เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 209 คุณชายตูตู
บทที่ 209 คุณชายตูตู
หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น?
ลู่จินกู้เงี่ยหูฟังด้วยความอยากรู้ แต่กรีนลีฟกลับเงียบไปนาน เมื่อเธอหันไปมองก็เห็นสีหน้าที่เต็มไปด้วยความทุกข์ และนั่นทำให้เธอตกใจ “คุณไม่เป็นอะไรใช่ไหม?”
“ผมไม่เป็นอะไร” กรีนลีฟส่ายหัวเบา ๆ “ถ้าคุณอนุญาต ให้ผมพาคุณไปข้างหน้าเองจะดีกว่า เราจะได้ไปถึงเร็วขึ้น”
ลู่จินกู้เข้าใจความรู้สึกของเขา เธอพยักหน้า “ตกลง”
กรีนลีฟจึงยืนนิ่งสักพัก เขาหลับตาลง มือทั้งสองข้างแตะที่ลำต้นของต้นไม้ใหญ่ ริมฝีปากขยับเล็กน้อยเหมือนกำลังพึมพำอะไรบางอย่าง
ทันใดนั้น ลู่จินกู้ก็ได้ยินเสียงกระซิบกระซาบรอบตัว
เธอกะพริบตาและนึกขึ้นได้ทันที ก่อนจะลูบไปที่บริเวณปกเสื้อของตัวเองซึ่งมีเครื่องประดับเล็ก ๆ นูนออกมา
มันคือเม็ดลูกปัดที่กรีนลีฟเคยมอบให้เธอ ซึ่งทำให้เธอสามารถได้ยินเสียงของพืช
ตอนที่เธอเพิ่งได้มันมา เธอเคยถูกรบกวนจนไม่สามารถนอนหลับได้ เพราะเสียงของพืชที่พูดคุยกันดังจนเกินไป แต่ต่อมาเธอได้เรียนรู้วิธีควบคุมมันภายใต้คำแนะนำของกรีนลีฟ และตอนนี้เธอก็สามารถปิดกั้นเสียงเหล่านั้นได้หากไม่ได้มีพืชจำนวนมากที่พูดคุยกันอยู่ใกล้ ๆ
แต่คราวนี้ เธอไม่ได้ตั้งใจเปิดการสื่อสารกับพืช นั่นหมายความว่าพืชรอบตัวกำลังพูดคุยกันเป็นจำนวนมากจนเธอไม่สามารถปิดกั้นได้
เมื่อเห็นท่าทางของกรีนลีฟ เธอก็เข้าใจทันทีว่าเขากำลังพูดคุยกับต้นไม้
เธอเงี่ยหูฟังและได้ยินคำพูดบางคำเช่น “เจ้าชาย” “กลับมา” และ “ส่งสาร”
ลู่จินกู้เริ่มสงสัยว่าแม้แต่พืชก็อาจจะมีสำเนียงหรือภาษาถิ่นเป็นของตัวเอง เพราะเสียงที่เธอได้ยินนั้นฟังดูไม่ค่อยคุ้นเคยและยากที่จะเข้าใจ เธอฟังอยู่ครู่หนึ่งก็เลิกพยายาม ตั้งใจปล่อยวางความคิดทั้งหมดและไม่สนใจเสียงกระซิบที่จับใจความไม่ได้อีกต่อไป
ไม่นานนัก เสียงเคลื่อนไหวจากป่าลึกก็ดังขึ้น ดูเหมือนว่าจะมีอะไรบางอย่างกำลังเคลื่อนที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว และมันไม่ใช่สิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ แน่นอน
เธอรีบคว้าของในกระเป๋า ซึ่งเป็น ‘ของเล่น’ ที่สามารถใช้เป็นอาวุธได้
นี่มันป่าดึกดำบรรพ์ หากมีนกอยู่ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะมีสัตว์นักล่า และเมื่อมีสิ่งมีชีวิตในตำนานอย่างเอลฟ์อยู่ เธอก็ไม่แปลกใจหากจะพบกับสัตว์วิเศษหรือสัตว์อสูร
ด้วยความรู้สึกสงสัยระคนตื่นเต้น เธอจึงทำท่าป้องกันตัวเองโดยสัญชาตญาณ
กรีนลีฟเห็นว่าเธอตื่นตัว ก็ก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อบังเธอไว้ข้างหลัง แต่ก็ยังปลอบโยนว่า “ไม่ต้องห่วง ที่มาเป็นมิตร ไม่ใช่ศัตรู”
แม้เขาจะพูดแบบนั้น แต่การต้องเผชิญกับสิ่งที่ไม่รู้จักก็ยังคงทำให้เธอรู้สึกตึงเครียดอยู่ดี
เสียงใหญ่โตใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ เธอสามารถระบุตำแหน่งของมันได้ชัดเจน ตาของเธอจับจ้องไปยังพุ่มไม้หนาแน่นตรงหน้า
ต้นไม้ที่เล็กกว่าสั่นไหวอย่างรุนแรง จนดูเหมือนว่าในไม่ช้าสัตว์ตัวยักษ์ที่ซ่อนอยู่จะทำลายมันลง
ในที่สุด หัวสีขาวขนาดมหึมาก็โผล่ออกมาจากระหว่างต้นไม้ และไม่นานร่างกายขนาดมหึมาทั้งหมดก็ปรากฏให้เห็น
ลู่จินกู้หายใจเข้าลึกด้วยความตกใจ
มันคือหมีขาวขนาดยักษ์!
เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้น หมีขาวยักษ์ก็แผ่รังสีแห่งพลังอันน่ากลัวออกมา ลู่จินกู้กะประมาณด้วยสายตาแล้วพบว่าความสูงของเธอคงจะถึงแค่บริเวณข้อเข่าของมันเท่านั้น
หากเจ้าหมียักษ์นี้บ้าคลั่งขึ้นมา คงไม่ใช่เรื่องยากที่มันจะเตะเธอปลิวไปในพริบตา
ขนาดมหึมาเช่นนี้ทำให้เธอแน่ใจว่าอาวุธธรรมดาอาจไม่เพียงพอ เธอเริ่มเตรียมตัวหากจำเป็นต้องใช้พลังจิตในการป้องกันตัว
ขณะที่เธอกำลังสำรวจและประเมินหมีขาว มันก็ค่อย ๆ ก้มหัวลง ดวงตาดำขลับจ้องตรงมายังคนทั้งคู่ มันรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกเขาแล้ว
ลู่จินกู้ตั้งท่าเตรียมพร้อม
แต่แล้วก็เกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
“ฮือออ… อุแงงงงง…”
เธอขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
นี่เธอไม่ได้ฟังผิดหรือมองผิดใช่ไหม?
เจ้าหมียักษ์ตัวนี้กำลังร้องไห้!
น้ำตาสองสายไหลออกมาจากใบหน้าที่มีขนฟูของมัน เหมือนกับลำธารเล็ก ๆ ที่หลั่งรินลงมา สาดกระเซ็นไปทั่วพื้นดิน ราวกับเกิดฝนตกหนักเฉพาะบริเวณที่มันยืนอยู่
ความเปลี่ยนแปลงที่ไม่คาดคิดนี้ทำให้ลู่จินกู้ตกตะลึง เธอยืนนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะคลายมือที่กำอาวุธในกระเป๋าออกโดยไม่รู้ตัว
ทันใดนั้น เสียง ‘โครม’ ก็ดังขึ้น พื้นดินสั่นสะเทือน ลู่จินกู้รีบจับต้นไม้ข้าง ๆ เพื่อพยุงตัวให้ยืนได้มั่นคง
ปรากฏว่าเจ้าหมีขาวยักษ์ตัวนี้นั่งลงกับพื้นอย่างเต็มแรง ก่อนจะยกอุ้งเท้าหน้าขนาดใหญ่ขึ้นปิดหน้า และเริ่มร้องไห้หนักขึ้นกว่าเดิม
ลู่จินกู้ยืนมองเหตุการณ์ด้วยความงุนงง นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?
ขณะที่เธอกำลังสับสน กรีนลีฟก็ก้าวเข้าไปใกล้เจ้าหมี ถึงแม้ว่าเอลฟ์ร่างสูงโปร่งจะดูโดดเด่น แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าเจ้าหมียักษ์นี้ เขากลับดูเล็กจ้อยไปถนัดตา
กรีนลีฟพยายามยกแขนขึ้นและตบไปที่ข้อต่อขาหน้าของเจ้าหมี ซึ่งเป็นจุดเดียวที่เขาเอื้อมถึง
ลู่จินกู้มองเหตุการณ์นี้ด้วยความระทึกใจ มันเป็นความกลัวตามสัญชาตญาณของมนุษย์ต่อสัตว์นักล่าขนาดใหญ่
“อย่าร้องเลย ฉันกลับมาแล้วไม่ใช่หรือไง?” กรีนลีฟเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนใจ
ลู่จินกู้ถึงกับต้องแคะหูตัวเอง เพราะเธอได้ยินเสียงอ่อนใจอย่างชัดเจนในน้ำเสียงของเขา
เจ้าหมีขาวยักษ์ยังคงร้องสะอึกสะอื้น ปิดหน้าตัวเองด้วยอุ้งเท้า แต่ลู่จินกู้เห็นว่ามันแอบมองลอดผ่านนิ้วของมัน
โลกนี้ช่างเต็มไปด้วยความพิสดาร นอกจากหมีตัวนี้จะมีขนาดใหญ่โตเกินปกติแล้ว มันยังดูเหมือนสามารถสื่อสารกับคนได้อีกด้วย
กรีนลีฟดูเหมือนจะยิ่งอ่อนใจขึ้นไปอีก เขาตบไปที่พุงของเจ้าหมีเบา ๆ “ดูเหมือนจะอ้วนขึ้นนะ”
เสียงร้องหยุดลงทันที และไม่กี่วินาทีต่อมาก็มีเสียงทุ้ม ๆ ดังออกมาจากใต้ฝ่าเท้าของมัน “ตูตูน่ะผอมลงแล้วต่างหาก ตูตูแค่คิดถึงท่านเลยผอมลงต่างหาก”
กรีนลีฟใช้นิ้วจิ้มพุงเจ้าหมีขาวยักษ์ ‘ตูตู’ ด้วยท่าทีสงสัย และถามอย่างท้าทายว่า “จริงเหรอ?”
เจ้าหมีวางอุ้งเท้าลงเผยให้เห็นใบหน้าที่เปียกปอนด้วยน้ำตา มันดูน่าสงสารจับใจ “ตูตูคิดถึงท่าน แล้วก็ห้ามใจไม่ได้เลยต้องกิน ยิ่งกินก็ยิ่งคิดถึง… ฮือ ๆๆ ท่านทิ้งข้าไป”
มันเริ่มร้องไห้อีกครั้ง แต่คราวนี้ดูเหมือนจะเป็นการร้องแห้ง ๆ เสียมากกว่า
กรีนลีฟถอนหายใจและเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ขอโทษนะ ตูตู แต่นายก็รู้ดี นายตัวใหญ่เกินไป ฉันพานายไปที่นั่นด้วยไม่ได้”
ลู่จินกู้ยืนนิ่งด้วยความตะลึง
เธอเห็นเอลฟ์กับหมีตัวใหญ่สนทนากันอย่างสนิทสนมอยู่นานกว่าจะหลุดจากความตกใจ เธอพยายามปลอบใจตัวเองว่าในยุคสมัยนี้หมีพูดได้ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก…
แต่ก็ไม่น่าจะเป็นแบบนี้!
เธอเริ่มสงสัยว่าตัวเองหลุดเข้าไปในโลกแฟนตาซีหรือไม่ เพราะไม่น่าจะมีอะไรที่บ้าคลั่งขนาดนี้ หมีพูดได้แถมยังงอแงอีก!
กรีนลีฟที่ตอนนี้ดูเหมือนจะปลอบเจ้าตูตูได้แล้ว ก็หันมาทางลู่จินกู้และแนะนำให้ทั้งสองรู้จักกัน
“ตูตู นี่คือ…”
แต่เขากลับนิ่งไปชั่วขณะ คล้ายกับลังเลว่าจะบอกอะไรดี
ลู่จินกู้สงสัยว่ากรีนลีฟอาจจะเตรียมเรียกเธอว่า ‘อวตารเทพีแห่งผืนป่า’ เธอจึงรีบส่งสายตาคาดโทษไปที่เขาก่อน
กรีนลีฟเห็นแล้วก็เม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “นี่คือเพื่อนของฉันที่ได้รู้จักระหว่างอยู่ข้างนอกนั่น คุณลู่จินกู้”
เจ้าหมีขาวตูตูโค้งคำนับอย่างสง่างาม
ถูกต้อง!
หมีขนาดยักษ์นี้แสดงท่าทางสง่างามอย่างยิ่ง มันยกอุ้งเท้าหน้าขึ้นแตะที่หน้าอกและกล่าวทักทาย “สวัสดีคุณลู่ ผมชื่อตูตู เป็นสหายของเจ้าชายเอลฟ์ผู้ยิ่งใหญ่ กรีนลีฟ เซลรานซี”
ลู่จินกู้ยิ้มสุภาพตอบกลับไป เธอไม่อาจปล่อยให้หมีตัวนี้มารยาทดีกว่าเธอได้ จึงโค้งตอบเบา ๆ “สวัสดีค่ะ คุณชายตูตู…”
เธอแอบเหลือบมองบริเวณขาหลังที่ปกคลุมด้วยขนฟูหนาอย่างรวดเร็ว แม้ไม่อาจบอกได้ชัดเจน
แต่…ก็น่าจะเป็น ‘คุณชาย’ ใช่ไหม?
ไม่มีใครแก้ไขคำพูดของเธอ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าเธอจะทายถูกแล้ว