เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 222 หรือว่าเธอดูถูกเผ่าเอลฟ์ของเรา?
บทที่ 222 หรือว่าเธอดูถูกเผ่าเอลฟ์ของเรา?
เผ่าเงือกไม่ค่อยชอบติดต่อกับเผ่าพันธุ์อื่นมากนัก แม้พวกเขาจะเห็นลู่จินกู้กับเซินโจว แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรเลยแม้แต่คำเดียว
เมื่อการแลกเปลี่ยนเสร็จสิ้น ชาวเผ่าเงือกก็พุ่งตัวลงไปใต้ผิวน้ำทันที หมุนตัวเพียงครั้งเดียวก่อนจะหายลับไปในน้ำ
สายตาของลู่จินกู้ยังคงจ้องตามเผ่าเงือกไปจนกระทั่งคลื่นบนผิวน้ำหายไป เธอก็ยังคงลืมที่จะละสายตากลับมา
เหล่าเอลฟ์ที่เห็นท่าทางของเธอต่างเข้าใจว่าเธออาจถูกเสน่ห์ของเผ่าเงือกดึงดูด จึงเตือนเธอด้วยความหวังดีว่า “เผ่าเงือกมีความสามารถในการล่อลวงโดยธรรมชาติ หากเจอพวกเขาบนผิวน้ำ อย่าได้จ้องมองนานนัก”
ลู่จินกู้ได้สติกลับมาและฝืนยิ้มบาง ๆ ตอบกลับไป
เมื่อภารกิจเสร็จสิ้น เหล่าเอลฟ์ก็เตรียมตัวเดินทางกลับทันที ตลอดการเดินทางพวกเขาไม่พบเหตุการณ์ไม่คาดคิดใด ๆ และเดินทางกลับสู่ป่าเอลฟ์อย่างรวดเร็ว
ครั้งนี้ เซินโจวในฐานะเพื่อนของลู่จินกู้ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในดินแดนของเอลฟ์โดยไม่ถูกขับไล่
สิ่งที่เขาไม่คาดคิดคือหล่าเอลฟ์ได้พาพวกเขาตรงไปยังพระราชวังทองคำ
“โอ้โห! ที่แท้เอลฟ์ก็อาศัยอยู่บนต้นไม้ต้นนี้จริง ๆ”
“หืม? มันสามารถเคลื่อนไหวขึ้นลงได้ ช่างน่าทึ่งจริง ๆ”
“สวรรค์! ที่นี่งดงามมาก รสนิยมของเผ่าเอลฟ์ช่างล้ำเลิศจริง ๆ”
ตลอดทาง เซินโจวพึมพำด้วยความทึ่งเหมือนหลิวเหล่าเหล่า*[1] ที่ได้เข้าไปในสวนอันงดงามแห่งความฝัน
เมื่อได้เห็นพระราชวังทองคำตรงหน้า เขาก็ยิ่งตะลึงจนพูดไม่ออก ความงามและความสง่างามของตัวอาคารนั้นทำให้เขาหลงใหลอยู่นานจนไม่อาจละสายตาได้
ลู่จินกู้เองก็กำลังสังเกตดูสิ่งก่อสร้างรอบ ๆ อย่างละเอียด แต่เธอกำลังทำการเปรียบเทียบกับสิ่งที่อยู่ในความทรงจำของเธอ
แม้ว่าตำแหน่งของบ้านเรือนในเผ่าเอลฟ์จะเปลี่ยนไปบ้าง แต่เมื่อเธอได้เห็นเรือนสีม่วงอ่อนและการจัดตำแหน่งที่คุ้นเคยที่อยู่ชั้นบนสุด พร้อมทั้งพระราชวังทองคำที่แทบไม่เปลี่ยนแปลงไปเลย เธอก็อดที่จะถอนหายใจออกมายาว ๆ ไม่ได้
เอลฟ์ที่นำทางเหลือบมองลู่จินกู้ด้วยความสงสัย แต่เธอก็ไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแค่จัดเสื้อผ้าให้เรียบร้อยและเตรียมตัวพบกับราชาเอลฟ์
หลังจากตรวจสอบลูกปัดของเธอแล้ว ราชาเอลฟ์ผู้สง่างามก็กล่าวขึ้นว่า “กลิ่นอายจากลูกปัดนี้ดูแปลกตา แต่ก็เป็นของราชวงศ์เอลฟ์จริง ๆ น่าสนใจเหลือเกิน หรือว่าราชวงศ์ของเราจะมีใครสักคนที่หลงทางอยู่ข้างนอกโดยไม่รู้ตัว?”
เหล่าเอลฟ์ที่อยู่รอบ ๆ หัวเราะเบา ๆ พวกเขารู้ดีว่านี่เป็นเพียงคำพูดล้อเล่น เพราะตั้งแต่กำเนิดของเผ่าเอลฟ์จากต้นไม้แห่งชีวิต ก็ไม่เคยมีผลเอลฟ์ใดถูกทิ้งไว้ข้างนอก
ยิ่งไปกว่านั้น หากมีผลเอลฟ์ที่ไม่ได้รับการฟักตัวอยู่ข้างนอก ก็ไม่มีทางที่จะฟักออกมาเป็นเอลฟ์ได้
ทว่าราชาเอลฟ์กลับไม่ได้หัวเราะ เขามองไปยังแขกตรงหน้าด้วยสีหน้าที่บอกไม่ถูก คล้ายกับกำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
ลู่จินกู้ยังคงคิดหาวิธีที่จะขอพบกับเจ้าชายเอลฟ์ นั่นก็คือแอชเชอร์ เซลรานซี่ แต่ยังไม่ทันที่เธอจะได้เอ่ยปาก ราชาเอลฟ์ก็สั่งการด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า “ไปเชิญเจ้าชายมา”
“แต่เช้านี้เจ้าชายได้นำคณะไปตรวจตราดินแดน…”
“แจ้งให้เขากลับมาเดี๋ยวนี้”
ความมุ่งมั่นในคำสั่งของราชาเอลฟ์ทำให้ทุกคนตกตะลึง แม้จะเต็มไปด้วยความประหลาดใจ แต่ก็ไม่มีใครกล้าโต้แย้งคำสั่งนี้ พวกเขาจึงรีบส่งนกขาวตัวใหญ่ขึ้นสู่ท้องฟ้าเพื่อติดตามแอชเชอร์ตามเส้นทางที่เขาเดินทางไป
ลู่จินกู้เฝ้าดูเหตุการณ์นี้ด้วยความเงียบงัน
เธอรู้สึกว่าราชาเอลฟ์ดูเหมือนจะรู้บางสิ่งที่เธอยังไม่เข้าใจ
แต่ราชาเอลฟ์ไม่ได้อธิบายอะไร เขาเพียงกล่าวอย่างเรียบง่ายว่า “แขกผู้มีเกียรติทั้งสอง เชิญพักผ่อนก่อน และลิ้มลองอาหารพิเศษของพวกเรา รอจนกว่าเจ้าชายจะกลับมา แล้วเราค่อยพูดคุยกัน”
ทั้งลู่จินกู้และเซินโจวก็ต้องทำตามมารยาทของเจ้าบ้าน
ไม่นานนัก ทางพระราชวังก็จัดงานเลี้ยงขึ้นบนโต๊ะ เซินโจวกระซิบกับเธอเบา ๆ ว่า “คุณนี่ยอดเยี่ยมจริง ๆ ผมอยู่มานานก็แค่ได้แลกน้ำผึ้งพันเกสรมานิดหน่อยเท่านั้น”
สำหรับคนที่โหยหาของอร่อยอย่างเซินโจว อาหารบนโต๊ะหลายอย่างเป็นของใหม่สำหรับเขา กลิ่นหอมยั่วน้ำลายทำให้เขาแทบอดใจไม่ไหว
เอลฟ์มีความหลงใหลในความงามที่แสดงออกมาในทุก ๆ ด้าน แม้กระทั่งในการจัดเรียงอาหารบนจาน แต่ละจานถูกจัดอย่างประณีต หลังจากเสิร์ฟขึ้นโต๊ะแล้ว แม้แต่ราชาเอลฟ์ก็แสดงออกถึงความภาคภูมิใจเล็กน้อย
ลู่จินกู้พลันนึกขึ้นได้ว่าหากนี่เป็นช่วงเวลาที่เผ่าเอลฟ์รุ่งเรืองที่สุด มนุษยชาติอาจยังไม่ปรากฏในจักรวาลนี้ ดังนั้น เอลฟ์ที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่ปัญญาของสิ่งมีชีวิตในจักรวาลจึงต้องล้ำหน้าในหลาย ๆ ด้าน
ในสายตาของพวกเขา ลู่จินกู้และเซินโจว ผู้ซึ่งเป็น ‘สายพันธุ์แปลกใหม่’ คงถูกมองว่าเป็นพวก ‘บ้านนอก’ ดังนั้นการที่พวกเขาคิดว่าอาหารที่จัดไว้นี้จะทำให้พวกเธอประทับใจก็คงไม่แปลก
แต่เมื่อเธอลองชิมอาหาร รสชาติก็ถือว่า ‘ธรรมดา’
ตรงกันข้าม เซินโจวนั้นประทับใจจนแทบจะหยุดกินไม่ได้
ราชาเอลฟ์ที่นั่งอยู่ตำแหน่งสูงสุดไม่ได้แปลกใจกับปฏิกิริยาของเซินโจว แต่กลับมองลู่จินกู้ด้วยความสงสัยหลายครั้ง
อาจเป็นเพราะความหยิ่งทะนงของเอลฟ์ ราชาผู้งดงามจึงทนไม่ไหวและถามออกมาว่า “อาหารเหล่านี้ไม่ถูกปากหรือ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นเพคะ” เธอตอบอย่างระมัดระวัง “หม่อมฉันยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่”
แต่ทันทีที่พูดจบ เธอก็รู้สึกได้ถึงหลายสายตาที่มองมายังท้องของเธอ
และแล้วท้องของเธอก็ส่งเสียงดัง “โครก” อย่างไม่เกรงใจกันเลย
สถานการณ์นี้ช่างน่าอับอาย
เธอได้แต่ยิ้มเขิน ๆ เพราะไม่รู้จะจัดการกับสถานการณ์นี้อย่างไร
ในจังหวะนั้นเอง เอลฟ์ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทีไม่พอใจและกล่าวว่า “เผ่าของเราให้การต้อนรับด้วยความจริงใจ แต่แขกผู้นี้กลับยอมทนหิวแทนที่จะลิ้มลองอาหารของเรา หรือว่าเธอดูถูกเผ่าเอลฟ์ของเรา?”
ทันทีที่เขาเข้ามา ทุกคนยกเว้นราชาเอลฟ์ต่างยืนตัวตรงขึ้นและแสดงท่าทีเคารพทันที
เธอเดาได้ทันทีว่าเขาคือใคร และไม่ผิดคาด เพราะราชาเอลฟ์ได้เอ่ยขึ้นว่า “แอชเชอร์ ห้ามเสียมารยาท”
เขาคือผู้ที่ถูกขนานนามว่าเป็นหนึ่งในเอลฟ์ที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของชนเผ่า แม้แต่เซินโจวที่กำลังเพลิดเพลินกับอาหารยังวางมือจากจานและมองดูแอชเชอร์ด้วยความสนใจ
อย่างไรก็ตาม แอชเชอร์ เซลรานซี่ แสดงออกชัดเจนว่าเขาไม่ได้สนใจเซินโจวเลย สายตาของเขามุ่งตรงไปยังลู่จินกู้เพียงผู้เดียว
แม้หลังจากที่ราชาเอลฟ์กล่าวเตือน แอชเชอร์ไม่ได้พูดอะไรเพิ่ม แต่ท่าทีของเขาก็แสดงถึงความไม่พอใจอย่างชัดเจน
ลู่จินกู้แอบถอนหายใจ นี่ช่างเป็นจังหวะที่ไม่เหมาะเอาเสียเลยที่เขาจะเข้ามา
จากเรื่องราวที่เธอเคยได้ยินเกี่ยวกับเจ้าชายแอชเชอร์ เขาเป็นผู้ที่เชื่อในความเหนือกว่าของเผ่าเอลฟ์อย่างแรงกล้า หากเขามองว่าเธอมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อเผ่าเอลฟ์ และไม่สามารถแก้ความเข้าใจผิดนี้ได้ การติดต่อกับเขาในอนาคตก็คงเป็นเรื่องยาก
ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอไม่เห็นทางอื่นนอกจากต้องใช้วิธีนี้เพื่อทำให้สถานการณ์ดีขึ้น โดยมีเจ้าชายแอชเชอร์เป็นกุญแจสำคัญ
เมื่อรู้สึกได้ถึงสายตาคมกริบของเขา เธอก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจอีกครั้ง
เธอข่มความรู้สึกไม่พอใจ แล้วเงยหน้าขึ้นตอบด้วยท่าทีสงบนิ่ง “ในบ้านเกิดของหม่อมฉัน ต่อให้มีความคิดเห็นใด ๆ ก็จะถูกแสดงออกอย่างอ่อนน้อมและสุภาพ สิ่งที่หม่อมฉันพูดไปก่อนหน้านี้ไม่ได้หมายความว่าหม่อมฉันไม่ให้เกียรติเผ่าเอลฟ์ แต่ในฐานะแขก หม่อมฉันไม่ต้องการทำให้เจ้าบ้านรู้สึกอึดอัดใจ”
หลังจากใช้เวลาร่วมกับกรีนลีฟมานาน เธอย่อมรู้ดีว่าเอลฟ์อาจจะหยิ่งทะนง แต่พวกเขาไม่ได้หยิ่งผยอง หากคำวิจารณ์มีเหตุผลสนับสนุนมากพอ พวกเขาจะยอมรับและถ่อมตนทันที
ดังนั้น หลังจากที่เธออธิบายการกระทำของตัวเองแล้ว เธอก็กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “หม่อมฉันขอไม่ปิดบัง อาหารเหล่านี้มีรสชาติธรรมดา หม่อมฉันเติบโตมากับการทานอาหารที่เต็มไปด้วยรสชาติและกลิ่นหอม ดังนั้นจึงอาจจะปรับตัวกับรสชาติที่แตกต่างได้ยากในช่วงแรก”
[1] ตัวละครจากวรรณกรรมจีนเรื่อง ความฝันในหอแดง (红楼梦) หลิวเหล่าเหล่าเป็นหญิงชราจากชนบทที่มาเยี่ยมบ้านเศรษฐีในเมือง ตัวละครนี้มักถูกใช้เปรียบเปรยกับคนที่มาจากชนบทและประหลาดใจหรือทึ่งกับความหรูหราและแปลกใหม่ในเมือง