เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 254 อสูรทมิฬบุก
บทที่ 254 อสูรทมิฬบุก
หากเป็นเมื่อก่อน ลู่จินกู้อาจไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงรู้สึกไม่สบายใจ แต่ตอนนี้เธอรู้ดีแล้ว เพราะเธอเริ่มมีความรู้สึกที่พิเศษต่อกู้ตั๋ว เรื่องที่มีความหมายเป็นพิเศษแบบนี้ เธอจึงไม่อยากทำร่วมกับใครอื่น
เพียงแต่ว่า…
เธอถอนหายใจยาว เผยยิ้มพลางส่ายหัวเล็กน้อย
ด้วยนิสัยของกู้ตั๋ว เขาคงไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนแบบนั้น ก่อนหน้านี้เธอเคยบอกว่าการเคลื่อนย้ายพาราไดซ์ต้องใช้พลังจิตจำนวนมาก เขาจึงจัดทหารระดับ S หกคนมาให้ เพื่อให้สามารถใช้พลังได้เต็มที่
เชื่อเถอะ ถ้ามีทหารระดับ SS หรือระดับ 3S มากกว่านี้ เขาคงส่งคนที่แข็งแกร่งกว่านี้มาแน่นอน
ช่างเถอะ ช่างมันเถอะ เธอบอกตัวเองว่าอย่าคิดมาก คนที่เธอชอบมีบุคลิกแบบนี้จะทำอะไรได้ล่ะ? เอาเวลาไปกังวลเรื่องที่อีฟจะสารภาพรักจะดีกว่า
แต่กู้ตั๋วจะตอบตกลงหรือเปล่านะ?
ในขณะที่คิดถึงเรื่องนี้ ทันใดนั้นก็เกิดความเคลื่อนไหวขึ้นในหมอกดำ
แกรนต์รีบวิ่งมาข้างหน้า บังเธอไว้ด้านหลัง “มีอะไรบางอย่างกำลังเข้ามา คุณหนูจิน ระวังตัวด้วยครับ”
เสียง ‘โครม!’ ดังขึ้น
มีบางอย่างพุ่งเข้าชนกำแพงอย่างแรง
ทหารทุกคนอยู่ในตำแหน่งเตรียมพร้อม บนยอดกำแพงมีพื้นที่เพียงพอให้ยืนด้วยชุดเกราะจักรกลได้ และตราบใดที่พวกเขายังคงอยู่ในรัศมีของพาราไดซ์ หมอกพิษก็ไม่อาจทำอันตรายได้ ทำให้พวกเขาสามารถสู้ได้อย่างเต็มที่
แกรนต์เองแม้ไม่ได้เข้าร่วมการต่อสู้โดยตรง แต่เขาก็ขึ้นไปบนกำแพงเช่นกัน
เขาสวมชุดเกราะจักรกลสีน้ำเงินเข้ม แล้วจับยกลู่จินกู้ขึ้นวางบนไหล่ของเขา ชุดเกราะนั้นสูงกว่ากำแพงอยู่ระดับหนึ่ง เมื่อเธอยืนบนไหล่ของชุดเกราะจักรกล เธอจึงสามารถมองข้ามกำแพงออกไปจนเห็นภายนอกได้
แสงจากอาวุธเลเซอร์ส่องวาบสั้น ๆ ให้เห็นศัตรูที่เข้ามา
“เฮือก…” ลู่จินกู้ถึงกับตกใจ
นี่คืออสูรทมิฬที่น่าขยะแขยงที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา
ร่างกายขนาดมหึมาของอสูรทมิฬดูเหมือนจะถูกฉีกกระจายแล้วประกอบกลับเข้าด้วยกันอย่างหยาบ ๆ ดูน่าขยะแขยงเป็นที่สุด
เธอสังเกตว่าพวกมันไม่ได้ถูกห่อหุ้มด้วยหมอกดำ ซึ่งมันทำให้เธอนึกถึงพวกเผ่าว่านฉี
พวกเขาถูกมลพิษหลอมรวมเข้ากับร่างกายอย่างสมบูรณ์ แม้แต่พลังชำระล้างของพาราไดซ์ก็ไม่อาจกำจัดได้
ดังนั้น เมื่ออสูรทมิฬเหล่านี้พุ่งชนกำแพงเมือง จึงไม่มีสีหน้าแสดงความเจ็บปวดใด ๆ
โชคดีที่กำแพงพาราไดซ์แข็งแกร่งเพียงพอ มิฉะนั้นหากพวกมันบุกเข้ามาได้ ก็คงจะเป็นการต่อสู้ที่ยากเย็นแน่นอน
ทว่าในตอนนี้ นักรบทั้งหลายสามารถต่อสู้ได้อย่างสะดวก พวกเขามีความคุ้นเคยกับการประสานงานกันมาเป็นอย่างดี ไม่ต้องกังวลเรื่องการป้องกันมากนัก ทำให้สามารถกำจัดอสูรทมิฬทั้งหมดที่อยู่ด้านล่างได้อย่างรวดเร็ว
หากเป็นสนามรบอื่น แม้จะสังหารอสูรทมิฬลงได้ แต่การจัดการกับซากศพก็เป็นเรื่องยาก หากจัดการช้าเกินไป ก็อาจกลายเป็นแหล่งมลพิษใหม่ขึ้นได้ในไม่กี่นาที
และหากรีบเข้าไปจัดการซากศพ ก็ต้องระวังการโจมตีจากศัตรูที่อาจซุ่มโจมตีระหว่างที่กำลังจัดการกับศพ
สรุปแล้ว ในสนามรบของจักรวาล งานเก็บกวาดหลังการต่อสู้นั้นไม่ใช่เรื่องปลอดภัย ในทางกลับกัน การปฏิบัติภารกิจนี้มีอัตราการเสียชีวิตสูงมาก ไม่ว่าจะเป็นการถูกมลพิษจากศพที่มีพิษร้าย หรือการถูกซุ่มโจมตีขณะเก็บกวาดศพ ล้วนเสี่ยงถึงชีวิตทั้งสิ้น
แต่ในตอนนี้…แม้แต่แกรนต์ก็ยังอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “นี่คงเป็นการต่อสู้ที่ง่ายที่สุดในชีวิตของผมแล้วล่ะ”
ศพของอสูรทมิฬไม่จำเป็นต้องสนใจ ปล่อยให้กองพะเนินอยู่ข้างกำแพงก็ไม่เป็นไร เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ลู่จินกู้ต้องการ เธอสามารถยกระดับพาราไดซ์ขึ้น และซากศพเหล่านี้จะถูกชำระล้างจนไม่เหลือแม้แต่เศษ
อย่างไรก็ตาม เมื่อการต่อสู้บนพื้นดินเพิ่งจะสิ้นสุดลง เสียงเคลื่อนไหวก็แว่วมาจากท้องฟ้า
แกรนต์หรี่ตามองก่อนจะยกฝ่ามืออันใหญ่โตของชุดเกราะขึ้น “คุณหนูจิน รีบหาที่หลบก่อนเถอะ การโจมตีจากบนฟ้านั้นกำแพงไม่สามารถต้านทานได้ครับ”
เหล่านักรบจับคู่กันเป็นทีมสองคนทันที สายตาจับจ้องท้องฟ้าด้วยความระมัดระวัง
บริเวณเหนือศีรษะนี้ หมอกดำได้ถูกพาราไดซ์ชำระล้างจนใสสะอาดแล้ว ทำให้ทุกคนมองเห็นเงาของอสูรทมิฬขนาดมหึมาที่พุ่งออกมาจากหมอกได้อย่างชัดเจน
ลู่จินกู้เงยหน้าขึ้นมองอย่างสงบ ก่อนจะเอ่ยขึ้นเบา ๆ “ดูไปก่อนค่ะแล้วค่อยว่ากัน”
แกรนต์รู้สึกกระวนกระวาย แม้ว่าเครื่องจักรกลจะสามารถต่อสู้ทางอากาศได้ แต่ความคล่องตัวของมันย่อมไม่อาจเทียบกับสิ่งมีชีวิตที่เกิดมาเพื่อบินได้ เขายังไม่อาจมั่นใจได้ว่าการโจมตีจากเบื้องบนจะถูกป้องกันได้อย่างสมบูรณ์ หากมีการโจมตีหนึ่งตกลงมาใกล้ลู่จินกู้ เธออาจจะ…
แต่ช่างเถอะ ไม่ว่าอย่างไรเขาต้องปกป้องเธอให้ได้ นั่นคือคำสั่ง
พลังจิตของแกรนต์ถูกปล่อยออกมาอย่างรวดเร็ว สร้างเป็นเกราะป้องกันเย็นเฉียบขึ้นรอบตัว
ในวินาทีถัดมา อสูรทมิฬบนฟ้าพลันกรีดร้องเสียงแหลมก่อนจะพร้อมใจกันโจมตีลงมา
การโจมตีที่แฝงด้วยกลิ่นเหม็นคละคลุ้งนั้นราวกับถาโถมลงมาทั่วฟ้า
แกรนต์ตะโกนเสียงดังลั่น “ทุกคนเตรียมพร้อม! ทำงานที่กำลังไฟสูงสุด!”
สิ้นเสียงคำสั่งนั้นเอง แสงสีเขียวอ่อนพลันปรากฏขึ้นรอบต้นไม้ยักษ์ ก่อลำแสงสีเขียวใสแผ่กระจายออกไปอย่างรวดเร็ว
เสียงปะทะ ‘ปัง ปัง ปัง!’ ดังขึ้น
การโจมตีของอสูรทมิฬถูกเกราะโปร่งแสงสกัดกั้นไว้ได้อย่างหมดจด
พลังชำระล้างของพาราไดซ์ไม่สามารถทำอะไรอสูรทมิฬที่ถูกดัดแปลงได้ แต่เมื่อการโจมตีซึ่งเต็มไปด้วยพิษเหล่านั้นปะทะกับพลังของพาราไดซ์ก็เกิดปฏิกิริยารุนแรงขึ้นทันที การโจมตีถูกขับออกไปและสลายกลายเป็นหมอกบางในเวลาไม่นาน เกราะโปร่งแสงที่สั่นไหวนั้นจึงค่อย ๆ จางหายไปจากสายตาของทุกคน
แกรนต์เพิ่งเคยเห็นศักยภาพการป้องกันทางอากาศของพาราไดซ์เป็นครั้งแรก เขาอุทานด้วยความทึ่ง “หัวหน้าคงคิดมากเกินไปแล้ว แค่ให้คุณมีเวลาพอใช้ทักษะ ใครจะกล้าทะลวงการป้องกันของคุณได้”
“ชมเกินไปแล้วค่ะ” ลู่จินกู้ยิ้มอย่างพอใจเมื่อเห็นว่าพาราไดซ์สามารถต้านการโจมตีได้ “ถ้าไม่มีพวกคุณช่วย ฉันก็คงไม่สามารถสร้างที่นี่ขึ้นมาได้รวดเร็วขนาดนี้”
“หัวหน้า! อสูรทมิฬเปลี่ยนรูปแบบการโจมตีแล้ว!” ทหารคนหนึ่งตะโกนขึ้น
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นไปมอง และก็พบว่าเป็นเช่นนั้นจริง อสูรทมิฬเหล่านั้นเมื่อพบว่าการโจมตีจากระยะไกลไร้ผล ก็พุ่งตัวสูงขึ้นไปในอากาศ แล้วหุบปีกลง ราวกับกลายเป็นกระสุนปืนใหญ่ที่พุ่งตรงดิ่งสู่พื้นดิน
ร่างกายของอสูรทมิฬไม่ได้เหมือนสิ่งมีชีวิตธรรมดา มันแข็งแกร่งจนแม้ตกจากที่สูงก็ไม่เกิดอันตราย แต่แรงกระแทกที่พวกมันก่อให้เกิดนั้นรุนแรงไม่ใช่เล่นเลยทีเดียว
แกรนต์มองไปทางลู่จินกู้ และยังคงเห็นสีหน้าเยือกเย็นของเธอ จึงสงบใจและไม่โวยวายออกมา
เพียงชั่วพริบตา อสูรทมิฬเหล่านั้นก็ลดระดับลงจนเทียบเท่าความสูงของต้นไม้ยักษ์
เสียงระบบแจ้งเตือนก็ดังขึ้นพร้อมกัน
ทันใดนั้น เถาวัลย์บนต้นไม้ยักษ์ก็เหมือนจะมีชีวิตขึ้นมา มันพุ่งออกมาอย่างรวดเร็วราวกับอสรพิษที่แฝงความฉลาด ไขว้ไปมาจนพันธนาการเหล่าอสูรทมิฬที่กำลังดิ่งลงมาด้วยความเร็วสูงไว้ได้อย่างแน่นหนา
จากนั้นเถาวัลย์ก็ดึงกลับไปพร้อมกัน ทำให้อสูรทมิฬเหล่านั้นถูกมัดแน่นอยู่กับต้นไม้ยักษ์
พลังชำระล้างของพาราไดซ์ไม่สามารถทำอะไรกับพวกมันได้ แต่ตอนนี้อย่างน้อยอสูรทมิฬก็ขยับตัวไม่ได้เลย แม้แต่จะส่งเสียงก็ยังทำไม่ได้ เพราะปากของพวกมันถูกเถาวัลย์ปิดไว้สนิท
“นี่เป็นวิธีป้องกันที่ยอดเยี่ยมจริง ๆ!” แกรนต์เอ่ยชมอีกครั้งด้วยความทึ่ง
ลู่จินกู้ยิ้มเล็กน้อยเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ครั้งนั้น ตอนที่เธอสร้างตลาดขึ้นมาอย่างรีบเร่ง แล้วกู้ตั๋วต้องกระโดดลงมาจากแคปซูลหนีภัยที่พุ่งจากท้องฟ้า
หากไม่ใช่เพราะฟังก์ชันนี้ของต้นไม้ยักษ์ในพาราไดซ์ ครั้งนั้นกู้ตั๋วคงไม่รอด หรืออย่างน้อยก็ต้องได้รับบาดเจ็บสาหัส
เหตุการณ์นี้พิสูจน์ได้ว่าฟังก์ชันของต้นไม้ยักษ์ไม่ได้มีไว้แค่ช่วยชีวิตเท่านั้น แต่ยังเป็นอาวุธรับมือศัตรูที่ยอดเยี่ยมอีกด้วย
หลังจากการโจมตีจากทั้งอากาศและพื้นดินล้มเหลว หมอกดำรอบด้านก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง ลู่จินกู้เงยหน้าขึ้นมอง แต่สายตาก็ไม่อาจทะลุผ่านหมอกหนาได้ เธอจึงเอ่ยขึ้นอย่างสงบ “พักกันสักหน่อยเถอะค่ะ บางทีพวกมันอาจจะกลับมาโจมตีอีกในไม่ช้านี้”