เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 253 ความหมายของการเชื่อมพลังจิต
บทที่ 253 ความหมายของการเชื่อมพลังจิต
“อีฟเตรียมจะสารภาพรักกับกู้ตั๋วในวันเกิดเขางั้นเหรอ?” ลู่จินกู้ตกตะลึงไปทันที
เรื่องที่อีฟชอบกู้ตั๋วนั้น เธอพอจะคาดเดาได้อยู่แล้ว เพราะจากที่เจอกันหลายครั้งก่อนหน้านี้ เธอเห็นสายตาที่อีฟมองกู้ตั๋วก็รู้สึกได้ว่ามันไม่ใช่สายตาธรรมดา
ยิ่งไปกว่านั้น อีฟยังแสดงออกถึงความเป็นปฏิปักษ์กับเธอเล็กน้อย อาจเป็นเพราะกู้ตั๋วคอยดูแลเธออยู่เสมอ
เธอเองก็ไม่ใช่คนโง่ จึงเข้าใจความคิดของอีฟได้อย่างง่ายดาย
แต่จากการแสดงออกของกู้ตั๋วนั้น เขากลับดูไม่มีทีท่าว่าจะรู้สึกตัวเลยสักนิด แถมยังมีท่าทางเหมือนกับว่าในกองทัพไม่มีการแบ่งแยกชายหญิงเสียอีก
เมื่อนึกย้อนถึงวันแรกที่ทั้งสองได้พบกัน เขาก็ทำท่าดูถูกเธอว่าอ่อนแอ แต่พอถึงคราวต้องพาเธอออกจากหลุม เขาก็โอบเอวเธออย่างไม่คิดอะไรมาก เธอเลยเชื่อจริง ๆ ว่ากู้ตั๋วมองว่าเพื่อนร่วมรบนั้นสำคัญกว่าความสัมพันธ์ชายหญิงเสียอีก
ด้วยเหตุนี้ เธอจึงคิดว่า ต่อให้อีฟจะมีใจให้กู้ตั๋ว แต่ก็เป็นแค่การแอบรักเท่านั้น และเพราะตัวเธอเองก็ยังไม่ได้ชัดเจนกับความรู้สึกนี้ จึงไม่เคยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้สักเท่าไหร่
อีกอย่าง เธอไม่อาจควบคุมทุกสิ่งจากฟ้าดินได้ แล้วเธอจะไปบังคับไม่ให้ใครแอบรักใครได้อย่างไร?
แต่ใครจะคิดว่า ตอนนี้เธอกลับได้ยินว่าอีฟเตรียมจะลงมือสารภาพรักจริง ๆ
หรือว่ามีอะไรบางอย่างเกิดขึ้นในช่วงนี้ ทำให้อีฟมั่นใจว่าการแอบรักของเธออาจมีผลสำเร็จ?
จังหวะที่เธอเองก็เริ่มจะลงมือทำอะไรบางอย่างกับความรู้สึกของตนเองเช่นกัน แต่กลับต้องมารับรู้เรื่องนี้ เธอจึงขมวดคิ้วโดยไม่รู้ตัว
ทว่าแกรนต์ที่ไม่ได้สังเกตสีหน้าเล็กน้อยเหล่านั้นกล่าวอย่างตื่นเต้นว่า “ใช่แล้วครับ กลุ่มสื่อสารมีเพื่อนเก่าผมอยู่คนหนึ่ง เขาแอบบอกผมมาว่าทุกคนกำลังช่วยอีฟเตรียมการกันอยู่เลย”
“…” เธอได้แต่ยืนเงียบ ไม่รู้จะตอบสนองอย่างไร
ก่อนหน้านี้ เธอไม่เคยคิดจะฉลองวันเกิดให้กับกู้ตั๋วเลย แต่พอคำนวณเวลาดูแล้ว เธอก็พบว่ามันเหลือเพียงอีกไม่กี่วันเท่านั้น
แต่ถึงจะเร็วแค่ไหน เธอก็ไม่มีทางกลับไปถึงก่อนวันเกิดของเขาได้
เธอเม้มปาก รู้สึกใจว้าวุ่นขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
อีฟนั้นมีโอกาสใกล้ชิดกับเขาอยู่แล้ว ถ้าเกิดกู้ตั๋วมีท่าที ‘ลองคบดูก็ไม่เสียหาย’ แล้วตอบรับขึ้นมาจะทำอย่างไร?
เธอไม่มีวันทำเรื่องอย่างการแย่งคนรักใครได้แน่
แกรนต์พูดด้วยน้ำเสียงเหมือนกับว่า ‘ท่านหัวหน้าจะมีความสุขเสียที’ ‘พูดถึงเรื่องนี้ พวกเราก็รอมานานแล้ว ให้ท่านหัวหน้าได้คู่กับอีฟ ไม่นึกเลยว่าทั้งคู่จะอดทนกันขนาดนี้’
“พวกคุณ…พวกคุณอยากให้พวกเขาคบกันจริง ๆ เหรอคะ?” เธออดไม่ได้ที่จะถามออกมา
“ใช่แล้วครับ อีฟเป็นทหารหญิงที่งดงามที่สุดของกองทัพที่เจ็ด มีพลังจิตที่ไม่น้อยหน้าคนอื่น แถมยังเป็นคนที่หัวหน้าไว้วางใจที่สุดอีกด้วย เธอกับหัวหน้าช่างเหมาะสมกันทุกด้าน”
“…แล้วถ้ากู้ตั๋วไม่ได้ชอบอีฟล่ะ?”
“เป็นไปไม่ได้!” แกรนต์คัดค้านทันที “หัวหน้าเองก็ดูแลอีฟอย่างดีเหมือนกัน ทหารหญิงทั่วไปไม่มีทางได้ออกภารกิจเดี่ยว ๆ กับหัวหน้าบ่อยขนาดนั้นหรอกครับ”
เมื่อเห็นสีหน้าของลู่จินกู้ แกรนต์จึงเข้าใจไปว่าเธอรู้สึก ‘ไม่อยากจะเชื่อ’
เขาจึงยักไหล่พลางกล่าวว่า “พวกเราติดตามหัวหน้ามานานแล้ว ทหารหญิงคนเดียวที่หัวหน้าให้ความสนใจเป็นพิเศษก็คืออีฟนี่แหละ”
…เธอรู้สึกเจ็บปวดใจขึ้นมา
ลู่จินกู้ตัดสินใจหันหน้าหนี แสดงให้เห็นชัดเจนว่าไม่อยากสนทนาเรื่องนี้ต่อ
ทว่าด้วยความสนุกปาก แกรนต์ยังเผลอหลุดปากออกมาว่า “หัวหน้ามีพลังจิตที่ค่อนข้างเย็นชา ถ้าหากได้เชื่อมต่อพลังจิตกับอีฟที่พลังจิตออกไปทางอบอุ่น พวกเขาน่าจะเสริมกันได้ดี อนาคตพวกเราคงไม่ต้องเกร็งกับสีหน้าของหัวหน้าอีก”
แม้จะว้าวุ่นใจ แต่เธอก็ยังจับประเด็นสำคัญได้
“การเชื่อมต่อพลังจิตเกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องนี้คะ?”
แกรนต์นึกถึงคำเตือนของชวีเหิงทันที เขาจึงรีบปิดปากเงียบ
แต่ท่าทางเช่นนี้ยิ่งบ่งบอกว่ามีบางอย่างน่าสงสัย แล้วเธอจะปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไปได้อย่างไร?
ถึงจะรู้ว่าไม่ควรจะถามต่อ แต่ลู่จินกู้กลับมีไหวพริบ เธอออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเด็ดขาดว่า “นี่คือคำสั่งค่ะ”
สำหรับทหาร การเชื่อฟังคือหน้าที่อันสูงสุด แม้ว่าจะไม่มีข้อบังคับจากกฎของกองทัพพาราไดซ์โดยตรง แต่แกรนต์เองก็ไม่ใช่คนที่จะโกหกได้ง่าย ๆ ใบหน้าเขาแดงก่ำ แต่ก็ยังไม่สามารถหาข้ออ้างอันน่าเชื่อถือมาแก้ตัวได้
ลู่จินกู้ค่อย ๆ เดินหน้าไล่ต้อนทีละนิดจนแกรนต์ไม่มีทางหนี สุดท้ายเขาจึงต้องสารภาพออกมาตรง ๆ
“เมื่อหลายปีก่อน สหพันธ์ได้ออกกฎใหม่ข้อหนึ่ง ระบุว่าก่อนที่บุคคลจะตกลงสร้างความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิด พวกเขาจำเป็นต้องทำการเชื่อมต่อพลังจิตล่วงหน้าเพื่อให้แน่ใจว่าพลังจิตของทั้งสองฝ่ายจะไม่เกิดการปะทะกัน คุณอาจจะยังไม่ทราบ บางคนเกิดมามีพลังจิตที่ขัดแย้งกันโดยธรรมชาติ เมื่อก่อนพลังจิตของพวกเรายังไม่แข็งแกร่งเท่าปัจจุบัน เรื่องนี้จึงไม่ค่อยชัดเจนเท่าไหร่ แต่เมื่อประมาณห้าปีก่อน มีคู่รักระดับ A สองคน…ตอนที่พวกเขากำลังใกล้ชิดกันโดยไม่รู้ตัว ได้เกิดการเชื่อมต่อพลังจิตขึ้น พลังจิตทั้งสองเมื่อสัมผัสกันในช่วงที่อารมณ์กำลังถึงจุดสูงสุด จึงเกิดการปะทะและระเบิดขึ้นทันที”
แน่นอนว่าผลที่ตามมานั้นเลวร้ายมาก หลังจากเหตุการณ์นี้ สหพันธ์จึงเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้ และออกกฎดังกล่าวขึ้นหลังจากการประชุมหารือ
ตอนที่กฎนี้ถูกประกาศใช้ ตัวเธอในร่างเดิมเพิ่งถูกเนรเทศไปยังดาว 7133 และต้องใช้พลังทั้งหมดเพื่อเอาชีวิตรอด จึงไม่ได้มีเวลาสนใจข่าวสารจากสตาร์เน็ต
หลังจากที่เธอเข้ามาในร่างนี้ ความวุ่นวายในการพยายามมีชีวิตรอดอย่างมีศักดิ์ศรีทำให้เธอไม่มีเวลามาคิดเรื่องความรักหรือการแต่งงานเลย จึงไม่ได้ติดตามข่าวสารเก่า ๆ ย้อนหลัง
มันช่างเป็นเรื่องบังเอิญที่น่าขัน คนรอบตัวเธอไม่มีใครคิดเรื่องนี้ หรือไม่ก็คิดว่ามันเป็นความรู้ที่ทุกคนทราบกันอยู่แล้ว จึงไม่มีใครพูดถึงเรื่องนี้เป็นพิเศษ
และนี่ทำให้เธอเพิ่งได้รู้เป็นครั้งแรกว่า การเชื่อมต่อพลังจิตนั้นยังมีความหมายเช่นนี้ด้วย
แกรนต์คิดว่าไหน ๆ ก็อธิบายไปแล้ว เลยตัดสินใจพูดต่อ “การเชื่อมต่อพลังจิตทำให้ฝ่ายที่แข็งแกร่งกว่าสามารถควบคุมและยึดเอาชีวิตของฝ่ายที่อ่อนแอกว่าได้ในพริบตา ดังนั้นปกติจะทำกันเฉพาะระหว่างคนที่มีพลังจิตใกล้เคียงกัน และจะไม่เชื่อมต่อกับใครง่าย ๆ เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาเป็นคนสำคัญของกันและกันจริง ๆ แต่ที่สถาบันจัดหาคู่มีอุปกรณ์พิเศษเพื่อความปลอดภัย ทำให้แม้แต่คู่รักอิสระยังนิยมไปใช้เครื่องนี้เพื่อทดลองเชื่อมต่อพลังจิต สำหรับคนทั่วไป การเชื่อมพลังจิตจึงเป็นเรื่องเฉพาะระหว่างคนรักหรือคู่สมรสเท่านั้น”
เธอยิ่งฟังยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ จึงถามต่อ “หมายความว่าการเชื่อมต่อพลังจิตมีความหมายพิเศษสำหรับพวกคุณจริง ๆ ใช่ไหม?”
“…ใช่ครับ” แกรนต์ดูเขินอายขึ้นมา ก่อนจะยอมรับในที่สุด “ขอพูดแบบไม่ปิดบังนะครับ ตอนที่คุณขอให้พวกเราหกคนเชื่อมพลังจิตด้วยกัน พวกเรานี่…คือแบบ…”
จู่ ๆ เธอก็รู้สึกประหม่าขึ้นมา ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเธอเผลอทำให้เรื่องนี้กลายเป็นปัญหาขึ้นมาได้ พวกทหารผู้กล้าเหล่านี้ที่ไม่ถือโทษต่อหน้าเธอนั้น แสดงถึงความเคารพต่อกู้ตั๋วเป็นอย่างยิ่งจริง ๆ
เธออดหน้าแดงไม่ได้ และรีบก้มตัวขอโทษทันที “ขอโทษค่ะ ฉันไม่รู้มาก่อนเลยว่า…ว่าเรื่องนี้มีความหมายแบบนี้…”
“ไม่ ไม่เป็นไรครับ” แกรนต์เองก็รู้สึกประหม่าโดยไม่รู้ตัว “พวกเราก็ยอมรับได้ในภายหลังว่าเราทำไปด้วยความเต็มใจ”
คำพูดนั้นยิ่งทำให้บรรยากาศดูประหลาดมากขึ้น
“เอ่อ ฉันจะไปดูตรงนั้นหน่อยนะคะ” ลู่จินกู้ทนบรรยากาศที่น่าอึดอัดนี้ไม่ไหว จึงหาเหตุผลรีบเดินหนีไปทันที
เธอเลยพลาดได้ยินคำพูดพึมพำของแกรนต์ “แย่แล้วแย่แล้ว ชวีเหิงเคยเตือนว่าถ้าคุณหนูจินรู้ความจริงเข้า เธออาจจะเขินจนตีตัวออกหากจากพวกเราก็เป็นได้ แล้วตอนนี้จะทำยังไงดี?”
ขณะที่เธอแสร้งทำเป็นตรวจดูแนวกำแพง รอให้ความรู้สึกอึดอัดจางลง ความคิดก็เริ่มแจ่มชัดยิ่งขึ้น
เรื่องนี้เธอไม่รู้ แต่กู้ตั๋วจะไม่รู้ได้ยังไง?
หากเขาไม่ใส่ใจข้อบังคับนี้ หมายความว่าเขามองว่าการที่เธอเชื่อมต่อพลังจิตกับใครก็ตามเพื่อความสะดวกของภารกิจเป็นเรื่องที่ยอมรับได้งั้นเหรอ?