เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 27 ใช้ไม้เด็ดของมันจัดมันเสียเอง (รีไรต์)
- Home
- เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่
- บทที่ 27 ใช้ไม้เด็ดของมันจัดมันเสียเอง (รีไรต์)
บทที่ 27 ใช้ไม้เด็ดของมันจัดมันเสียเอง (รีไรต์)
ทว่าอีธานเพียงยกมุมปากขึ้นเล็กน้อย “เมื่อครู่ คุณลู่พูดเหมือนกับหัวหน้ากู้ไม่มีผิดเลยครับ”
ตัวเธอเหมือนกู้ตั๋วงั้นเหรอ?
ลู่จินกู้อึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่นี้เธอเพิ่งจะเคยเห็นรอยยิ้มของอีธาน
ช่างหาดูได้ยากเย็นนัก!
พอถึงเวลาที่ลู่จินกู้ตื่นนอนเป็นประจำ ซาร์ทก็มาหาเธอตามคาด “หัวหน้าครับ นักโทษที่ชื่อเหวินจีตอนที่พวกเราให้อาหารหมู เขาแอบเอาสิ่งนี้ให้ผมครับ” เขาทั้งกังวลและหวั่นใจ กลัวว่าจะถูกตำหนิ
แต่ลู่จินกู้เตรียมใจไว้แล้ว จึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างเฉยเมย “เขาต้องการให้นายทำอะไร?”
“เขาบอกให้ผมหาโอกาสเอาสิ่งนี้ไปไว้บนตัวหัวหน้า แล้วกดปุ่มนี้ก็เสร็จเรียบร้อยครับ” ซาร์ทรายงานอย่างละเอียด
“เขายังบอกอีกว่า แค่ผมทำตามก็จะให้เงินที่ใช้ตลอดชีวิตไม่หมด และจะพาผมไปอยู่ที่ดาว 584 แถมอนาคตครอบครัวของผมก็จะได้ไปอยู่ที่นั่น ได้ไปเรียน ไปทำงานที่ดาว 584 อีกด้วยครับ”
“ข้อเสนอน่าสนใจดีนี่”
ดูท่าเหวินจีอยากจะฆ่าเธอให้ตายคามือจริง ๆ แต่ซาร์ทกลับตอบอย่างไม่ลังเลเลยสักนิด “ผมไม่สนใจหรอกครับ ถึงดาว 584 จะดีแค่ไหน แต่ถ้าต้องไปเป็นทาสคนอื่น บนโลกนี้จะมีนายหญิง…เอ่อ นายจ้างที่ไหนจะดีไปกว่าหัวหน้าอีกครับ”
อยู่ ๆ เขาก็เหมือนนึกได้ว่าลู่จินกู้ไม่ชอบให้ใครเรียกว่านายหญิงจึงรีบเปลี่ยนคำพูดแทบไม่ทัน
แต่เธอก็ดูออก ซาร์ทมองว่า นายจ้างกับนายหญิง มันก็แค่คำเรียกที่ต่างกัน ความหมายในใจเขามันเหมือนกันนั่นแหละ
เรื่องนี้ทำให้เธอรู้สึกจนใจอยู่ไม่น้อย แต่ก็รู้ดีว่าการจะเปลี่ยนความคิดแบบนี้ได้ มันต้องใช้เวลาและโอกาส คงไม่ใช่เรื่องที่จะทำได้ในชั่วข้ามคืน
ดังนั้นเธอจึงได้แต่พยักหน้า “เรื่องนี้นายทำได้ดีมาก”
จากนั้นจึงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้เขา
“เอาสิ่งนี้ไปหาป้าเจี่ย รับเนื้อหนึ่งชั่ง*[1] ข้าวห้าชั่ง แล้วก็ผักหนึ่งตะกร้าเป็นรางวัลละกัน”
ซาร์ทไม่ได้รับการตำหนิ แถมยังได้รางวัลมากมายขนาดนี้ จึงรีบไปอย่างอารมณ์ดี
หลังจากที่เล่าเรื่องทั้งหมดให้ทุกคนฟัง ว่านฉีหยาก็ถามขึ้นอย่างฉลาดว่า “นายเพิ่งเล่าเรื่องทั้งหมดจบ พี่สาวก็ให้รางวัลนี้กับนายเลยเหรอ”
“ใช่แล้ว” ซาร์ทลูบกระดาษแผ่นนั้นอย่างทะนุถนอม “จริง ๆ แล้วอาหารที่แจกให้ทุกวันก็เพียงพอแล้ว ผมคิดว่าจะเก็บกระดาษแผ่นนี้ไว้ เพราะนี่เป็นลายมือของหัวหน้าเชียวนะ!”
หลายคนต่างมองด้วยความอิจฉา
แต่คนที่รู้สึกตัวก่อนกลับเป็นโจวต้า “โชคดีที่พวกเราทำแบบนี้ หัวหน้ารู้เห็นทุกสิ่งจริง ๆ”
“หมายความว่าไง?” ซาร์ททำหน้างง
“กระดาษรางวัลถูกเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว เห็นได้ชัดว่าหัวหน้ารู้เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอย่างดี”
พอได้ยินแบบนั้น ทุกคนก็ตกตะลึง แต่พวกเขากลับไม่รู้สึกว่ามีปัญหาอะไร ตรงกันข้ามพวกเขากลับยิ่งเคารพยำเกรงลู่จินกู้มากขึ้นไปอีก
…
เหวินจีและคนอื่น ๆ ก็เริ่มงานในวันนี้ เขาและหลุยซากำลังทำงานอยู่ในเล้าหมู ทั้งคู่ก้มหน้าก้มตาทำความสะอาดพื้น แต่ทั้งสองก็ยังเงี่ยหูฟังเสียงเฮฮาจากบ้านพักอยู่ตลอดเวลา
อย่างไรก็ตาม แม้แดดจะร้อนเปรี้ยง แต่ภายในพาราไดซ์ก็ยังคงเงียบสงบ
“คนที่นายส่งไปไว้ใจได้จริงรึเปล่า?” หลุยซาอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามเสียงเบา
“อู๊ด ๆๆ”
เหวินจีไม่ได้สนใจหลุยซา กลับเป็นหมูหลายตัวที่ร้องเรียกเธอ ทำให้หลุยซาขมวดคิ้วด้วยความรังเกียจก่อนจะเดินหลบไป
เธอกำลังจะถามอีกครั้ง ก็ได้ยินเสียงผู้คนโห่ร้องดังขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
หรือว่าพวกเขาจะสำเร็จแล้ว!
ทั้งสองเงยหน้าขึ้นพร้อมกัน มองด้วยความหวัง
วินาทีต่อมา สีหน้าของหลุยซาก็เปลี่ยนไป!
เหวินจีหรี่ตาลง มองบุคคลที่ขี่ม้านำหน้ามา สีหน้าเขายังคงเรียบเฉย ไม่มีท่าทีประหลาดใจแม้แต่น้อย
ลู่จินกู้หยุดยืนอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มจาง ๆ “ดูเหมือนนายจะไม่แปลกใจเลยนะ”
“แพ้ก็คือแพ้ ครั้งนี้ฉันพลาดเอง” เหวินจีแสยะยิ้ม “แต่เธอจะทำอะไรฉันได้ล่ะ? อย่าลืมว่าฉันเป็นคนของคุณชายรอง หากพวกเราขาดการติดต่อกันนานขนาดนี้ คนของตระกูลลู่ คงกำลังเดินทางมาแล้วล่ะ”
เขาเลียริมฝีปาก ก่อนจะพูดว่า “แค่ระดมยิงปืนใหญ่รอบเดียวก็ไม่รู้ว่า เธอจะยังมีชีวิตรอดอยู่หรือเปล่า? น่าเสียดายถ้าตายตอนนี้ก็เร็วไปหน่อยนะ”
สีหน้าของลุงเฉิงและคนอื่น ๆ เปลี่ยนไป พวกเขาตกใจกับคำพูดนี้
จริงอยู่ที่ชีวิตการเป็นอยู่ในพาราไดซ์นั้นสวยงามจนไม่น่าเชื่อ แต่ก็ดูบอบบางเช่นกัน
ท้ายที่สุดแล้ว นอกจากรั้วที่สร้างขึ้นเพื่อความสวยงามมากกว่าประโยชน์ใช้สอย แม้ว่ามันจะขยายใหญ่ขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์เมื่อระดับสูงขึ้น พาราไดซ์ก็ไม่มีอะไรที่เหมือนกับเมืองพันธมิตรอื่น ๆ เลย ไม่ว่าจะเป็นเกราะป้องกัน พลังงานปืนใหญ่จากพื้นสู่อากาศ หรือสิ่งอื่น ๆ
“ฮ่าๆๆ…”
เสียงหัวเราะดังก้องขัดจังหวะบรรยากาศตึงเครียด
ลู่จินกู้กล่าวอย่างใจเย็นว่า “ฉันไม่รู้ว่าตระกูลลู่จะมาหรือไม่ แต่ยังไงซะนายก็ไม่มีวันได้เห็นวันนั้นหรอก”
เธอหยิบวัตถุทรงกระบอกออกมา
หลุยซาเห็นแบบนั้นก็ถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความหวาดกลัว
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเธอเช่นนั้น ก็พอจะเดาได้ว่าสิ่งนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ แม้แต่เหวินจีที่สุขุมมาตลอด เปลือกตาก็ยังกระตุก
“ต่อให้นายเป็นคนของลู่หงต้าแล้ว” เธอโบกมือ “อย่าบอกนะว่าฉันจะต้องแยแสด้วย” ซาร์ทและคนอื่น ๆ ที่ได้รับคำสั่งมาแล้ว ต่างก็รุกเข้าไปหาเหวินจี
แน่นอนว่าเขาไม่ยอมนิ่งเฉย พลังจิตของอีธานก็ถูกปล่อยออกมาเช่นกัน หากวัดกันที่ระดับแล้ว ทั้งสองคนแทบไม่ต่างกัน แต่หากพูดถึงเทคนิคการควบคุม เหวินจีเทียบกับอีธานไม่ได้เลย เพียงแค่ปะทะกันครั้งเดียว เขาก็ถูกสยบไว้ได้ทันที
แม้ว่าเขาจะยังคงต่อต้านได้บ้าง แต่ก็ไม่อาจรับมือกับคนอื่นได้อีก
ในที่สุดเพชฌฆาตวิปริตอย่างเขาก็ถูกกดลงกับพื้นอย่างน่าอับอาย ไร้ซึ่งท่าทางสงบนิ่งอีกต่อไป เขาพยายามดิ้นรนพร้อมส่งเสียงลั่น
“ลู่จินกู้ เธอกล้าทำกับฉันอย่างนี้เหรอ! คุณชายรองไม่มีทางปล่อยเธอไปแน่!”
“ล้อเล่นเกินไปแล้วมั้งเนี่ย เพราะต่อให้ฉันไม่ทำอะไร เขาก็ไม่ปล่อยฉันอยู่ดี” ลู่จินกู้ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
ระหว่างที่พูด คนสี่คนที่ถูกส่งไปใช้แรงงานในฟาร์มไก่และไร่นาก็ถูกต้อนมา พวกเขายังคงมีสีหน้าสับสน แต่เมื่อเห็นภาพตรงหน้า สีหน้าของทุกคนก็เปลี่ยนไป
ดวงตาของเธอเย็นชาเยียบราวน้ำแข็ง เธอเหลือบมองคนเหล่านั้นอย่างเย็นชาและพูดอย่างแผ่วเบาว่า “วันนี้ให้พวกนายดูว่า หากไม่เชื่อฟังแล้วจะเป็นยังไง?!”
พูดจบเธอก็ก้าวไปข้างหน้า
ลุงเฉิงพูดเสียงเบาว่า “หัวหน้า ปล่อยให้พวกเราจัดการเถอะครับ”
ลู่จินกู้สบตาลุงเฉิง พบว่าแววตาของเขากับคนอื่น ๆ ล้วนเต็มไปด้วยความห่วงใย เห็นได้ชัดว่าไม่ว่าจะให้ใครจัดการเรื่องนี้ พวกเขาก็ไม่มีทางปฏิเสธ
ปลายใจที่เย็นเฉียบพลันอบอุ่นขึ้น น้ำแข็งในดวงตาของเธอก็ค่อย ๆ ละลาย เธอเผยยิ้มบาง ๆ “ไม่เป็นไรหรอก ฉันทำได้…”
การจะเอาตัวรอดในดินแดนแห่งดวงดาวที่คนแข็งแกร่งรังแกคนอ่อนแอเช่นนี้ เธอไม่อาจหลบซ่อนอยู่เบื้องหลังผู้อื่นได้ตลอดไป
กู้ตั๋วพูดถูก...
อยากมีชีวิตอยู่ ก็ต้องพึ่งพาตนเอง!
เธอสูดหายใจเข้าลึก ก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง เผชิญหน้ากับคำสาปแช่งของเหวินจี กดวัตถุทรงกระบอกในมือลงบนต้นคอของเขาแน่น
นิ้วหัวแม่มือออกแรงกดเพียงนิด ได้ยินเสียง “คลิก” ดังเบา ๆ เข็มฉีดยาปลายแหลมที่ซ่อนอยู่ด้านในดีดตัวออก ของเหลวสีม่วงอ่อนถูกฉีดเข้าสู่ร่างกายของเขาในชั่วพริบตา
เธอซ่อนมือที่สั่นเทาเล็กน้อยไว้ด้านหลังอย่างแนบเนียน เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เอาล่ะ ปล่อยเขาได้”
ซาร์ทก้าวถอยหลังทันที พร้อมกับคนอื่น ๆ ยืนเป็นกำแพงมนุษย์ขวางอยู่เบื้องหน้าเธอ
ในวินาทีต่อมา เสียงร้องอันโหยหวนราวกับไม่ใช่มนุษย์ก็ดังขึ้น เหวินจีกุมศีรษะแน่น ไม่นานก็เอาศีรษะโขกกับพื้นเสียงดังสนั่น เส้นเลือดบนหน้าผากและลำคอปูดโปนด้วยความเจ็บปวด ใบหน้าที่เดิมทีดูคมคาย กลับบิดเบี้ยวจนน่ากลัว
ถึงแม้จะเตรียมใจไว้แล้ว และเดาได้ว่าของเหลวนั่นไม่น่าจะเป็นสิ่งดี แต่เธอก็ยังอดตกใจไม่ได้ เธอพยายามอย่างหนักที่จะไม่วิ่งหนี แต่ก็ไม่อาจละสายตาไปได้ จึงได้แต่ถามด้วยน้ำเสียงเบา ๆ ว่า
“นี่มันอะไรกันแน่” ที่ไม่ได้ถามก่อนหน้านี้ เพราะกลัวว่าถ้ารู้แล้วจะไม่กล้าลงมือ
อีธานตอบกลับในทันทีว่า “นี่คือน้ำยาสลายพลังจิต โดยทั่วไปจะใช้กับอาชญากรที่มีพลังจิตเข้มแข็งและควบคุมได้ยาก”
ลู่จินกู้ขมวดคิ้ว “แต่พลังจิตของฉันแค่ระดับ F จะสลายหรือไม่สลายมันจะมีความหมายอะไร?”
อีธานเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะเลือกเหตุผลที่เหมาะสมที่สุด “ไม่ว่าระดับใด การใช้น้ำยาสลายพลังจิตจะทำให้เกิดความเจ็บปวดอย่างมาก”
ทว่าในหูกลับดังคำสั่งของกู้ตั๋ว ‘อย่าเพิ่งให้เธอรู้เรื่องพลังจิตของตัวเอง’ ได้แต่เอ่ยคำขอโทษในใจ
*[1] ชั่ง : ชื่อมาตราชั่งตามวิธีแบบจีน มีน้ำหนักเท่ากับ 600 กรัม คือเป็นครึ่งหนึ่งของชั่งไทย