เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 271 ภารกิจครั้งนี้นับว่าล้มเหลว
บทที่ 271 ภารกิจครั้งนี้นับว่าล้มเหลว
ไม่แน่ใจว่า ‘เหตุผลเพื่อป้องกันตัว’ ของลู่จินกู้นี้จะทำให้ระบบเชื่อหรือไม่
แต่เมื่อเธอนำทหารพาราไดซ์หนึ่งบุกเข้าไปยังศูนย์วิจัยผ่านทางเดินนั้น ระบบพาราไดซ์ก็ไม่ได้แสดงการต่อต้านใด ๆ
แผนการบุกกลับในครั้งนี้ได้ผลเกินคาด
ต้าฉือจวิ้นไทไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะย้อนกลับมาอีกครั้ง และการที่ทหารพาราไดซ์เปิดฉากบุกโจมตีครั้งแรก (ลู่จินกู้ยืนยันว่าเป็นการป้องกันตัว!) ก็ทำให้เกิดความประทับใจได้อย่างน่าทึ่ง เพราะแม้ว่าแหล่งวิจัยจะได้เปรียบด้านทำเล แต่ก็ถูกยึดได้อย่างรวดเร็ว
ต้าฉือจวิ้นไทที่มีพลังจิตสูงพยายามพาน้องชายและลูกน้องที่ไว้ใจได้บางคนหนีไป แต่ลู่จินกู้ไม่ยอมปล่อยให้เขาหนีรอดไปอีกครั้ง จึงสั่งให้ทหารพาราไดซ์กลุ่มหนึ่งไล่ตามอย่างไม่ลดละ
คราวนี้โชคอยู่ข้างเธอ เมื่อหัวหน้าทีมวิจัยทุกคนถูกใส่ตรวนควบคุมไปแล้ว สถานการณ์ก็เริ่มอยู่ในความสงบ
เมื่อเธอพาตัวนักโทษหลายคนกลับมายังพื้นที่พาราไดซ์บนพื้นดิน ภาพที่เห็นกลับทำให้เธอต้องตกใจ
ด้านนอกกำแพงเมืองมีซากศพอสูรทมิฬกองซ้อนกันจนสูงถึงสองในสามของกำแพง ดูคล้ายทะเลสีดำที่ทอดยาวเป็นชั้นหนา
แต่โชคดีที่สิ่งก่อสร้างของระบบพาราไดซ์มีคุณภาพสูง แม้จะผ่านการสู้รบที่ดุเดือด แต่กำแพงก็ทนทานและไม่ได้รับความเสียหายรุนแรง
ลู่จินกู้เองก็รู้สึกขอบคุณที่ตอนสร้างกำแพงเลือกใช้สิ่งก่อสร้างระดับสูง
ทหารที่เฝ้าอยู่ในฐานไม่ได้สูญเสียใด ๆ แต่การต่อสู้นานหลายชั่วโมงกับอสูรทมิฬที่ดูเหมือนจะไม่มีวันหมดสิ้นนั้นสร้างแรงกดดันทางจิตใจอย่างมหาศาล ราวกับว่าอยู่บนเรือเล็กท่ามกลางทะเลคลั่ง
เมื่อลองถามดู พวกเขาก็กล่าวว่าการต่อสู้นี้สิ้นสุดลงเมื่อไม่กี่นาทีก่อน คำนวณเวลาดูแล้ว น่าจะตรงกับช่วงที่พวกเธอบุกโจมตีศูนย์วิจัยพอดี
ชวีเหิงและคนอื่น ๆ สงสัย “ถ้าอย่างนั้น อสูรทมิฬที่ถูกดัดแปลงก็น่าจะถูกเรียกตัวกลับ แต่ทำไมเราไม่เจอพวกมันเลย?”
ลู่จินกู้ครุ่นคิดก่อนตอบไปว่า “ที่นี่ไม่ใช่ศูนย์วิจัยเพียงแห่งเดียวของพวกเขานี่ บางทีพวกมันอาจถูกเรียกกลับไปยังที่อื่น”
ชวีเหิงเอ่ยขึ้น “แบบนี้ยิ่งทำให้ดูแปลกไปอีก ถ้าต้าฉือจวิ้นไทเป็นหัวหน้า ศูนย์วิจัยนี้ก็เป็นสถานที่สำคัญที่สุด พวกเขาไม่ควรเรียกกำลังไปช่วยที่อื่นก่อนนะ”
ลู่จินกู้เอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “บางทีสถานที่อื่นนั้นอาจมีสิ่งที่สำคัญสำหรับพวกเขามากกว่าก็ได้”
ลู่จินกู้ไม่ได้กังวลเรื่องนี้มากนัก เพราะข้อมูลทั้งหมดของศูนย์วิจัยนั้นถูกบันทึกไว้ในระบบพาราไดซ์แล้ว และเมื่อ ‘สมอง’ ของศูนย์วิจัยอยู่ในมือของเธอ ต่อให้มีสิ่งใดหลงเหลืออยู่ก็สามารถสร้างขึ้นมาใหม่ได้ไม่ยาก
แน่นอนว่าประเด็นสำคัญที่สุดก็คือ หลังจากจับตัวต้าฉือจวิ้นไทและพรรคพวกได้ ระบบพาราไดซ์ก็ได้ส่งสัญญาณเตือน ดูเหมือนว่าความอดทนของระบบต่อสิ่งที่ทหารพาราไดซ์หนึ่งลงมือทำนั้นได้มาถึงขีดจำกัดแล้ว
ดังนั้น แม้เธออยากจะไปสำรวจหรือก่อกวนที่อื่นก็คงเป็นไปไม่ได้จึงต้องปล่อยวาง
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ลู่จินกู้จึงบอกลากับชวีเหิงและพรรคพวกอย่างเป็นทางการ
“คุณจะแยกทางแล้วเหรอครับ?” ชวีเหิงเอ่ยถามขึ้นมา เพราะคำว่า ‘แยกทาง’ ออกจะฟังดูแปลก ๆ อยู่บ้าง
ลู่จินกู้คิดในใจเช่นนั้น แต่ก็ยังคงทำหน้าเป็นปกติ “ภารกิจบนดาวเคราะห์หมายเลข 7444 สิ้นสุดลงแล้วค่ะ พวกคุณทำภารกิจสำเร็จ สามารถกลับไปรวมพลกับหน่วยหลักได้”
เธอเว้นจังหวะไปครู่หนึ่งก่อนพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “ศพของสหายที่สละชีพท่านนั้น…ได้รับการเก็บกู้เรียบร้อยแล้วใช่ไหมคะ?”
สีหน้าของชวีเหิงและทุกคนพลันเศร้าหมองลงทันที ไม่นานอีกฝ่ายก็ตอบรับ
“เขายังมีญาติพี่น้องเหลืออยู่ไหมคะ?”
“เขามีภรรยากับลูกเล็ก ๆ หนึ่งคน ดูเหมือนว่าพ่อของเขาก็ยังอยู่” แกรนต์เป็นคนตอบ
ลู่จินกู้พยักหน้าโดยไม่พูดอะไรอีก เธอยืนกรานที่จะส่งพวกเขาขึ้นยานอวกาศด้วยตัวเอง
กองทัพขนาดเล็กทั้งหกกลุ่มขึ้นยานไปแต่ละลำ แต่ทันทีที่ยานลอยขึ้นฟ้า หัวหน้าทั้งหกก็อดไม่ได้ที่จะเปิดช่องสื่อสารเฉพาะกลุ่มเพื่อพูดคุยกัน
คนแรกที่เอ่ยขึ้นคือแกรนต์ “ทุกคน…นี่ถือว่าภารกิจสำเร็จแล้วใช่ไหม?”
ชวีเหิงมีสีหน้าจริงจัง “คิดว่ายังไงล่ะ?”
“…ชวีเหิง อย่าทำหน้าเคร่งขรึมแบบนี้สิ ทำเอาผมรู้สึกเหมือนว่าท่านผู้บัญชาการกำลังเข้าสิงคุณอยู่” แกรนต์พูดพลางทำท่าหดคอหนีด้วยความหวาดกลัว
“ในเมื่อคุณให้ความเคารพท่านถึงขนาดนั้น แล้วทำไมก่อนทำภารกิจคุณไม่ใช้สมองบ้างล่ะ?”
“ผม…ผมใช้สมองแล้วนะ…”
“นี่คุณยังไม่ยอมรับผิดอีกเหรอ? งั้นผมขอถามหน่อย เรื่องการเชื่อมโยงพลังจิตกับคุณหนูจินน่ะ ทำไมก่อนหน้านั้นคุณถึงยอมช่วยเธอ?”
“เรื่องนี้คุณก็เคยพูดแล้วไม่ใช่หรือไง?” แกรนต์เบ้ปาก “พลังจิตของคุณหนูจินยังไม่แข็งแกร่งนัก ดังนั้นเพื่อการพัฒนาที่ดีในอนาคตเลยต้องเชื่อมโยงกับผู้ที่มีพลังจิตที่แข็งแกร่งกว่า ถ้าเราได้ใจเธอไว้ตั้งแต่แรก ก็คงเป็นผลดีไม่น้อย”
“ในเมื่อคุณรู้ แล้วตอนที่อยู่ในทางเดินใต้ดินนั้น คุณกับคนอื่น ๆ อีกหลายคนกำลังทำอะไรกันอยู่?”
คำถามของชวีเหิงพุ่งตรงไปยังหลายคนที่เคยแสดงความไม่พอใจและขุ่นเคืองต่อลู่จินกู้อย่างชัดเจนตอนที่อยู่ในเขตที่ซ่อนตัวของเผ่าว่านฉี
ทุกคน รวมถึงแกรนต์ต่างแสดงสีหน้าละอายใจแต่ก็ยังไม่ยอมรับผิดเต็มที่ แกรนต์เองก็ถึงกับโพล่งออกมา “พวกเราก็เข้าใจเรื่องภารกิจนะ แต่เรื่องส่วนตัวมันยากจะกล้ำกลืน พวกชาวว่านฉีเจ็บปวดมากพออยู่แล้ว ถ้าเธอไม่อยากเจรจาแบบเสียเปรียบ ก็ช่วยรออีกหน่อยจะได้ไหมล่ะ?”
แม้คนอื่นจะไม่พูดออกมา แต่ก็เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเห็นด้วยกับแกรนต์
ชวีเหิงถึงกับกุมขมับพลางถอนหายใจ เมื่ออยู่กันตามลำพังเขาจึงไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ เขาตอบออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม “พวกคุณมันโง่กันหมดเลยสินะ”
“พูดกันดี ๆ ก็ได้ ไม่เห็นจะต้องว่ากันเลยนี่” แกรนต์เถียง “ผมอาจไม่ฉลาดเท่าคุณ แต่ผมก็ไม่ถึงกับโง่”
“คุณไม่โง่? แล้วทำไมไม่เห็นว่าคุณหนูจินทำไปเพื่อไม่ให้คนพวกนั้นสิ้นหวังจนคิดสั้น?”
“หา?”
แกรนต์มีสีหน้าฉงน ส่วนคนอื่น ๆ เริ่มฉุกคิดขึ้นมา
ชวีเหิงรู้สึกดีใจที่อย่างน้อยก็มีเพียงแกรนต์คนเดียวที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจอะไรเลย
เขาจึงอธิบายอย่างใจเย็น
ในที่สุด แกรนต์ก็เข้าใจพลางตบศีรษะตัวเอง “แย่แล้ว! จริง ๆ แล้วคุณหนูจินทำเพื่อช่วยคน! ผมเข้าใจเธอผิดไปซะแล้ว ผมควรขอโทษเธอดีไหม?”
“ดี” ชวีเหิงไม่คิดจะอ่อนข้อให้
คนอื่น ๆ เองก็รับปากว่าจะรีบติดต่อเพื่อขอโทษลู่จินกู้ทันที
“ตอนนี้พวกเราก็รู้ตัวแล้ว คุณยังจะหงุดหงิดอะไรอีก?” แกรนต์ถามด้วยความไม่เข้าใจเมื่อเห็นว่าชวีเหิงยังคงขมวดคิ้ว
“ผมคิดว่าภารกิจครั้งนี้นับว่าล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง”
“ทำไมล่ะ? ผมว่าคุณหนูจินก็ชอบผมอยู่นะ”
“บ้าเอ๊ย!”
ชวีเหิงรู้สึกว่าคงไม่อาจพูดคุยกับแกรนต์ได้อีกต่อไป เขาจึงปิดช่องสื่อสารไปอย่างรวดเร็ว
ขณะนั้นเอง ลู่จินกู้ก็ได้กลับมาถึงดาวหมายเลข 7133 แล้ว โดยทหารพาราไดซ์หนึ่งได้นำตัวนักโทษทั้งหมดผ่านค่ายทหารมาที่นี่
นักโทษเหล่านั้นถูกพาไปขังในคุกของพาราไดซ์ ซึ่งนี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้เปิดใช้งานชั้นใต้ดินชั้นที่ห้าของคุกแห่งนี้
ตามกฎของคุกพาราไดซ์ ยิ่งเป็นชั้นที่ลึกลงไป ตัวเลือกในการลงโทษก็ยิ่งมากและมีความรุนแรงสูงขึ้น
เธอเองเกือบจะสั่งให้ต้าฉือจวิ้นไทและพรรคพวกลงไปอยู่ชั้นที่ลึกที่สุด แต่ด้วยความที่ยังต้องการข้อมูลการวิจัยเพิ่มเติมจากพวกเขา เธอจึงเลือกขังพวกเขาในชั้นที่ไม่ลึกมากนัก