เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 196 ห้องเกมซ่อนความลับ
บทที่ 196 ห้องเกมซ่อนความลับ
ด้วยเหตุผลอันหลากหลาย สถานการณ์จึงถูกตัดสินลงเช่นนี้
ครั้งนี้ ตระกูลกู้จัดการเรื่องนี้ด้วยความรวดเร็วเหมือนฟ้าผ่า หลักฐานที่นำมาเปิดเผยสามารถลบล้างทฤษฎีเดิมเกี่ยวกับคดีของลู่จัวได้ทั้งหมด หลังจากนั้น พวกเขาก็บังคับนำตัวผู้กำกับการสถานีตำรวจและคนอื่น ๆ กลับไปยังดาวศูนย์กลางในทันที
เมื่อมีหลักฐานใหม่ชี้ว่าเบื้องหลังมีอะไรซับซ้อน และแหล่งที่มาของหลักฐานที่ใช้ในการกล่าวหาก็ถูกอธิบายไปเรียบร้อยแล้ว ข้อกล่าวหาของลู่จินกู้จึงถูกลบล้างโดยไม่มีใครสามารถคัดค้านได้ ครั้งนี้เมื่อกู้ตั๋วพาลู่จินกู้ออกจากที่นี่จึงไม่มีใครกล้าวิจารณ์ แถมยังมีผู้กำกับการสถานีคนใหม่ออกมาส่งพวกเขาด้วยถ้อยคำสุภาพ และดูเหมือนเต็มไปด้วยความสำนึกผิด
เนื่องจากรู้แล้วว่ามีคนอยู่เบื้องหลัง ลู่จินกู้จึงไม่ได้รู้สึกโกรธเคืองใคร เธอเพียงแค่กล่าวคำอำลาอย่างสุภาพ จากนั้นก็ตามกู้ตั๋วขึ้นยานไป
จนกระทั่งวันนี้ ร่างกายของเธอเพิ่งจะฟื้นตัวกลับมาเล็กน้อย ทำให้สามารถเดินได้บ้าง
ยานไม่ได้ออกเดินทางทันที เธอนั่งพิงเก้าอี้โดยไม่มีท่าทางสงสัยอะไรเป็นพิเศษ
ทั้งสองนั่งตรงข้ามกัน ต่างมองออกไปนอกหน้าต่าง ราวกับกำลังรอคอยอะไรบางอย่าง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา รถลอยฟ้าคันหนึ่งพุ่งมาจอดไม่ไกลนัก สองคนเดินลงมาจากรถ นั่นคืออีธานและซิงเหลียน แต่สิ่งที่น่าสงสัยคือซิงเหลียนยังหอบคนใครอีกคนมาเหมือนหอบถุงทรายเลยทีเดียว
ทั้งสองคนสวมชุดแบบชนพื้นเมืองของดาวเคราะห์หมายเลข 44 ทันทีที่ขึ้นยานอวกาศมา พวกเขาก็ถอดผ้าคลุมศีรษะออก
ซิงเหลียนปล่อยคนที่แบกไว้นั่งลงบนเก้าอี้ พลางปาดเหงื่อบนเส้นผมสีฟ้าอย่างเบื่อหน่าย “ร้อนจะตายอยู่แล้ว”
แม้ว่าเส้นผมยาวของอีธานจะเปียกไปบ้าง แต่เขาก็ไม่ได้สนใจ เพียงโค้งเล็กน้อยและพูดว่า “มีรายงานครับ”
ทั้งสองคนยืนตัวตรงอย่างเป็นธรรมชาติ กู้ตั๋วเพียงเอ่ยตอบว่า “พูดมา”
ลู่จินกู้รู้ดีว่ากู้ตั๋วส่งคนไปตรวจสอบเรื่องที่เกิดขึ้นที่สถานีตำรวจ ดังนั้นเธอจึงเอียงหูฟังอย่างตั้งใจ เพราะอยากรู้ว่าสุดท้ายแล้วเธอถูกเล่นงานอย่างไร
อีธานและซิงเหลียนช่วยกันเสริมเนื้อหาและรายงานสิ่งที่ตรวจสอบพบอย่างรวดเร็ว
“ใต้ดินของสถานีตำรวจนั้นไม่มีห้องลับหรือทางลับใด ๆ เราค้นหาแล้วแต่ไม่เจอ จึงเริ่มค้นหาบริเวณรอบ ๆ โดยยึดสถานีตำรวจเป็นศูนย์กลาง”
“เจ้าพวกนั้นเจ้าเล่ห์จริง ๆ ซ่อนตัวอยู่ในห้องเกมโฮโลแกรมที่คนเข้าออกตลอด ถ้าไม่ใช่เพราะผมกับอีธานระมัดระวังหน่อย คงถูกพวกนั้นหลอกผ่านไปแน่ ๆ”
“ตอนที่เราตรวจสอบห้องเกมนั้นครั้งแรก เราไม่พบสิ่งผิดปกติ แต่หลังจากสังเกตพฤติกรรมของลูกค้าบางคนในห้องเกม จึงเริ่มรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง”
“เราเห็นคุณชายจากตระกูลฟูจิวาระพาเด็กสาวคนหนึ่งที่ดูท่าทางสนิทสนมกันเข้าไปในห้องเกมนั้น” ซิงเหลียนปรบมือหนึ่งครั้ง “ตระกูลฟูจิวาระก็ไม่ได้ตกต่ำอะไรเลย บ้านของพวกเขาจะไม่มีห้องเล่นเกมได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น คุณชายคนนี้ถึงจะดูไร้ค่า แต่กลับเป็นที่โปรดปรานของคุณนายฟูจิวาระมาก ไม่น่าจะถูกทิ้งให้มาเล่นที่ห้องเกมธรรมดา ๆ แบบนี้ และยิ่งไม่ใช่ห้องเกมที่ไม่มีห้องวีไอพี มีแต่ห้องสำหรับคู่รักธรรมดา ๆ เด็ก ๆ จากตระกูลใหญ่ขนาดนั้น ถ้าจะออกมาเล่นสนุก ก็ต้องเป็นที่หรู ๆ เท่านั้น พอเล่นจนเหนื่อยแล้วยังสามารถ…”
“โอ๊ย!”
อีธานหดมือกลับจากการทุบเข้าที่ซี่โครงซิงเหลียนโดยไม่มองหน้าอีกฝ่าย เพื่อดึงหัวข้อการพูดคุยกลับมา “พวกเรารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง ผมเลยให้อีฟตรวจสอบอย่างเร่งด่วน พบว่าเด็กสาวคนนั้นมาจากพื้นเพที่ยากจน มีพลังจิตระดับ C แต่ข้อมูลบางอย่างของเธอกลับแตกต่างไปจากปกติ…”
ซิงเหลียนลูบซี่โครงแล้วพูดแทรกขึ้นมา “เด็กสาวคนนั้นตื่นขึ้นมาพร้อมทักษะที่ดีมากทักษะหนึ่ง และยังคล้ายกับทักษะของตระกูลฟูจิวาระมาก หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นการกลายพันธุ์ของทักษะนั้นเลยก็ว่าได้ สำหรับผม คุณชายฟูจิวาระกับเด็กสาวคนนั้นจะดูเหมือนสนิทสนมกัน แต่ในสายตาของเขาไม่มีความรักเลยสักนิด ไม่ว่าจะเป็นแฟนหรือคนรัก มันดูเหมือนกับว่าเขามองเด็กคนนี้เป็นแค่สินค้า และยังเป็นสินค้าที่ค่อนข้างล้ำค่าเสียด้วย หัวหน้า คุณเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าตอนสืบสวนต้องไม่ปล่อยอะไรที่ผิดปกติผ่านไปได้ ดังนั้นผมก็เลยบอกอีธานว่า เราสืบกันมานานแล้ว คนที่ดูผิดปกติมากที่สุดก็เห็นจะเป็นคุณชายฟูจิวาระนี่แหละ จะปล่อยไปได้ยังไง ต้องตามต่อสิ!”
พอซิงเหลียนเปิดปากพูดทีไรก็หยุดไม่ค่อยได้ กู้ตั๋วจึงขมวดคิ้วแล้วเอ่ยออกมาเสียงเข้ม “พูดประเด็นสำคัญมา”
ซิงเหลียนที่กำลังจะอธิบายรายละเอียดทุกอย่างพลันเปลี่ยนทิศทางของคำพูดอย่างแนบเนียน “ประเด็นก็คือ เราพบว่าห้องเกมนั้นที่ดูเหมือนจะเป็นแค่ร้านเกมธรรมดา แต่จริง ๆ แล้วมีความเกี่ยวข้องกับตลาดมืด พวกเขาทำธุรกิจผิดกฎหมาย”
อีธานนวดขมับด้วยสีหน้าเหนื่อยหน่าย และพูดเสริมขึ้นมา “พวกเราได้ยินข้อมูลบางอย่างมา ธุรกิจนั้นดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับทักษะพลังจิต แต่เนื่องจากพวกเราเป็นหน้าใหม่ เลยกลัวว่าจะทำให้พวกนั้นรู้ตัว ก็เลยไม่ได้ข้อมูลอะไรมากไปกว่านี้”
“แต่พวกเราจับตาดูคุณชายฟูจิวาระตลอด” ซิงเหลียนพูดด้วยท่าทางภาคภูมิใจ “ต่อมาพบว่าเขากลับออกไปพร้อมกับบอดีการ์ด แต่เด็กสาวคู่หูของเขาหายตัวไปแล้ว ผมกับอีธานแบ่งงานกัน เขาไปตามประกบคุณชายฟูจิวาระ ส่วนผมก็หาทางหาตัวเด็กสาวคนนั้น จนพบว่าเธอถูกทิ้งไว้ที่ซอยมืด สภาพมีกลิ่นเหล้าทั้งตัว แต่ดูยังไงก็ไม่เหมือนคนที่เมาเลย”
อีธานรับช่วงต่อ “คุณชายฟูจิวาระขึ้นรถลอยฟ้าแล้วกลับบ้านตามปกติ ระหว่างทางไม่ได้แวะไปที่ไหนและไม่ได้ติดต่อกับใคร”
ลู่จินกู้มองไปยังใบหน้าของเด็กสาวคนนั้น อีกฝ่ายยังคงหลับตาอยู่ ใบหน้าซีดเซียว ดูไม่เหมือนคนเมาที่มักจะมีใบหน้าสีแดงเรื่อ ไม่แปลกใจเลยที่ซิงเหลียนจะพูดแบบนั้น
กู้ตั๋วมองเด็กสาวแวบหนึ่ง ก่อนจะสั่งเสียงเย็น “ปลุกเธอให้ตื่นขึ้นซะ”
เมื่อหัวหน้าสั่งเช่นนั้น ซิงเหลียนกับอีธานก็ไม่ลังเลที่จะทำตาม พวกเขาใช้พลังจิตก่อตัวเป็นเข็มเล็กแทงเข้าไปในจิตของเด็กสาวทันที
เพียงไม่นาน เด็กสาวก็ส่งเสียงครางอย่างเจ็บปวด ก่อนจะค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมา
ทันทีที่มองสบสายตากัน กู้ตั๋วก็ขมวดคิ้ว
ลู่จินกู้เองก็สังเกตเห็นความผิดปกติเช่นกัน
แววตาของเด็กสาวนั้นดู…ไร้เดียงสาเกินไปหน่อย
ไม่ใช่ความงุนงงแบบคนที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เป็นความไร้เดียงสาเหมือนเด็กที่ไม่เข้าใจอะไรทั้งสิ้น
“เธอเป็นใคร?”
ไม่ต้องรอให้กู้ตั๋วพูด อีธานก็เข้ารับหน้าที่ในการซักถามทันที
เด็กสาวมองไปรอบ ๆ ช้า ๆ จู่ ๆ ก็เบะปากแล้วร้องไห้จ้าขึ้นมา
เธอร้องไห้พร้อมกับเรียกหาคน “พ่อคะ… แม่คะ… ฮือ ฮือ… แม่คะ…”
ท่าทางและลักษณะโดยรวมเหมือนกับเด็กที่เพิ่งค้นพบว่าตนเองไม่ได้อยู่กับพ่อแม่แล้ว
ความรู้สึกไม่สู้ดีเริ่มหนักขึ้นเรื่อย ๆ ลู่จินกู้มองกู้ตั๋วแวบหนึ่ง ก่อนจะค่อย ๆ ขยับเข้าไปใกล้เด็กสาว แล้วนั่งยอง ๆ ลงเพื่อให้สายตาอยู่ระดับเดียวกับเธอ พร้อมเอ่ยเสียงนุ่มนวลว่า “ไม่ร้องนะ ไม่ร้องนะ แล้วพ่อแม่ของหนูอยู่ที่ไหนล่ะคะ?”
“ฮือ ฮือ ฮือ หนูไม่รู้ หนูอยากไปหาพ่อกับแม่”
“งั้นหนูบอกพี่ได้ไหมว่าพ่อกับแม่อยู่ที่ไหน เดี๋ยวพี่พาไปส่งนะคะ ดีไหม?”
“ฮือ ฮือ…”
“หนูจำที่อยู่บ้านได้ไหม หรือว่าจำหมายเลขติดต่อของพ่อแม่ได้หรือเปล่า หรือว่ามีวิธีติดต่อกับทางบ้านบ้างไหมคะ?”
“ฮือ ฮือ ฮือ…”
ไม่ว่าเธอจะถามอะไร เด็กสาวก็ร้องไห้จ้าอย่างเดียว น้ำตาไหลพรากเหมือนจริงมากจนดูแล้วไม่น่าจะเป็นการแกล้งทำ
ลู่จินกู้หลุบตาลงอย่างครุ่นคิด จากนั้นก็หันไปมองกู้ตั๋วแล้วถามว่า “คุณมีอะไรให้เธอกินบ้างไหมคะ?”
เขาทำหน้าลังเลอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะค่อย ๆ ล้วงลูกอมออกมาจากกระเป๋า
ซิงเหลียนซึ่งปากไม่ค่อยจะว่างพูดขึ้นว่า “ช่วงนี้หัวหน้าพกขนมติดตัวไว้ตลอดเลยนะครับ ยังบ่นอยู่ตลอดว่าขนมที่ซื้อมาจากข้างนอกไม่อร่อยเท่าที่คุณหนูจินทำอีก…”
กู้ตั๋วมองลูกน้องด้วยสายตาเย็นชา ทว่าความเร็วในการพูดของซิงเหลียนนั้นมีมากเกินไป ต่อให้จะสั่งหยุดพูดก็คงไม่ทันเสียแล้ว