้าย่อมมีบทบาทสำคัญในเหตุการณ์นี้
อย่างแรก แม้ว่าเขาจะไม่ใช่คนแรกที่ค้นพบที่เกิดเหตุฆาตกรรม แต่สถานการณ์การเสียชีวิตของลู่จัวกลับเป็นเขาที่เปิดเผย และเรื่องความร่วมมือที่ลับ ๆ ระหว่างผู้ตายกับลู่จินกู้ก็ถูกเขาค้นพบในระหว่างที่เขาเก็บกวาดห้องทำงานของผู้ตาย
อย่างที่สอง หลักฐานหลายอย่างแสดงให้เห็นว่า ก่อนที่หัวหน้าตระกูลลู่จะเสียชีวิต อำนาจควบคุมของลู่หงต้าในบ้านนั้นแข็งแกร่งมาก ซึ่งขัดแย้งกับนิสัยที่ลู่จัวแสดงออกถึงความต้องการควบคุมที่เคร่งครัดมาตลอด
อีกทั้งลู่จินกู้เองยังระบุว่า เธอเคยถูกลอบสังหารมาแล้วหลายครั้ง ซึ่งมีความเป็นไปได้ที่ลู่หงต้าจะเป็นผู้สั่งการ แต่เธอก็ย้ำว่าด้วยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นติดต่อกัน ทำให้เธอยังไม่มีโอกาสที่จะสืบสวนความจริงอย่างละเอียด
จากการรวบรวมข้อมูลมาทุกด้าน คนของกู้หลี่ต่างเห็นตรงกันว่าลู่หงต้านั้นดูน่าสงสัยอย่างยิ่ง
ดังนั้นเมื่อพวกเขาออกแผนการปฏิบัติอย่างรุนแรง คนแรกที่พวกเขาไปสกัดกั้นก็คือลู่หงต้า
เมื่อคำสั่งของเจ้าบ้านถูกขัดขวางแล้ว การจัดการกับพวกคนรับใช้ก็กลายเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น
หลังจากนั้นก็กลายเป็นเรื่องง่ายที่จะหาว่าใครเป็นคนเข้าไปเก็บกวาดที่ห้องนั่งเล่นในวันนั้น กระทั่งสุดท้ายก็ได้ข้อมูลมาว่า “ไม่ได้เห็นเธอหลายวันแล้ว”
แต่คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นคนที่ยอมแพ้ง่าย ๆ พวกเขาสืบหาตามร่องรอยเล็ก ๆ น้อย ๆ จนเจอตัวบุคคลที่เกี่ยวข้อง
หรืออาจจะเรียกได้ว่า พวกเขาพบร่องรอยของสาวใช้คนนั้น
สาวใช้ที่เข้าไปทำความสะอาดห้องนั่งเล่นนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว ศพของเธอถูกจัดการไปนานแล้ว แต่น่าแปลกที่โชคชะตาทำให้เรื่องราวพลิกผันไปแบบนี้
คนที่ลู่หงต้าไว้วางใจในการจัดการเรื่องเหล่านี้มากที่สุดคือ เหวินจี แต่ชายคนนี้ตายไปแล้วเนื่องจากพยายามทำร้ายลู่จินกู้แต่ล้มเหลว สุดท้ายจึงไม่สามารถทนกับสภาพที่ต้องกลายเป็นคนไร้ประโยชน์ได้และจบชีวิตตัวเองไป
ดังนั้นคนที่เข้ามาจัดการ ‘เก็บกวาด’ ในครั้งนี้จึงไม่เชี่ยวชาญมากนัก ทำให้หลังจากที่พวกเขาพยายามตั้งใจค้นหา สุดท้ายก็พบตัวคนที่เกี่ยวข้อง
จากนั้นก็มีคนในกลุ่มคนรับใช้ของบ้านตระกูลลู่ที่ถูกควบคุมตัวไว้ได้ และยืนยันได้ว่าเป็นคนสนิทของลู่หงต้า
แม้จะยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าใครเป็นคนฆ่าสาวใช้ แต่ก็ไม่มีข้อสงสัยเลยว่าการตายของเธอต้องเกี่ยวข้องกับเจ้านายที่เธอรับใช้แน่
แน่นอนว่าข้อกล่าวหาแบบนี้ ไม่มีใครที่จะยอมรับความผิดง่าย ๆ
ทว่าทันทีที่คนสนิทที่ทำหน้าที่ ‘เก็บกวาด’ ถูกพบตัว เรื่องราวก็เริ่มหลุดออกจากการควบคุมของลู่หงต้า
สาวใช้ที่เสียชีวิตนั้นมีเพื่อนสนิทคนหนึ่งที่ทำงานในบ้านตระกูลลู่เช่นกัน เดิมทีเธอยึดถือหลักการว่า ‘เรื่องของเจ้านายไม่ควรพูดมาก’ และเก็บเงียบมาโดยตลอด แต่คราวนี้เธอกลับลุกขึ้นมาเปิดเผยความลับบางอย่าง
แท้จริงแล้ว สาวใช้ที่เสียชีวิตนั้นเป็นคนรักของลู่หงต้ามาตั้งแต่ก่อนหน้านี้ พลังจิตของเธอต่ำมาก เธอจึงตกต่ำถึงขั้นต้องขายตัวเองมาเป็นทาสรับใช้ แต่เธอกลับมีหน้าตาที่งดงาม ตรงตามแบบที่ลู่หงต้าชื่นชอบ
หลังจากที่ถูกบังคับกึ่งยอมรับในครั้งแรก ทั้งสองก็ยังคงรักษาความสัมพันธ์นี้ไว้
เพื่อนสาวคนนี้เล่าว่า ในวันก่อนงานเลี้ยง สาวใช้ผู้ตายได้แอบมาหาเธอด้วยความดีใจ และพูดว่า “วันดี ๆ ของฉันกำลังจะมาถึงแล้ว”
เธอสงสัยมาก จึงถามต่อไปอีกสองสามคำ จนอีกฝ่ายเปิดเผยว่า “คุณลู่จะให้ฉันเป็นคนรักอย่างเป็นทางการ”
พอได้ยินประโยคนี้ ทุกคนก็เข้าใจดีว่าคำว่า ‘เป็นคนรักอย่างเป็นทางการ’ หมายถึงการที่จะไม่ต้องปิดบังอีกต่อไป และได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการในฐานะ ‘เมียน้อย’
แต่ด้วยความต่างของสถานะระหว่างทั้งสอง การให้สัญญาแบบนี้จึงทำให้คนรอบข้างต่างรู้สึกว่าแปลกประหลาด
เพราะลู่หงต้าไม่เคยแสดงออกว่าเป็นคนที่ให้ความสำคัญเรื่องความรักมาก่อน
เธอจึงกังวลแทนเพื่อนของเธอมาก กลัวว่าอีกฝ่ายอาจจะคิดไปเองในเรื่องที่ไม่ควรคิด และอาจนำไปสู่ปัญหาร้ายแรงได้
หรืออาจเป็นเพราะเห็นว่าเพื่อนของเธอกังวลมากเกินไป สาวใช้คนนั้นจึงเอ่ยปลอบใจด้วยการเปิดเผยว่า ‘แค่ฉันต้องทำภารกิจหนึ่งให้เสร็จก็พอแล้ว’
ด้วยคำให้การนี้ ทำให้ทุกคนนึกเชื่อมโยงได้ทันทีว่าภารกิจที่พูดถึงนั้นคือการหาโอกาสนำของจากลู่จินกู้มาเพื่อที่จะใช้ในแผนการใส่ร้ายครั้งนี้
เมื่อถึงขั้นตอนรายงานผลการสืบสวน ยังได้มีการนำตัวผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีมา รวมถึงลู่หงต้าด้วย
เวลาสามวันแล้วนับตั้งแต่กู้ตั๋วมาควบคุมสถานการณ์ที่สถานีตำรวจประจำดาวเคราะห์ที่ 44
สามวันนี้ ลู่จินกู้แทบจะอยู่กับกู้ตั๋วตลอดเวลา แม้จะไม่สะดวกนัก แต่เธอก็เข้าใจว่าเขากังวลเรื่องความปลอดภัยของเธอ
ความจริงแล้วเธอเองก็ต้องการการดูแลไม่น้อย ไม่รู้เลยว่าตอนที่เธอเสียความทรงจำไปนั้น ทางสถานีตำรวจแห่งนี้ได้ทำอะไรกับเธอไปบ้าง ทำให้สมองของเธอยังคงหมุนช้า แต่ก็ยังดีที่สามารถคิดได้ปกติบ้าง ส่วนร่างกายของเธอก็ยังคงอ่อนแอไร้เรี่ยวแรง จะเดินด้วยตัวเองก็ยังเป็นเรื่องลำบาก
ดังนั้นในช่วงเวลาสามวันนี้ เธอจึงถูกกู้ตั๋วอุ้มไปอุ้มมา การที่ทั้งสองอยู่ใกล้ชิดกันถึงเพียงนี้ ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจรุ่นเยาว์ต่างก็เข้าใจกันดี
…เข้าใจอะไรกันเนี่ย!
ลู่จินกู้มั่นใจว่าคนพวกนี้ต้องคิดไปไกลแล้วแน่ ๆ แต่หากเธอจะเปิดปากอธิบาย มันอาจจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปกว่าเดิม
และเธอก็ไม่สะดวกที่จะทำอะไรด้วยตัวเองอยู่แล้ว สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจที่จะไม่ใส่ใจเรื่องนี้อีก
ช่างมันเถอะ!
ในเมื่อเธอต้องพึ่งพาเขาเป็นเหมือนไม้ค้ำยันให้ตัวเองแล้ว การที่ต้องตัวติดกันตลอดเวลาก็ไม่ใช่เรื่องสำคัญอีกต่อไป
แน่นอนว่าเธอเคยคิดเหมือนกันว่าถ้าลู่เหนี่ยนเจิ้นมาที่นี่ได้ เรื่องราวก็คงจะไม่เป็นเรื่องที่น่าอึดอัดแบบนี้
เธอเองก็เคยขอให้แม่ของเธอมาคอยอยู่ด้วย แต่กู้ตั๋วกลับตอบในสิ่งที่ทำให้เธอพูดไม่ออกว่า
“หลังจากที่เธอถูกจับตัวไป แม่เธอก็ตกใจและกังวลมาก ประกอบกับที่ต้องอดทนมาตลอดที่บ้านตระกูลลู่ ทำให้แม่เธอล้มป่วยลงทันที”
“แล้วตอนนี้แม่ของฉันเป็นยังไงบ้างคะ?”
ลู่จินกู้รู้สึกทั้งตกใจและกลัว รีบต่อสายหาลู่เหนี่ยนเจิ้นทันที
โชคดีที่ระดับการแพทย์ในปัจจุบันนี้ดีกว่ายุคสมัยที่โลกมาก ลู่เหนี่ยนเจิ้นเพียงแค่เหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักและได้รับความตกใจเท่านั้น ตอนนี้เธอหายดีแล้ว เพียงแค่สีหน้ายังคงดูไม่ค่อยดีเท่านั้น
ลู่เหนี่ยนเจิ้นเองก็เสนอตัวอยากมาดูแลเธอ แต่คราวนี้กลับเป็นลู่จินกู้ที่ปฏิเสธ
เธอเอาแต่พูดเน้นย้ำกับคนเป็นแม่ว่าในเมื่อกู้ตั๋วอยู่ที่นี่ ทุกอย่างก็อยู่ในการควบคุมเป็นอย่างดี อีกไม่นานเธอก็จะได้กลับไปแล้ว ขอให้ลู่เหนี่ยนเจิ้นพักผ่อนให้เต็มที่ และฟื้นฟูร่างกายให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง