เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 26 ไม่ควรลืมสถานะ (รีไรต์)
บทที่ 26 ไม่ควรลืมสถานะ (รีไรต์)
ทุกคนออกมาดูเหตุการณ์นี้อย่างสนอกสนใจ…
สายลมอุ่นพัดผ่านเขตพาราไดซ์ ต้นไม้ยักษ์ใจกลางเขตแดนผลิดอกชูช่ออย่างสวยงาม แม้ดอกที่ออกจะยังไม่บาน
ในจำนวนนั้นมีดอกตูมสองดอกที่ใหญ่กว่าดอกอื่น โอนเอนไปตามสายลม กลีบดอกที่ปิดสนิทค่อย ๆ บานออก
การเบ่งบานของดอกไม้เป็นภาพที่น่าอัศจรรย์ สำหรับพวกเขาอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน เมื่อเห็นดอกไม้สองดอกบานเต็มที่ พวกเขาก็ส่งเสียงร้องอย่างดีใจ
ลู่จินกู้เองก็อยากจะร้องออกมาเหมือนกัน แต่เป็นเพราะข้อความแจ้งเตือนจากระบบ
[เปิดใช้งานเขตพาราไดซ์ที่สอง จำนวนที่สร้างได้ในขณะนี้ 0/2]
เดิมทีเธอคิดว่าเมื่อพาราไดซ์ลงหลักปักฐานแล้ว จะไม่สามารถเคลื่อนย้ายได้ ใครจะไปคิดว่า เมื่อเลื่อนระดับถึงระดับสามแล้วจะมีฟังก์ชันนี้
วิธีสร้างเขตพาราไดซ์ที่สองก็ง่ายมาก เพียงแค่เด็ดกิ่งที่ออกดอกมาปักลงในตำแหน่งที่ต้องการก็เรียบร้อย
แม้ว่าเหตุผลจะต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่สายตาที่เธอมองดอกไม้สองดอกนั้นก็ร้อนแรงไม่ต่างจากคนอื่น ๆ
…
ยามค่ำคืนมาเยือน พาราไดซ์ที่เคยคึกคักมาตลอดทั้งวันกลับสงบเงียบ
ภายในห้องขัง นักโทษทั้งหกที่อ่อนล้าจากการทำงานหนัก ต่างพยายามฝืนไม่ให้ตัวเองหลับใหล
ผมสีน้ำตาลเป็นลอนสวยของหลุยซาคลายตัวลง ดวงตาคู่สวยมีรอยคล้ำปรากฏขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เธอขบกรามแน่น ก่อนจะพูดขึ้นว่า “ถ้ารู้ว่ายัยสารเลวนั่นมันเนรคุณ ฉันไม่น่าไปดีกับมันเลย!”
เหวินจีหัวเราะเยาะ “เมื่อก่อนยัยนั่นโง่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะโง่ตลอดไปหรอก หากสังเกตดูดี ๆ ก็ต้องมองออกอยู่แล้วว่าที่ผ่านมายัยนั่นเสแสร้ง”
“นายเข้าข้างใครกันแน่!!” หลุยซาโกรธจนหน้าแดง “อย่าบอกนะว่านายอยากจะมาให้อาหารหมูอยู่ที่นี่ไปตลอดชีวิต”
คำพูดของเธอทำให้คนอื่นๆ เห็นด้วย พวกเขาต่างพากันพูดว่า “ใช่ ๆ พี่เหวิน พวกเราก็ไม่รู้ว่ายัยนั่นไปหาของพวกนี้มาจากไหน ผมต้องคอยโกยขี้ไก่ทุกวัน กลิ่นติดตัวจนอาบน้ำก็ล้างไม่ออก!”
“งานปลูกผักก็ไม่ใช่จะง่าย ๆ นะ แค่พรวนดินก็ครึ่งค่อนวัน แถมเครื่องมือก็ไม่ได้เรื่อง ใช้พลังจิตก็ไม่ได้ มือพังหมดแล้วเนี่ย!”
“ที่มันเกินไปกว่านั้นก็คือ เธอทำกับข้าวเมนูใหม่ ๆ มาให้เราดูทุกวันไม่ซ้ำเลยนี่สิ”
เสียงกลืนน้ำลายดังลั่นตอบรับคำพูดนั้น
“ฮ่า ๆ ดูเหมือนทุกคนจะอดทนจนถึงขีดจำกัดแล้วสินะ” เหวินจีหัวเราะเยาะเย้ย
“ใช่แล้ว!”
“พี่เหวินต้องมีวิธีแน่ พวกเราควรทำยังไง?”
เหวินจีพิงกำแพง สายตาคมกริบจ้องมองโซ่ตรวน มุมปากค่อย ๆ ยกขึ้น “ใจเย็น ๆ อีกไม่นานก็จะได้เห็นผลลัพธ์แล้ว”
ทันใดนั้น หลุยซาก็ดูเหมือนจะนึกอะไรบางอย่างออก เธอจึงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเบา “เมื่อวานนายให้ฉันเอาของสิ่งนั้นให้นาย หรือว่านายวางแผนอะไรไว้แล้วงั้นเหรอ?”
“จิตใจของคนเรามักไม่รู้จักพอ” เหวินจีไม่ได้ตอบคำถามของเธอ กลับเอ่ยขึ้นลอย ๆ แล้วถอนหายใจราวกับกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง
หลุยซาเบ้ปาก แต่ในใจก็รู้สึกสงบขึ้นไม่น้อย
เธอนอนราบไปกับเตียงไม้แข็ง หายใจเข้าออกลึกโดยไม่รู้ตัว
แม้ว่าชีวิตในคุกจะลำบาก แต่เธอก็รู้สึกได้ว่าอากาศนั้นไม่ต่างจากในเขตแดนที่เข้ามาเลยสักนิด
ความรู้สึกสดชื่นยามหายใจ เป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้เธอทนอยู่กับชีวิตแบบนี้ได้
เธอเคยเดาไว้หลายครั้งว่าสถานที่ ๆ เหมือนสรวงสวรรค์แห่งนี้คือที่ใด?
ตอนนี้รู้แล้วว่าลู่จินกู้กำลังจะไปถึงจุดจบ หลุยซาก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มจินตนาการ
ในเมื่อยัยขยะนั่นยังทำได้ เธอก็ต้องมีโอกาสสิ
ถ้าหากสามารถครอบครองสถานที่มหัศจรรย์แห่งนี้ได้ ตระกูลลู่จะเป็นอะไรไป เธอจะต้องกลายเป็นแขกผู้มีเกียรติที่สุดของเจ็ดตระกูลใหญ่แห่งสหพันธ์
หลุยซาหลับไปพร้อมกับรอยยิ้มแห่งจินตนาการ
…
เมื่อดวงดาวสองดวงค่อย ๆ โผล่ขึ้น ลุงเฉินและคนอื่น ๆ ก็ตื่นขึ้น
พวกเขาค่อย ๆ ปรับตัวเข้ากับชีวิตในพาราไดซ์ได้แล้ว การใช้ชีวิตอย่างสงบสุข กินวันละสามมื้อ ทำงานเมื่อพระอาทิตย์ขึ้นและพักผ่อนเมื่อพระอาทิตย์ตกดิน กลับทำให้พวกเขารู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดในชีวิต
แต่วันนี้ไม่มีใครทำอาหารเช้า พวกเขาทั้งสิบคนมารวมตัวกันที่บ้านของลุงเฉิง
พวกเขานั่งล้อมรอบโต๊ะแปดเหลี่ยม สายตาทุกคู่จ้องมองสิ่งของที่อยู่บนโต๊ะราวกับคมมีด
มันคือหลอดแก้วขนาดเล็ก ภายในบรรจุของเหลวสีม่วงอ่อนเต็มไปหมด
“นี่คือสิ่งที่นักโทษคนนั้นเอามาให้ผม” ซาร์ท ชายหนุ่มร่างผอมบางผมหยิกฟูพูดขึ้น มุมปากของเขาเป็นเส้นตรง ดวงตาเป็นประกายโกรธ
“มันเสนอผลประโยชน์ให้ผมมากมาย คิดว่าแบบนี้จะทำให้ผมทรยศหัวหน้าได้งั้นเหรอ ฝันไปเถอะ!”
สามคำสุดท้ายเขาพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
คนอื่น ๆ ก็โกรธแค้นไม่ต่างกัน โจวต้ากล่าวด้วยน้ำเสียงเดือดดาลพลางกำหมัดแน่น “หัวหน้าให้ชีวิตที่ดีกับพวกเราแบบนี้ ใครที่กล้ามารุกราน นั่นคือศัตรูของพวกเรา!”
“ถูกต้อง!” ทุกคนเห็นด้วย
ใบหน้าที่เคยใจดีของลุงเฉิงตอนนี้เต็มไปด้วยความโกรธเกรี้ยว “หัวหน้าใจดีเกินไป งานอะไรพวกเราก็ทำได้ จะเก็บคนทรยศพวกนี้ไว้ทำไมกัน?!”
“ลุงเฉิงพูดถูก” ซาร์ทพูดพร้อมกับตบโต๊ะเสียงดัง “ถ้าหัวหน้าไม่ลงมือ พวกเราก็จัดการเอง”
“ฉันเห็นด้วย!”
“เห็นด้วย!”
“ความคิดดี!”
ทันใดนั้นเอง ทุกคนต่างรู้สึกตื่นเต้นและโกรธแค้น พวกเขาอยากจะคว้ามีดไปที่คุกในตอนนี้เลย
“ฉันไม่เห็นด้วยกับการทำแบบนี้”
เสียงใสกังวานที่ยังคงมีสำเนียงเด็กดังขึ้น ทำให้ทุกคนที่กำลังตื่นเต้นต้องชะงักไป
ลุงเฉิงกับว่านฉีหยาสบตากัน สายตาเย็นชา “ปกติหัวหน้าก็ดีกับเธอไม่ใช่น้อย แต่ตอนนี้เธอกลับคัดค้านที่พวกเราจะปกป้องเธอเหรอ?”
สายตาของทุกคนพลันเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์
อย่างไรก็ตาม ร่างเล็ก ๆ นั้นไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว ว่านฉีหยาพูดอย่างใจเย็น “ถ้าจำเป็น ฉันยอมสละชีวิตเพื่อปกป้องพี่สาว”
“แล้วทำไมเธอถึงคัดค้านล่ะ?” โจวต้าพูดอย่างรวดเร็ว “การปกป้องไม่ใช่แค่พูดปากเปล่าเท่านั้นนะ”
“พี่สาวใจดี ไม่ได้มองพวกเราเป็นทาส แต่พวกเราไม่ควรลืมสถานะของตัวเอง” เธอเม้มริมฝีปาก “ไม่ว่านักโทษพวกนั้นจะทำอะไร จะจัดการอย่างไร พี่สาวควรเป็นคนตัดสินใจ”
เธอค่อย ๆ กวาดตามองทุกคน สายตาที่สดใสทำให้ทุกคนหลบตาโดยไม่รู้ตัว
“อย่าลืมว่า พี่สาวให้พวกเรามาสร้างพาราไดซ์ ไม่ใช่ให้มายุ่งกับเรื่องที่ไม่ควรยุ่ง และไม่ใช่ให้เราตัดสินใจแทนเธอ”
คำพูดหนักแน่นของเด็กสาวตัวน้อย ทำเอาผู้ใหญ่ทั้งกลุ่มรู้สึกละอายใจขึ้นมา พวกเขาต่างก้มหน้าเงียบกันหมด
ซาร์ทดูไม่ค่อยพอใจนัก แต่ก็ได้แค่บ่นพึมพำอยู่คนเดียว สุดท้ายก็เงียบไป
ผ่านไปครู่หนึ่ง… ลุงเฉิงจึงถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะพูดขึ้นว่า “เฮ้อ เสี่ยวหยาพูดถูก พวกเราคงเหลิงกันไปหน่อย จนเกือบจะลืมฐานะของตัวเองไปซะแล้ว”
โจวต้าพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่แล้ว พี่เลี้ยงเคยบอกไว้ว่า ทาสไม่จำเป็นต้องมีความคิดเป็นของตัวเอง แค่ทำตามคำสั่งหัวหน้าก็พอแล้ว พวกเราไม่ควรตัดสินใจแทนหัวหน้า”
“งั้นเรื่องนี้ ผมควรทำยังไงดี?” ซาร์ทเกาหัว
“เล่าเรื่องทั้งหมดให้หัวหน้าฟังเถอะ” ลุงเฉิงเป็นคนตัดสินใจแทนเขา “ถ้าหัวหน้าตัดสินใจประหารนักโทษพวกนั้น พวกเราก็เป็นคนลงมือเอง อย่าไปทำให้หัวหน้าแปดเปื้อน”
“ได้ครับ พอหัวหน้าตื่นแล้ว ผมจะไปบอกทันที”
บรรยากาศกลับมาสงบสุขอีกครั้ง เมื่อครู่ทุกคนยังมองว่านฉีหยาเป็นศัตรู แต่ตอนนี้กลับพากันชมเธอไม่หยุดปาก
ขณะเดียวกันนั้น ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่ามีใครบางคนกำลังยืนแอบฟังบทสนทนานี้อยู่นอกหน้าต่าง…
เมื่อได้ยินสิ่งที่พวกเขาเหล่านั้นพูดคุยกัน อีธานจึงหันไปเอ่ยกับลู่จิน กู้ด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายลงเล็กน้อย “ความจงรักภักดีของพวกเขาไม่ใช่เรื่องโกหก ยินดีกับคุณลู่ด้วย พวกเขายอมสยบต่อคุณอย่างสมบูรณ์แล้ว”
ลู่จินกู้ได้ยินแบบนั้นก็ส่ายหัวปฏิเสธเบา ๆ “จริง ๆ แล้ว ฉันก็แค่ต้องการลูกจ้างเท่านั้นนะ”
ลู่จินกู้นึกคิดไปถึงสถานการณ์ในโลกปัจจุบันที่เธอจากมา เพราะสำหรับระบบทาสในประเทศจีนนั้นได้ละทิ้งไปนานแล้ว และถึงแม้ตอนนี้เธอจะอยู่บนดวงดาวที่มีการใช้ระบบทาส แต่เธอก็ไม่อยากได้มันเลยแม้แต่น้อย
เมื่อได้ยินเสียงพวกเขาที่อยู่ด้านในห้องต่างก็ชื่นชมว่านฉีหยา ลู่จิน กู้จึงพูดเบา ๆ ว่า “ไปกันเถอะ เดี๋ยวพวกเขาจะเห็นเข้า”
จากนั้นทั้งสองคนจึงเดินจากไปอย่างเงียบ ๆ
อีธานสังเหตเห็นสีหน้าของลู่จินกู้ผ่อนคลายลง จึงถามขึ้นว่า “สำหรับนักโทษพวกนั้นที่ยังไม่ยอมเชื่อฟัง คุณลู่จะจัดการยังไงครับ?”
“เฮ้อ…” ลู่จินกู้ได้แต่ถอนหายใจยาว
หากเป็นไปได้ เธอหวังว่ามือของเธอจะเปื้อนเลือดน้อยที่สุด
ทว่าความจริงกลับโหดร้าย เพราะถึงแม้เธอไม่คิดจะฆ่าใคร แต่ศัตรูกลับหมายปลิดชีพเธอครั้งแล้วครั้งเล่า
ลู่จินกู้เก็บซ่อนความลังเล ก่อนเอ่ยอย่างใจเย็น “รอจนกว่าจะได้สิ่งของนั้นมาก่อน… ฉันมีแผนการอยู่แล้ว”
ทันทีที่พูดจบ ลู่จินกู้รู้สึกได้ว่าอยู่ ๆ อีธานก็หันมามอง เธอจึงกะพริบตาด้วยความสงสัยพร้อมกับถามอีกฝ่ายว่า “มีอะไรเหรอ?”