เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 224 ไม่ว่าจะแสร้งทำให้ดูสมจริงแค่ไหนก็ต้องแตกสลาย
- Home
- เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่
- บทที่ 224 ไม่ว่าจะแสร้งทำให้ดูสมจริงแค่ไหนก็ต้องแตกสลาย
บทที่ 224 ไม่ว่าจะแสร้งทำให้ดูสมจริงแค่ไหนก็ต้องแตกสลาย
เมื่อราชาเอลฟ์ได้ลองลิ้มรสอาหาร ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปทันที ใบหน้าที่งดงามของเขาเปล่งประกายด้วยความยินดีและพอใจ
เขาพูดเพียง “อร่อย!” พร้อมกับใช้ส้อมตักฝรั่งทอดชุบคาราเมลขึ้นมากิน และยังชวนกรรมการคนอื่น ๆ ให้ลองชิมด้วย
อันที่จริงไม่มีใครจำเป็นต้องรอให้ราชาเอลฟ์พูด ทุกคนก็แค่รอให้เขาเป็นคนเริ่มก่อน พอราชาลองชิมไปสองจาน เหล่าเอลฟ์คนอื่น ๆ ก็ไม่รอช้าเช่นกัน
ไม่นาน สถานการณ์บนโต๊ะก็กลายเป็นการแข่งขันแย่งอาหาร
เซินโจวเองในตอนแรกพยายามรักษามารยาทของแขกและไม่อยากทำตัวเกินงาม แต่เมื่อได้ลองกุ้งยัดไส้เห็ดเข้าไปคำแรก เขาก็พบว่ามือของตัวเองไม่ฟังคำสั่งอีกต่อไป
ไม่อย่างนั้นทำไมเขาถึงเคลื่อนไหวรวดเร็วราวกับมีเงาซ้อนอยู่เพื่อแย่งอาหารได้!
เหล่าเอลฟ์ที่ยืนมองอยู่ได้แต่ร้องในใจว่า “เฮ้! เหลือให้พวกเราบ้างสิ!”
แต่กรรมการตัดสินไม่ได้ยินเสียงในใจของพวกเขา และแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าการทำให้จานบนโต๊ะสะอาดหมดจดคือสิ่งสำคัญ
ไม่ถึงสิบนาที อาหารบนโต๊ะก็เหลือเพียงจานเปล่า แม้แต่น้ำซุปก็ไม่มีเหลือ
เมื่อราชาเอลฟ์วางส้อมลง เขาก็กลับมาเป็นตัวเองที่สง่างามอีกครั้ง หลังจากเช็ดปากเสร็จ เขาก็ยิ้มและกล่าวว่า “ผลการตัดสินคงไม่ต้องพูดอะไรแล้ว”
ไม่ต้องพูดถึงเอลฟ์คนอื่น ๆ แต่ในความทรงจำของราชาเอลฟ์ นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกประทับใจกับอาหารขนาดนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะเขายังมีสติว่า ‘ฉันคือราชาเอลฟ์ ต้องรักษาหน้า’ เขาคงจะพร้อมสู้กับอาหารอีกหลายรอบ
กรรมการตัดสินคนอื่น ๆ ก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ เป็นการแสดงออกที่สนับสนุนคำพูดของราชาอย่างเต็มที่
เซินโจวในฐานะมนุษย์ก็แสดงออกอย่างตรงไปตรงมา เขายกนิ้วโป้งสองข้างขึ้นและพูดโดยไม่อ้อมค้อมว่า “ไม่แปลกใจที่ก่อนหน้านี้คุณกินไม่ลง ผมเองยังคิดเลยว่าถ้าไม่ได้กินอาหารของคุณอีกต่อไป ผมจะทำยังไงดี?”
แม้ว่าเซินโจวจะพูดด้วยท่าทางแบบโอ้อวดและเกินจริง แต่คำพูดของเขากลับทำให้เหล่าเอลฟ์ต้องครุ่นคิด
ใช่แล้ว… ถ้าไม่มีอาหารแบบนี้อีกจะทำยังไงดี?
ดวงตาร้อนแรงหลายคู่จ้องมองไปที่ลู่จินกู้ เป็นที่ชัดเจนว่าพวกเอลฟ์กำลังคิดอะไรอยู่
แต่ยังไม่ทันที่พวกเขาจะเอ่ยปาก แอชเชอร์ก็แย่งพูดขึ้นก่อน “เธอเป็นฝ่ายชนะ เธอต้องการรับรางวัลตอนไหน?”
ลู่จินกู้เงยหน้ามองเขา และไม่แปลกใจเลยที่พบว่าแม้เจ้าชายเอลฟ์จะแพ้การประลอง แต่เขาก็ไม่มีท่าทีโกรธเคืองแต่อย่างใด
ราวกับความไม่พอใจที่เคยแสดงออกมาก่อนหน้านี้เป็นเพียงภาพลวงตา
เมื่อเธอเห็นเช่นนั้นก็ยิ้มบาง ๆ และตอบว่า “ตอนนี้เลยก็ได้เพคะ”
“ได้” แอชเชอร์ตอบกลับทันที
พอเขาเอ่ยปาก เอลฟ์คนอื่น ๆ ก็พากันเงียบสนิท ความคิดที่ร้อนแรงของพวกเขาทั้งหมดต้องหยุดชะงักเมื่อแอชเชอร์ตัดสินใจเช่นนั้น
ลู่จินกู้มองดูเหล่าเอลฟ์ที่กลับมานิ่งสงบ จากนั้นเธอก็หยิบขวดลูกกวาดรูปดาวออกมา
“ให้พวกคุณได้ลิ้มลองค่ะ” เธอพูดพร้อมกับส่งสัญญาณเรียกเซินโจว ก่อนจะเดินตามแอชเชอร์ออกไป
ลูกกวาดในขวดนั้นมีมากพอสำหรับเอลฟ์ทุกคน แม้เธอจะไม่ได้หันกลับไปมอง แต่เสียงเฮดังลั่นก็บ่งบอกได้ดีว่าเอลฟ์ทุกคนมีความสุขมากแค่ไหน
แต่ถึงแม้เธอจะยิ้ม ทว่าในรอยยิ้มนั้นกลับมีความขมขื่นซ่อนอยู่ เมื่อเธอเห็นแอชเชอร์ที่รออยู่ริมแท่นยืน ดวงตาของเขาจ้องมองไปยังพระราชวังสีทองด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเศร้า
แท่นที่ทำจากเถาวัลย์เคลื่อนตัวลงช้า ๆ แอชเชอร์ดูเหมือนลังเลอยู่พักใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจละสายตาออกจากพระราชวังทองคำอย่างแน่วแน่ แล้วก้าวขึ้นไปบนแท่นอย่างสงบพลางกล่าวว่า “ตามมา”
ลู่จินกู้ส่งสัญญาณให้เซินโจวตามมา ผู้เดินทางแห่งธรรมชาติที่หลงอยู่ในดินแดนนี้มานานไม่รู้ว่ากำลังเกิดอะไรขึ้น แต่เขารับรู้ถึงบรรยากาศที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจน จึงไม่พูดอะไรและก้าวขึ้นแท่นตามมาเงียบ ๆ
แอชเชอร์เหลือบมองเซินโจวแค่เพียงเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางที่เขาตามมาในเวลานี้
แท่นเถาวัลย์ค่อย ๆ เลื่อนลงมา โดยรอบเปิดโล่ง ทำให้สามารถมองเห็นทัศนียภาพได้อย่างชัดเจนขณะเดินทาง
ไม่นานนัก ลู่จินกู้ก็สังเกตเห็นสิ่งผิดปกติ เมื่อแท่นเคลื่อนที่ผ่าน ทุกอย่างตั้งแต่ด้านบนลงมาดูราวกับถูกแช่แข็ง
เสียงหัวเราะในพระราชวังเงียบกริบ ใบไม้ที่เคยพัดพลิ้วในสายลมก็พลันหยุดนิ่ง ผีเสื้อที่เคยเต้นรำท่ามกลางมวลดอกไม้ก็หยุดการเคลื่อนไหวไปในทันใด
หลังจากความนิ่งเงียบอันแปลกประหลาด เหล่าสิ่งมีชีวิตและพืชพรรณทั้งหลายก็เริ่มสูญเสียสีสันของพวกมันอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่ยอดของต้นไม้แห่งชีวิต ไล่ลงมาจนทุกสิ่งทุกอย่างกลับกลายเป็นสีซีดขาวที่ดูราวกับเสื่อมโทรม
กระแสแห่งการสูญเสียสีสันไล่ตามแท่นเถาวัลย์มาอย่างรวดเร็ว แต่พวกเขาเดินทางได้ทันเวลา ก่อนที่ต้นไม้แห่งชีวิตจะสูญเสียสีสันไปทั้งหมด แท่นเถาวัลย์ก็แตะถึงพื้นดินอย่างปลอดภัย
ในวินาทีต่อมา ต้นไม้แห่งชีวิตก็กลายเป็นฝุ่นผงและพังทลายลงอย่างเงียบงัน
การพังทลายที่เงียบงันนี้ กลับสร้างความสะเทือนใจราวกับฟ้าผ่าลงมากลางใจของทุกคน
เซินโจวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ คำถามที่ว่า ‘เกิดอะไรขึ้น’ อยู่ในลำคอ แต่ก่อนที่เขาจะพูดออกมาได้ ทุกอย่างกลับเลวร้ายลงอีกครั้ง
การพังทลายไม่ได้หยุดอยู่แค่ต้นไม้แห่งชีวิต มันลุกลามไปยังพื้นดินใต้ฝ่าเท้าของพวกเขา ทะเลสาบสีฟ้า และภูเขาที่อยู่ไกลออกไป
เพียงไม่กี่นาที โลกทั้งใบที่เคยมองเห็นกลับกลายเป็นความว่างเปล่า
ทว่าที่น่าแปลกคือ พื้นที่ของเผ่าเงือกที่มีเส้นสีขาวแบ่งแยกกับผืนน้ำสีเข้มนั้น กลับยังคงอยู่โดยไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย
เซินโจวกุมเสื้อบริเวณอกของตนไว้แน่น
ในฐานะผู้เดินทางแห่งธรรมชาติ การได้เห็นภาพเช่นนี้ทำให้เขาเจ็บปวดอย่างยิ่ง จนแทบจะคุมสติเอาไว้ไม่ได้
ในที่สุดเขาก็ปล่อยเสียงคำรามราวกับสัตว์ป่า ก่อนจะถามด้วยน้ำเสียงแหบพร่า “ทำไมถึงเป็นแบบนี้?”
เมื่อรู้สึกว่าเขาหันมามอง ลู่จินกู้ก็เบือนสายตาออกไปเล็กน้อย เพราะเรื่องนี้เธอไม่ใช่คนที่มีสิทธิ์จะอธิบายได้
ในดวงตาของแอชเชอร์คล้ายมีคลื่นอารมณ์ที่รุนแรง แต่เขากลับเก็บความรู้สึกเหล่านั้นไว้ภายในโดยไม่ขยับเขยื้อน ขณะที่จ้องมองไปยังตำแหน่งที่ครั้งหนึ่งต้นไม้แห่งชีวิตเคยตั้งตระหง่านอยู่
ความเศร้าอันเงียบงันปกคลุมรอบตัวเขา ซึ่งก็ส่งผ่านมาถึงเซินโจวด้วยเช่นกัน
ความเจ็บปวดจากการเห็นทุกสิ่งในธรรมชาติพังทลายค่อย ๆ คลายลง เซินโจวปิดหน้าด้วยมือทั้งสองข้างและสะอื้นไห้อย่างเงียบงัน
ไม่รู้ว่านานเท่าใด แอชเชอร์จึงเริ่มพูดขึ้น “ฟองอากาศก็ยังคงเป็นแค่ฟองอากาศ ไม่ว่าจะแสร้งทำให้ดูสมจริงแค่ไหน มันก็ต้องแตกสลายลงในที่สุด”
“ถ้าพวกเธอไม่มา ฉันอาจจะจมอยู่ในฟองพวกนี้ตลอดไป หลอกตัวเองว่าทุกอย่างยังคงงดงาม”
“แต่ก็ดีที่พวกเธอมา”
แม้เขาจะพูดเช่นนั้น แต่เสียงของเขาไม่แสดงถึงความโล่งใจหรือความยินดีเลยแม้แต่น้อย ความเศร้าที่เด่นชัดของเขาสะท้อนถึงความเจ็บปวดอย่างยิ่ง จนทำให้ลู่จินกู้รู้สึกเศร้าไปด้วย
ทว่าแอชเชอร์เป็นเอลฟ์ที่แข็งแกร่งมาก เขาควบคุมอารมณ์ของตนเองได้ในที่สุด ก่อนจะพูดขึ้นอย่างเยือกเย็นว่า “ไปกันเถอะ”
เขาไม่ได้อธิบายว่าจะไปที่ไหน แต่ก้าวเดินนำไปทางท้องทะเลสีน้ำเงินเข้มที่เห็นอยู่แต่ไกล
ลู่จินกู้และเซินโจวจึงรีบเดินตาม
การเดินทางผ่านพื้นที่ประหลาดเช่นนี้ทำให้ทุกอย่างดูแปลกไป
แต่ละก้าวที่เดินไป ระยะทางที่พวกเขาก้าวผ่านดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งเดินนานจนดูเหมือนท้องทะเลสีฟ้ายังคงอยู่ไกลเกินเอื้อม แต่บางครั้งก็ก้าวเพียงครั้งเดียว ระยะทางกลับใกล้ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
บางครั้งดูเหมือนพวกเขาจะหลงทาง แต่แท้จริงแล้วพวกเขาไม่ได้เลี้ยวไปไหนเลย
อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าเส้นทางจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร แอชเชอร์ก็ยังคงเดินต่อไปอย่างมั่นคง
จนกระทั่งเวลาผ่านไปไม่รู้ว่าเท่าไหร่ พวกเขาก็ก้าวไปอีกหนึ่งก้าว และสัมผัสถึงความแน่นของผืนดินใต้ฝ่าเท้า
พื้นทรายที่อ่อนนุ่มหนุนเท้าของพวกเขาไว้ และเสียงคลื่นที่ซัดกระแทกโขดหินก็ดังชัดเจนอยู่ไม่ไกล
หลังจากการเดินทางผ่านดินแดนประหลาดที่เต็มไปด้วยความกดดัน ในที่สุดเมื่อได้สัมผัสกับผืนดินที่มั่นคง ลู่จินกู้และเซินโจวก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก