เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 25 ภารกิจที่สามเสร็จสมบูรณ์ (รีไรต์)
บทที่ 25 ภารกิจที่สามเสร็จสมบูรณ์ (รีไรต์)
หลังจากใช้เวลาสามวันในการสังเกตพวกเขา ลู่จินกู้ก็รู้สึกพอใจมาก
ทุกคนขยันขันแข็ง ซื่อสัตย์ อาจเป็นเพราะชีวิตที่ผ่านมาลำบาก ดังนั้นพวกเขาจึงเห็นคุณค่าของชีวิตในปัจจุบันมากขึ้น
สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจยิ่งกว่านั้นก็คือ ลุงเฉิงผู้มีใบหน้าใจดีนั้นเรียนรู้การทำงานในพื้นที่เพาะปลูกได้อย่างรวดเร็ว และเขาก็สนใจในการปลูกพืชเป็นพิเศษ ทุกครั้งที่พักผ่อน เขามักจะอยู่ใกล้ ๆ กับพื้นที่เพาะปลูก คอยสังเกตการเจริญเติบโตของพืชแต่ละต้น
เธอเคยเห็นสมุดเล่มเล็ก ๆ ของลุงเฉิงโดยบังเอิญ แค่ไม่กี่วัน เขาก็จดบันทึกไปแล้วเป็นสิบหน้า เต็มไปด้วยการสังเกต ข้อสงสัย และความคิดของเขาเกี่ยวกับพืช
ลู่จินกู้เชื่อว่าอีกไม่นาน ลุงเฉิงจะต้องมีความก้าวหน้าที่โดดเด่นในด้านนี้แน่นอน
ส่วนอีกคนหนึ่งคือพี่โจวต้า อายุสามสิบกว่า ผมบางเล็กน้อย เธอมาจากดาวเคราะห์ที่ห่างไกลมาก เนื่องจากการพัฒนาที่ล้าหลัง เมื่อหลายปีก่อน เธอยังคงทำธุรกิจร้านค้าเล็ก ๆ ที่สืบทอดมาจากครอบครัว
แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ธุรกิจของตระกูลต้าฉือได้ขยายไปยังบ้านเกิดของเธอ ธุรกิจขนาดใหญ่ได้บีบให้ธุรกิจเล็ก ๆ แบบเธอต้องปิดตัวลงอย่างรวดเร็ว คนธรรมดาที่มีพลังจิตระดับ F อย่างเธอ ไม่อาจหางานทำในอุตสาหกรรมของตระกูลต้าฉือได้ สุดท้ายจึงต้องขายตัวเอง
พูดแล้วก็น่าเศร้า แต่สำหรับลู่จินกู้แล้วกลับเป็นโอกาสที่ดี
เธออยากจะทดสอบดูว่าจะมีอะไรแตกต่างออกไปบ้าง ถ้ามีการจัดการร้านค้าโดยผู้จัดการ
ดังนั้น พี่โจวต้าจึงเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ กลายเป็นผู้จัดการซูเปอร์มาร์เก็ต ระบบพาราไดซ์ปรากฏหน้าการจัดการร้านขายของแยกเพิ่มมา
รายการตั้งค่ามากมายครอบคลุมราคาสินค้าที่กำหนดเอง จำนวนสินค้าคงเหลือ ตัวเลือกการวางจำหน่ายและเลิกจำหน่าย เงินเดือนพนักงาน และอื่น ๆ
แต่ตอนนี้ยังใช้การไม่ได้ เธอจึงเลือกการตั้งค่าเริ่มต้นไปก่อน ดูเหมือนว่าหลังจากมีผู้ดูแลระบบแล้ว อาคารถึงจะเปลี่ยนจากระบบดูแล เป็นโฮสต์ดูแลเองอย่างแท้จริง
ซึ่งหมายความว่า เธอมีสิทธิ์ในการจัดการพาราไดซ์มากขึ้นและละเอียดขึ้น
สิ่งนี้สำคัญมาก พาราไดซ์จะปิดบังตัวเองตลอดไปไม่ได้ ในแผนของเธอ พาราไดซ์จะกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่รองรับผู้อยู่อาศัยจำนวนหนึ่ง
เมื่อถึงเวลานั้น ตัวเลือกเหล่านี้จะมีประโยชน์มาก!
ยังมีเรื่องน่ายินดีอีกเรื่องคือ ว่านฉีหยาที่มีระดับพลังจิตเพียงระดับ E แต่เธอกลับปลุกทักษะได้ถึงสองอย่าง!
แต่อีธานกล่าวว่า นี่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของเผ่าว่านฉี
การจดจำเป็นทักษะติดตัวของคนเผ่าว่านฉี ไม่เกี่ยวข้องกับระดับพลังจิต
ส่วนว่านฉีหยา นอกจากความจำดีเลิศแล้ว เธอยังปลุกทักษะอีกอย่างหนึ่ง นั่นคือการคำนวณ ที่ทำให้เธอคำนวณได้ไวกว่าคนทั่วไป
กล่าวอีกนัยหนึ่ง เด็กหญิงตัวน้อยคนนี้ ไม่เพียงแต่มีความจำเป็นเลิศเท่านั้น แต่ยังเก่งเรื่องการคำนวณเป็นพิเศษอีกด้วย เธอเก่งกว่าเด็กอัจฉริยะด้านการคิดเลขบนโลกมากนัก
ลู่จินกู้อดไม่ได้ที่จะชื่นชม ถ้าเด็กคนนี้ไม่ได้เกิดในเผาว่านฉี เธอคงได้บทบาทเป็นอัจฉริยะแห่งการเรียนรู้แน่นอน!
ทว่าว่านฉีหยากลับรู้สึกท้อแท้ “พลังของหนูไม่มีประโยชน์ ช่วยพี่สาวไม่ได้”
เพราะเธอเป็นเด็กที่สุดในบรรดาพวกเขาทั้งสิบคน ลู่จินกู้จึงไม่จ้างเธอทำงานเหมือนกับคนอื่น ๆ และยังให้เรียกลู่จินกู้ว่าพี่สาว และไม่ได้มอบหมายงานอะไรให้เธอเลย
ดังนั้น ในตอนนี้เด็กหญิงตัวน้อยจึงมาหาเธอ เพื่อประท้วงอย่างสุภาพต่อการใช้ชีวิตแบบกินฟรีอยู่ฟรีแบบนี้ อีธานพูดเสริมข้าง ๆ ว่า “ถึงแม้ว่าคุณลู่จะบอกว่าที่นี่ไม่ต้องการทาส แต่พวกเขาก็ถูกซื้อมาพร้อมกัน จะลำเอียงไม่ได้หรอกนะ”
เอาเถอะ สิ่งที่เขาพูดก็มีเหตุผล แต่จะให้เธอทำอะไรดีล่ะ
ลู่จินกู้คิดมาตลอด จนถึงตอนนี้ก็ยังคิดไม่ออก…
กรมการคลัง มีหน้าที่ในการบันทึกข้อมูล คงไม่มีตำแหน่งไหนเหมาะสมไปกว่านี้อีกแล้ว ที่สำคัญคืองานสบาย ไม่กดขี่เด็ก
ดังนั้น เธอจึงโบกมือ ว่านฉีหยาจึงได้เป็นผู้ดูแลกรมการคลัง เมื่อรู้ว่าตัวเองได้อยู่ในตำแหน่งที่สำคัญแบบนี้
ว่านฉีหยาก็รู้สึกตื่นเต้นและตื่นตระหนก “หนูจะไม่ทำให้ความคาดหวังของพี่สาว ผิดหวังอย่างแน่นอน”
เมื่อมองดูแผ่นหลังของคนที่เดินออกไปอย่างมุ่งมั่น ลู่จินกู้เองก็ดีใจเช่นกัน
โดยรวมแล้ว เธอค่อนข้างพอใจกับคนทั้งสิบคนนี้
…
ในเช้าวันหนึ่ง
ลู่จินกู้จึงรวบรวมทุกคนมาถามว่า “พวกคุณอยากเป็นชาวพาราไดซ์กลุ่มแรกไหม?”
แม้พาราไดซ์จะดี แต่เธอก็รู้ดีว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ทุกคนจะอยากลงหลักปักฐานที่นี่
อย่างกู้ตั๋วพวกเขามีหน้าที่รับผิดชอบที่ชัดเจน คงไม่ยอมเปลี่ยนอุดมการณ์ของตนเพื่อชีวิตที่สุขสบาย
ดังนั้นการถามความเห็นของทุกคนจึงเป็นสิ่งจำเป็น
ใครจะรู้ว่าเพียงแค่เธอเอ่ยปาก บรรยากาศโดยรอบก็เต็มไปด้วยเสียงร้องไห้และเสียงหัวเราะปะปนกันไป
“เอ่อ… ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้” ลู่จินกู้เอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มแห้ง ๆ เมื่อเห็นแววตาเปี่ยมล้นไปด้วยความซาบซึ้งใจ “หากพวกคุณเต็มใจ…”
“ฉันเต็มใจ!”
“ผมก็เต็มใจ!”
“รวมถึงฉันด้วย! ฉันด้วย!”
ท้ายที่สุดลุงเฉิงก็เป็นตัวแทนของคนส่วนใหญ่ตอบกลับอย่างหนักแน่นว่า “หัวหน้า พวกเราทุกคนเต็มใจเป็นชาวพาราไดซ์ นี่เป็นความโชคดีที่สุดในชีวิตของพวกเราแล้ว”
เมื่อทุกคนยืนกรานหนักแน่นแบบนี้ เธอก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ รีบไปที่หน้าระบบเพื่อจัดสรรที่พักอาศัย
ที่พักอาศัยหนึ่งหลังสามารถจัดสรรให้ผู้อยู่อาศัยได้สูงสุดสามคน แต่ไม่ได้หมายความว่าจะอยู่ได้แค่สามคน ตอนนี้ภายในพาราไดซ์จำนวนคนน้อย แต่จำนวนบ้านเยอะ เธอจึงใจกว้างแบ่งให้คนละหลัง
เมื่อเธอประกาศแผนการจัดสรรที่พักอาศัยเสร็จสิ้น ทุกคนก็เฉลิมฉลองกันอย่างบ้าคลั่ง…
ดูเหมือนว่าไม่ว่าจะยุคไหน การมีบ้านเป็นของตัวเองก็คือความปรารถนาอย่างแรงกล้าของคนธรรมดาสามัญสินะ
ลู่จินกู้ให้ทุกคนไปเก็บข้าวของที่บ้านของตัวเอง
ตอนนี้ยังมีปัญหาอีกอย่าง…
เธอมองไปที่บ้านหลังที่ไม่มีใครอยู่ ก้มหน้าลงสบตากับว่านฉีหยาที่ดูไม่สบายใจ
“พี่สาว หนูขอโทษ” เด็กสาวก้มหน้าจนคางแทบจะจมอก เมื่อกี้ทุกคนล้วนแสดงความคิดเห็นอย่างตื่นเต้น มีเพียงเด็กสาวคนนี้ที่ไม่พูดอะไรเลย
“ฉันถามความสมัครใจของพวกเธอ ฉันจะเคารพการตัดสินใจของพวกเธอ เธอไม่จำเป็นต้องขอโทษ”
อย่างไรก็ตาม คำพูดนี้ไม่ได้ปลอบโยนว่านฉีหยา กลับทำให้เธอรู้สึกแย่ลงไปอีก
ลู่จินกู้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงนั่งขัดสมาธิลง ราวกับเล่นมายากล เธอหยิบลูกอมมอลต์ออกมาสองอัน อันหนึ่งอมไว้ในปาก อีกอันหนึ่งยื่นให้ว่านฉีหยา
เด็กสาวรับไว้ แต่ไม่ได้กิน เห็นได้ชัดว่าเธอยังเศร้าอยู่
“ว่านหยา ฉันว่าเธอก็ชอบที่นี่มากใช่ไหม?” ลู่จินกู้นึกขึ้นได้ จึงตัดสินใจเริ่มต้นบทสนทนา
“แน่นอน หนูชอบที่นี่มาก” ว่านฉีหยาตอบอย่างรวดเร็ว “หนูชอบพี่สาว ชอบทุกคน หนูชอบทุกคนเลย!”
เด็กสาวเน้นย้ำคำพูดหลายครั้ง ราวกับกลัวว่าลู่จินกู้จะไม่เชื่อ
“ถ้าอย่างนั้น บอกฉันได้ไหม ว่าทำไมถึงไม่อยากเป็นชาวพาราไดซ์” ลู่จินกู้ถามพลางกะพริบตาอย่างสงสัย “ฉันแค่รู้สึกแปลกใจ ในเมื่อชอบ ทำไมถึงไม่อยากตั้งรกรากอยู่ที่นี่ล่ะ”
ว่านฉีหยาเม้มริมฝีปากล่างอย่างช้า ๆ “หนูต้องช่วยเหลือเผ่าของหนู หนู… หนูไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป”
เด็กสาวรู้สึกผิดอย่างมาก แต่แววตายังคงแน่วแน่ ลู่จินกู้เข้าใจในทันที
ลู่จินกู้หัวเราะออกมา มองคนที่กำลังรู้สึกท้อแท้และก้มหน้าอยู่ เธอยื่นมือออกไปขยี้ผมเด็กสาวเบา ๆ
“เด็กโง่ การเป็นชาวพาราไดซ์ ไม่ได้หมายความว่าเธอต้องอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิตสักหน่อย”
“อะไรนะคะ?” ว่านฉีหยาเบิกตากว้าง
“มันเป็นเรื่องธรรมดาไม่ใช่เหรอ?” เธอแบมือออก “ก็เหมือนกับลูกนกที่โตขึ้นก็ต้องออกจากรัง สัตว์เล็กที่โตแล้วก็ต้องออกไปผจญภัยข้างนอก เธอเป็นชาวพาราไดซ์ แต่เธอก็มีสิทธิ์ที่จะจากไปได้ตลอดเวลา แต่ไม่ว่าเมื่อไหร่ ตราบใดที่เธอยังเป็นชาวพาราไดซ์ ที่นี่ก็จะเป็นบ้านของเธอตลอดไป”
“หนู… ทำได้ จริง ๆ เหรอคะ” เสียงของว่านฉีหยาสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น
ลู่จินกู้เคี้ยวน้ำตาลในปากแตก เธอยิ้มกว้าง “แน่นอน ฉันพูดคำไหนคำนั้น และฉันสัญญากับเธอว่า เมื่อช่วยเหลือเผ่าของเธอออกมาแล้ว ถ้าพวกเขาเต็มใจ และตรงตามข้อกำหนดของชาวพาราไดซ์ พวกเขาก็สามารถมาตั้งรกรากที่นี่ได้เช่นกัน”
ดวงตาของว่านฉีหยาเบิกกว้างขึ้น น้ำตาไหลรินออกมา
ครู่ต่อมา เธอพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “หนูเต็มใจค่ะพี่สาว หนูเต็มใจเป็นชาวพาราไดซ์ค่ะ”
ลู่จินกู้สวมกอดเด็กสาว พร้อมกับลูบหลังเธอเบา ๆ เพื่อปลอบโยน ในขณะเดียวกันก็เปิดแผงควบคุม เลือกบ้านว่างหลังหนึ่ง เลื่อนลงมาที่ช่องผู้ใช้ ก่อนจะเลือกชื่อว่านฉีหยา แล้วกดยืนยัน
[ระบบแจ้งเตือน : ภารกิจที่สามเสร็จสมบูรณ์! เงื่อนไขการอัปเกรดสำเร็จ]
สายลมอ่อนโชยพัดผ่านทั่วทั้งเขตพาราไดซ์ โดยมีต้นไม้ยักษ์เป็นศูนย์กลาง…