เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 208 คำทำนายของเอลฟ์
บทที่ 208 คำทำนายของเอลฟ์
เมื่อได้ยินว่าพวกเขาจะเดินทางด้วยยานอวกาศ ลู่จินกู้ก็คิดในใจว่าเผ่าเอลฟ์น่าจะซ่อนตัวอยู่ใกล้กับดาว 6752 เพราะหากพวกเขาผ่านสถานีวาร์ป มันคงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่มีข่าวสารเล็ดลอดออกมาเลย
แต่สิ่งที่เธอคิดนั้นกลับผิดคาด
กรีนลีฟเป็นคนควบคุมยานอวกาศ เขาตรวจสอบพิกัดและปรับทิศทางอยู่ตลอดเวลานับตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง หลังจากบินมาเป็นเวลาสองวัน ยานก็หยุดลอยอยู่กลางความมืดของอวกาศ
ลู่จินกู้ทนไม่ไหวต้องหันมาถาม “เราหยุดอยู่ตรงนี้ทำไม?”
“รอ” กรีนลีฟตอบสั้น ๆ
“รออะไร?” เธอเต็มไปด้วยคำถาม แต่กรีนลีฟดูไม่มีอารมณ์ที่จะอธิบายอะไร ในขณะที่คนอื่นมักจะรู้สึกตื่นเต้นเมื่อใกล้ถึงบ้าน แต่ดูเหมือนว่าเขาจะมีความกังวลใจ มือของเขากำแน่น ขณะที่สายตาจับจ้องไปยังความมืดมิดด้านนอกหน้าต่าง ราวกับพยายามมองหาอะไรบางอย่าง
ลู่จินกู้เห็นท่าทางเช่นนี้ก็รู้ว่าคงไม่เหมาะที่จะถามอะไรเพิ่ม จึงได้แต่รอไปพร้อมกับเขา
แม้เธอจะไม่รู้ว่ากำลังรออะไรอยู่ก็ตาม
สายตาของเธอไล่สำรวจไปทั่วบริเวณแผงควบคุมอย่างเบื่อหน่าย ในที่สุดก็หยุดอยู่ที่หน้าจอ
เนื่องจากกรีนลีฟเป็นคนควบคุมยานด้วยตัวเอง ฟังก์ชันส่วนใหญ่จึงถูกตั้งค่าให้ทำงานอัตโนมัติ ซึ่งหมายความว่าเขาต้องคอยปรับพิกัดทิศทางเพียงอย่างเดียว
หน้าจอตอนนี้แสดงตัวเลขสองชุด ชุดหนึ่งคือพิกัดเป้าหมายที่กรีนลีฟป้อนเข้าไป อีกชุดหนึ่งคือตำแหน่งปัจจุบันของยาน
ทั้งสองพิกัดนั้นตรงกันเป๊ะ
“เอ๊ะ?” เธออุทานออกมา
ลู่จินกู้จ้องมองพิกัดบนหน้าจอ มันดูคุ้นตาอย่างบอกไม่ถูก
เธอขมวดคิ้วพยายามนึกว่าเคยเห็นพิกัดนี้ที่ไหน แต่ยังไม่ทันคิดออก กรีนลีฟก็พูดขึ้นอย่างตื่นเต้นว่า “มาแล้ว”
เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แต่ก็ยังเห็นเพียงความมืดมิดของอวกาศรอบตัว ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ยานอวกาศของพวกเขาลอยอยู่อย่างโดดเดี่ยว ขณะที่อุปกรณ์ทุกชิ้นบนยานไม่แสดงสัญญาณใด ๆ เลย แต่เธอกลับรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งบางอย่างปรากฏขึ้นแล้ว
มันเป็นความรู้สึกที่อธิบายยาก มองไม่เห็น ไม่ได้ยิน ไม่ได้กลิ่น แต่สมองของเธอกลับรับรู้ถึงการมีอยู่ของ ‘บางสิ่ง’
ทันใดนั้น กรีนลีฟก็กระซิบ “ขอโทษนะ” และกอดเธอไว้แน่น
เธอยังไม่ทันตั้งตัว ก็รู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนอย่างรุนแรงรอบตัว พลังงานที่มองไม่เห็นพัดถล่มยานอวกาศทันที
ยานอวกาศขนาดเล็กสำหรับการขนส่งนี้ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อรับมือกับพายุพลังงานที่รุนแรงเช่นนี้ มันต้านทานได้เพียงสามวินาทีก่อนจะแตกกระจาย
อย่างไรก็ตาม สภาวะขาดอากาศหายใจและสภาวะไร้น้ำหนักที่เธอคาดไว้กลับไม่เกิดขึ้น กรีนลีฟปล่อยพลังจิตออกมา สร้างเกราะพลังสีเขียวสดรอบตัวพวกเขาทั้งสอง
แต่แม้จะมีพลังของกรีนลีฟช่วยป้องกัน ลู่จินกู้ก็ยังคงได้รับผลกระทบจากพายุ พลังจิตของเธอสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง รู้สึกเหมือนมีอะไรบางอย่างจุกอยู่ในอกจนหายใจไม่ออก สุดท้ายเธอก็หมดสติไป
เธอไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหน ก่อนจะค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ กลิ่นหอมหวานของดอกไม้ที่ลอยมาตามลมก็กระทบจมูกของเธอ
เสียงนกขับขานบทเพลงไพเราะดังอยู่ไม่ไกล ขณะที่ร่างของเธอนอนอยู่บนพื้นหญ้านุ่มที่รู้สึกคันเล็กน้อย
ในความมึนงง เธอคิดว่า “หรือเราจะกลับมายังโลกก่อนยุคอวกาศแล้ว?”
ความหวังนั้นทำให้เธอมีแรงตื่นและลืมตาขึ้นทันที
สิ่งแรกที่เห็นคือใบหน้าของกรีนลีฟที่เต็มไปด้วยความกังวล
ความผิดหวังที่ไม่อาจควบคุมได้พุ่งขึ้นในใจ ทำให้กรีนลีฟเองก็รู้สึกสับสนและไม่รู้จะทำอย่างไร
“เกิดอะไรขึ้น?”
ลู่จินกู้รู้ตัวว่าตัวเองยังอยู่ที่นี่ ไม่ได้กลับไปยังโลกก่อนยุคอวกาศอย่างที่เธอคิด
เธอสะบัดหัวเล็กน้อยก่อนจะจับมือของกรีนลีฟที่ยื่นมาให้และลุกขึ้นนั่ง
จากนั้นเธอก็เริ่มสังเกตสภาพแวดล้อมโดยรอบ
ทั้งเธอและกรีนลีฟอยู่ที่ทุ่งหญ้าริมป่า เสียงนกร้องดังมาจากในป่า
เมื่อมองไปรอบ ๆ สิ่งที่เธอเห็นคือธรรมชาติที่งดงามและมีชีวิตชีวากว่าที่เคยเห็นในพาราไดซ์ สภาพแวดล้อมนี้ดูดีกว่าทุกแห่งในพาราไดซ์ เพราะที่นั่นยกเว้นสวนป่าที่มีการปล่อยสัตว์ตามธรรมชาติแล้ว สถานที่อื่นยังไม่สามารถสร้างสภาพแวดล้อมแบบ ‘ป่าและสัตว์ป่า’ ได้อย่างแท้จริง
ทว่าที่นี่กลับมีความเป็นธรรมชาติอย่างแท้จริง นกที่มีหางยาวสวยกำลังร้องเพลงอยู่บนยอดไม้ กระรอกหางพองฟูวิ่งกระโดดผ่านกิ่งไม้ และเธอเห็นสัตว์เล็ก ๆ วิ่งผ่านรากไม้ที่แผ่กว้าง
ทุกสิ่งดูมีชีวิตชีวาและงดงาม
แต่ลู่จินกู้กลับรู้สึกถึงสิ่งผิดปกติบางอย่าง
บางทีอาจเป็นเพราะเธอใช้ชีวิตในพาราไดซ์มานาน จึงมีความไวต่อมลพิษในอวกาศมากเป็นพิเศษ แม้ที่นี่จะดูเหมือนสวยงาม แต่เธอกลับได้กลิ่นของมลพิษที่ซ่อนอยู่
เธอเริ่มรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อยในปอดเมื่อหายใจเข้าออก นั่นเป็นหลักฐานที่ชัดเจน
ความตื่นเต้นจากการได้เห็นธรรมชาติที่มีชีวิตกลับจางหายไป เธอขมวดคิ้วและถามขึ้นว่า “ที่นี่ถูกมลพิษใช่ไหม?”
กรีนลีฟเม้มปากแน่นและพยักหน้าช้า ๆ
เขาจับคันธนูของตัวเองแน่นก่อนจะพูดเสียงเบา “คุณต้องตามผมมา ที่นี่ห่างจากที่ตั้งของเผ่าเอลฟ์อีกนิดหนึ่ง”
ลู่จินกู้พยักหน้า “ตกลง” แล้วเดินตามกรีนลีฟไป
กรีนลีฟนำทางพาลู่จินกู้เดินเข้าไปในป่า
ป่านี้ดูเหมือนจะเป็นป่าที่มีมานานมากแล้ว ต้นไม้ใหญ่โตจนต้องใช้คนหลายคนโอบล้อมได้ มีใบหนาแน่นปกคลุมท้องฟ้า ทำให้เมื่อพวกเขาก้าวเข้าไปข้างใน ความมืดก็ปกคลุมทันที ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าที่สายตาจะปรับตัวเข้ากับแสงสลัว ๆ
การเดินในความเงียบที่ยาวนานเช่นนี้ทำให้เธอรู้สึกอึดอัด ลู่จินกู้จึงอดถามไม่ได้ว่า “เมื่อกี้เราผ่านอะไรมากันแน่?”
กรีนลีฟนิ่งคิดก่อนจะตอบว่า “นั่นคือทางเชื่อมเพียงหนึ่งเดียวระหว่างเผ่าของผมกับโลกภายนอก จะมีเพียงช่วงเวลาที่มันปรากฏเท่านั้น ที่พวกเราสามารถออกจากที่นี่ไปสู่โลกภายนอก หรือกลับมาจากโลกภายนอกได้”
เธอกะพริบตาด้วยความสับสน พยายามทำความเข้าใจกับคำพูดของเขา “งั้นตอนนี้เรา…ไม่ได้อยู่ในจักรวาลเดิมแล้วใช่ไหม?”
“ใช่ และก็ไม่ใช่” กรีนลีฟครุ่นคิดก่อนจะอธิบาย “เมื่อกาลเวลาผ่านไปนานมากแล้ว เผ่าเอลฟ์เคยมีบุคคลหนึ่งที่โดดเด่นและยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ในช่วงเวลาที่พลังของเขาแข็งแกร่งที่สุด ต้นไม้แห่งชีวิตก็ได้มอบคำทำนายให้เขา…”
ใบหน้าของเขาดูเหม่อลอย เหมือนจมดิ่งอยู่ในความทรงจำ แต่ฝีเท้ายังคงเดินไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ลู่จินกู้สังเกตเห็นว่ากรีนลีฟไม่ได้เหยียบพืชแม้แต่ต้นเดียว แม้กระทั่งพืชที่เตี้ยที่สุด
“คำทำนายนั้นบอกว่า โลกจะเผชิญกับภัยพิบัติที่ร้ายแรงจนเผ่าพันธุ์ใด ๆ หรือดาวเคราะห์ใด ๆ ก็ตามจะถูกทำลายล้างจนสิ้นซาก”
คำพูดของกรีนลีฟดึงความสนใจของลู่จินกู้ไปทันที ภาพในหัวของเธอเต็มไปด้วยภาพของมลพิษในอวกาศที่กำลังระบาด หากไม่มีพาราไดซ์ มลพิษที่เป็นพิษนี้จะกระจายไปทั่วสหพันธ์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อถึงเวลานั้น มันคงไม่ต่างอะไรกับวันสิ้นโลก
“แล้วหลังจากนั้นล่ะ?” เธอถามด้วยความสนใจ
“บรรพบุรุษของพวกเราท่านนั้น ได้สละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องเผ่าเอลฟ์ ท่านได้นำทั้งเผ่าพันธุ์และแผ่นดินนี้ออกจากจักรวาลเดิม”
ลู่จินกู้เบิกตากว้างด้วยความตกใจ
“เราอาจยังอยู่ในจักรวาล แต่ไม่มีใครสามารถมองเห็นหรือสัมผัสเราได้ ที่นี่คือดินแดนบริสุทธิ์ที่เป็นนิรันดร์ เป็นบ้านหลังสุดท้ายของเรา” ดวงตาของกรีนลีฟฉายแววความเคารพต่อบรรพบุรุษผู้ยิ่งใหญ่
อย่างไรก็ตาม ความรู้สึกชื่นชมนี้ก็ไม่ยืนยาวนานนัก มันกลับกลายเป็นความเจ็บปวดลึกซึ้ง “แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราถูกตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่สามารถรับรู้ข่าวสารใดๆ ได้ และคำทำนายเกี่ยวกับวันสิ้นโลกก็ถูกลืมเลือน คำบอกเล่าเกี่ยวกับโลกภายนอกกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าขานและตำนาน…”
เขาหยุดชั่วครู่ก่อนจะกล่าวต่อ “เอลฟ์หนุ่มสาวบางคนเริ่มรู้สึกสนใจโลกภายนอกและเกิดความอยากรู้อยากเห็น”
ลู่จินกู้พยักหน้าเงียบ ๆ ซึ่งเธอเข้าใจดี เพราะไม่ใช่ทุกคนที่จะยอมรับชีวิตที่แยกตัวออกจากโลกภายนอกเช่นนี้