เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 291 ราคาพุ่งทะลุเพดาน
บทที่ 291 ราคาพุ่งทะลุเพดาน
สายตาทุกคู่จับจ้องไปยังจอภาพใหม่ที่สว่างขึ้น ข้อความตัวใหญ่ด้านบนสุดเขียนไว้ว่า
“แผนการสร้างและปรับปรุงดาวเคราะห์ทั่วสหพันธ์”
เพียงแค่ชื่อก็เพียงพอที่จะสะกดทุกคนในงานให้เงียบงัน นี่คือโครงการที่ครอบคลุม ดาวเคราะห์กว่าพันดวง เรียกได้ว่าเป็นโครงการระดับมหึมาเกินจินตนาการ
เมื่อคำอธิบายเริ่มต้นขึ้น ผู้คนหลายคนก็เริ่มไม่สามารถควบคุมสีหน้าของตัวเองได้ บ้างตกตะลึง บ้างตื่นเต้น
โดยเฉพาะหนุ่มสาวที่ยังมีไฟแห่งความกระตือรือร้นในใจ หลายคนถึงกับตื่นเต้นจนแทบลุกขึ้นตะโกนว่า ‘ฉันอยากเข้าร่วม!’ หากไม่มีผู้ใหญ่ในตระกูลคอยดึงไว้
ส่วนหัวหน้าตระกูลและผู้มีอำนาจ แม้จะแสดงความประหลาดใจกับโครงการนี้ แต่ลึก ๆ ก็ยังไม่ได้ยินดีอะไรนัก เพราะแม้จะมีโครงการที่ยิ่งใหญ่เช่นนี้ ทว่าพาราไดซ์กรุ๊ป ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากตระกูลกู้และตระกูลเซิน ย่อมได้ส่วนแบ่งผลประโยชน์มากที่สุด
แต่เมื่อการอธิบายแผนงานเสร็จสิ้น ลู่จินกู้ก็เปิดไปที่หน้าสุดท้ายของแผนงาน และนั่นทำให้บรรยากาศในห้องพลันเปลี่ยนไป
ยามนี้บนจอปรากฏตารางแผนการแบ่งงานอย่างชัดเจน
สิ่งที่ระบุในเอกสารนั้นคือ พาราไดซ์กรุ๊ปตั้งใจจะกระจายโครงการอันมหึมานี้ไปยังผู้รับเหมารายอื่น ๆ
ไม่เพียงแต่ในส่วนของการก่อสร้าง แต่ยังรวมถึงการจัดการและการดำเนินงานในระยะยาว ซึ่งพาราไดซ์กรุ๊ปจะมีส่วนร่วม แต่ไม่ใช่ผู้รับผลประโยชน์หลัก
คำประกาศนี้เหมือนกับการโยน ขนมปังทองคำลงมากลางงาน ทุกคนที่ได้ยินถึงกับชะงัก สีหน้าตื่นตะลึงไปพร้อมกับความกระตือรือร้นอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน
นี่มันเหมือนฝันเลย!
เสียงพูดคุยดังจอแจอีกครั้ง และคราวนี้ความตื่นเต้นในห้องจัดเลี้ยงพุ่งทะลุถึงขีดจำกัด แม้แต่ตัวแทนจากเจ็ดตระกูลหลักในสภาสหพันธ์เองก็ไม่สามารถสงบจิตใจได้อีกต่อไป
วาเลนตินสังเกตเห็นแววตาที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนของต้าฉืออิงจื่อและ เอ็ดมันด์ ซึ่งเปล่งประกายความกระหายที่เก็บซ่อนมานาน
ผลประโยชน์ย่อมกระตุ้นจิตใจของมนุษย์ และนี่คือผลประโยชน์ที่ใหญ่เกินกว่าจะละเลยได้
เขารู้สึกได้ว่าพันธมิตรที่แน่นแฟ้นระหว่างตระกูลแบล็กและกลุ่มต่าง ๆ กำลังเริ่มเกิดรอยร้าวเพราะการปรากฏตัวของพาราไดซ์กรุ๊ป
อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นวาเลนตินเองก็ต้องยอมรับว่า การย้ายหมากของลู่จินกู้ในครั้งนี้คือการโจมตีที่แยบยลและได้ผลยิ่งนัก
ขนาดผลประโยชน์เช่นนี้ แม้แต่ตระกูลแบล็กก็ยังไม่สามารถเมินเฉยได้
เขาเงยหน้ามองขึ้นไปยังเวที ลู่จินกู้กำลังพูดถึงรายละเอียดของแผนการแบ่งงานด้วยท่าทีมั่นใจ แต่วาเลนตินกลับไม่ได้ฟังอย่างตั้งใจนัก เขาพลันย้อนนึกไปถึงการพบกันครั้งแรกของเขากับเธอ
ในตอนนั้น เขามองไม่เห็นเลยว่าเธอจะสามารถเปลี่ยนแปลงสหพันธ์ได้ถึงเพียงนี้
ครั้งนั้น วาเลนตินมีลางสังหรณ์ว่า หากไม่สามารถควบคุมตัวลู่จินกู้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ เธอจะกลายเป็นปัญหาใหญ่ในอนาคต
และในตอนนี้ ปัญหานั้นก็เริ่มปรากฏเค้าลางขึ้นแล้ว
เขาเหมือนนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ จึงหันไปกระซิบถามต้าฉืออิงจื่อ
“พวกพี่น้องสองคนนั้น ยังไม่มีข่าวอะไรเลยใช่ไหม?”
สีหน้าของต้าฉืออิงจื่อดูจริงจังขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้า “ศูนย์วิจัยที่นั่นตัดขาดการติดต่อไปโดยสิ้นเชิง และช่วงนี้เราก็เข้าไปตรวจสอบไม่ได้ ฉันรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้นที่นั่น”
“ที่นั่นมันเขตมลพิษ จะมีอะไรไปคุกคามพวกเขาได้นอกจากอสูรทมิฬ?”
“นั่นสิ” ต้าฉืออิงจื่อหัวเราะเบา ๆ พร้อมเลื่อนตัวเข้าไปใกล้วาเลนตินอย่างแนบเนียน
แต่วาเลนตินปรายตามองเธอพร้อมเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ฉันขอเตือน อย่าคิดอะไรไม่เข้าท่าอีกเลย”
รอยยิ้มหวานที่ฉายบนใบหน้าของต้าฉืออิงจื่อไม่ได้เปลี่ยนไปเลยแม้แต่น้อย แต่เธอขยับตัวกลับมานั่งตัวตรงเหมือนเดิม
เมื่อวาเลนตินกลับไปสนใจลู่จินกู้บนเวทีอีกครั้ง สีหน้าของต้าฉืออิงจื่อก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย เป็นแวบหนึ่งของความขุ่นเคือง แต่ก็เพียงชั่วครู่เท่านั้นก่อนจะกลับมาเรียบเฉยเหมือนเดิม โดยไม่มีใครจับสังเกตได้
ลู่จินกู้อธิบายภาพรวมของแผนการแบ่งงานอย่างชัดเจน แต่เธอไม่ได้ตั้งใจจะลงลึกในรายละเอียด
เธอรู้ดีว่าในบรรดาแขกที่มางานคืนนี้ แม้ว่าเครื่องประดับจากอัญมณีอาร์เทมิสจะสร้างความประทับใจจนทำให้แต่ละตระกูลส่งตัวแทนระดับสูงมา ทว่าคนที่มีอำนาจตัดสินใจจริง ๆ ยังมาไม่ครบ
อย่างไรก็ตาม ลู่จินกู้มั่นใจว่าหลังงานเลี้ยงในคืนนี้ ทุกคนที่ยังไม่มาจะต้องพยายามหาทางเข้ามาเกี่ยวข้องให้ได้เพียงแต่…
เธอยิ้มมุมปาก
ต่อให้ตอนนี้พวกเขาจะเปลี่ยนใจ แต่ก็ต้องจ่ายราคาแพงขึ้นหน่อย
ในขณะนั้นเอง หลายคนเปิดหน้า ตลาดซื้อขายของพาราไดซ์ เพื่อดูรายการสินค้า และพบโฆษณาที่พุ่งขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง
“บัตรเชิญพิเศษสำหรับงานเลี้ยง ณ เขตพาราไดซ์โลก”
ตลาดพาราไดซ์วางขาย บัตรเชิญจำนวนจำกัดเพียง 20 ใบ
เมื่อมีคนกดเข้าไปดู พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นราคา
ราคาที่มีตัวเลข 9 ยาวเรียงกันแทบสุดหน้าจอ
ราคาสูงลิ่วจนแทบเทียบเท่ากับการซื้อบ้านระดับกลางถึง 3 หลังในเขตพาราไดซ์หนึ่ง
ความตื่นตะลึงกลายเป็นความเงียบที่แฝงด้วยความกดดัน เพราะทุกคนรู้ดีว่า ราคาที่พุ่งทะยานนี้ไม่ได้ตั้งมาเพื่อขายสินค้า แต่เพื่อบอกให้โลกรู้ว่า สถานะของงานเลี้ยงคืนนี้สูงส่งเพียงใด
ไม่แปลกใจเลยที่สินค้าเหล่านี้ถูกระบุว่าเป็นสินค้าราคาสูง
หลายคนในงานพากันคิดในใจว่า พาราไดซ์กรุ๊ปตั้งราคาสูงเกินไปในครั้งนี้
คนทั่วไปไม่มีทางจ่ายได้ และแม้แต่ชนชั้นสูงก็ไม่ใช่คนโง่ที่พร้อมทุ่มเงินโดยไม่มีเหตุผล นั่นจึงทำให้บัตรเชิญ 20 ใบ นี้ไม่มีใครสนใจซื้อเลย
หลายคนมั่นใจว่านี่เป็นความผิดพลาดของพาราไดซ์กรุ๊ปที่ประเมินตลาดผิดพลาด
แต่แล้วหลังมื้อค่ำจบลง เมื่อบางคนเปิดหน้าเว็บเพจขึ้นมาอีกครั้งด้วยความเบื่อหน่าย พวกเขากลับพบคำว่า “สินค้าหมด” ปรากฏเด่นชัดอยู่บนหน้าสินค้า
หลายคนถึงกับไม่เชื่อสายตาตัวเอง พยายามรีเฟรชหน้าเพจซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่คำว่า “สินค้าหมด” ก็ยังคงอยู่ และยิ่งไปกว่านั้น โฆษณาใหม่ยังปรากฏขึ้นแทน
“รับซื้อคืนสร้อยคออัญมณีอาร์เทมิส ในราคาสูง”
และคำว่า “ราคาสูง” นั้นไม่ได้เป็นเพียงคำพูดเกินจริง เพราะทุกครั้งที่มีคนรีเฟรชหน้าเพจ ราคาที่แสดงในประกาศรับซื้อจะพุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ในเวลาเพียงไม่กี่นาที ราคาซื้อคืนก็เพิ่มขึ้นสามเท่าจากราคาขายเดิม
ศูนย์การค้าฉืออิง ก็ปรากฏประกาศรับซื้อสร้อยคอเช่นเดียวกัน พร้อมกับราคาที่ทะยานขึ้นต่อเนื่อง
บรรดาผู้ที่เข้ามาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นต่างพากันตกตะลึง จากตอนแรกที่รู้สึกประหลาดใจ มาจนถึงจุดที่พวกเขาเริ่มรู้สึกชาและสงสัยว่า ราคาสูงสุดจะไปจบที่ตรงไหน? และ จะมีใครขายสร้อยคอนี้ออกมาหรือไม่?
ในหมู่ผู้ที่กำลังจับตามอง มีไม่กี่คนที่รู้เบื้องลึกเบื้องหลังได้ชัดเจนเท่ากับ เปาหยวนซานและชูเสี่ยวเซีย
ทั้งสองคนที่เคยครอบครองสร้อยคอสองเส้นนั้นรู้ดีว่าความน่าตกใจนี้ไม่เหมือนกับของคนอื่น เพราะพวกเธอเคยคาดเดาความสำคัญของสร้อยคอได้ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานเลี้ยง
เมื่อครั้งก่อนที่มีการประกาศรับซื้อสร้อยคอ ทั้งสองคนได้ตัดสินใจนำสร้อยคอของตัวเองไปขายผ่านตลาดพาราไดซ์โดยไม่เปิดเผยตัวตน แต่สร้อยคอสองเส้นนั้นกลับไม่มีใครซื้อเลยในตอนแรก
จนกระทั่งงานเลี้ยงเริ่มต้น ประกาศรับซื้อเดิมก็ถูกยกเลิกไป
แน่นอนว่าการบอกว่าไม่รู้สึกผิดหวังคงไม่จริง ในเมื่อทั้งคู่มีแผนจะใช้เงินจากการขายสร้อยคอเพื่อซื้อบ้านใน เขตพาราไดซ์บนดาวอังคาร ซึ่งพวกเธอได้ไปดูพื้นที่ไว้แล้ว และหมายตาบ้านที่มีทำเลดีมาก
ทว่าปัญหาคือ เงินที่มีในมือยังไม่พอ และหากขายสร้อยคอออกไปได้สำเร็จ ไม่เพียงแต่จะสามารถซื้อบ้านหลังนั้นได้ แต่ยังอาจเหลือเงินเก็บไว้อีกจำนวนหนึ่ง
และตอนนี้… ราคาของสร้อยคอก็พุ่งสูงขึ้นจนเกินคาดการณ์
พวกเธอเริ่มรู้สึกว่า บางทีโอกาสนี้อาจยังไม่ได้หลุดลอยไปเสียทีเดียว
แม้ว่าทั้งสองจะเป็นคนที่รู้จักบุญคุณดี และเข้าใจว่า หากพวกเธอได้ซื้อบ้านในเขตพาราไดซ์บนดาวอังคารก็ถือว่าได้รับความช่วยเหลือจากลู่จินกู้ แล้ว ดังนั้นเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น พวกเธอก็ไม่คิดจะกล่าวโทษหรือบ่นอะไร
แต่ใครจะคาดคิดว่า ในวันแรกของงานเลี้ยงพิเศษที่มีกำหนดสามวัน สถานการณ์ที่ดูเหมือนจะสิ้นหวังกลับพลิกผันอย่างฉับพลัน
ในขณะที่ราคาสำหรับการรับซื้อสร้อยคอพุ่งสูงขึ้นไม่หยุด ทั้งเปาหยวนซาน และชูเสี่ยวเซียก็กำลังพยายามควบคุมสีหน้าให้ดูสงบ แต่มือที่จับกันแน่นกลับเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
ทันใดนั้น เปาหยวนซานก็รู้สึกได้ถึงการสั่นของอุปกรณ์สื่อสาร
เธอเปิดดูข้อความที่ส่งมา และพบว่าเป็นข้อความจากตลาดซื้อขายพาราไดซ์
“คุณยินดีจะขายสร้อยคอสองเส้นในราคา 5,300 ล้านไหม?”
เปาหยวนซานมองตัวเลขที่ตามหลังมาด้วยความตกใจจนในหัวเริ่มมึนงง
ห้าพันสามร้อยล้าน!
เธอเอนตัวพิงสะใภ้พลางพึมพำ “เสี่ยวเซีย…ช่วยบีบแขนฉันที”
ชูเสี่ยวเซียที่งุนงงกับคำขอ แต่ได้ยินน้ำเสียงร้อนรนของแม่สามีก็ยอมทำตามอย่างว่าง่าย
เมื่อความเจ็บปวดแล่นเข้ามาในสมอง เปาหยวนซานก็ได้สติ เธอรีบกดตอบกลับข้อความ “ตกลง” ด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย
ไม่ถึงสามวินาทีต่อมา ข้อความยืนยันว่าการขายสำเร็จก็ส่งกลับมา พร้อมกับข้อความแจ้งยอดเงินเข้าในบัญชีสหพันธ์ของเธอ
“ระ…เราไปกันเถอะ” เปาหยวนซานจับแขนสะใภ้ไว้แน่น พยายามสงบจิตใจ ขณะที่ทั้งคู่เดินออกจากตลาดซื้อขายด้วยท่าทางสุขุมที่สุด แม้ของที่ตั้งใจจะซื้อไว้ในตอนแรกจะถูกลืมไปเสียสนิท
และตอนนี้… เงินก้อนโตในบัญชีทำให้ความกังวลที่มีอยู่ก่อนหน้านี้เลือนหายไปทันที