เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 292 การมาถึงของตระกูลเซี่ย
บทที่ 292 การมาถึงของตระกูลเซี่ย
ในขณะที่ลู่จินกู้กำลังสนทนาอย่างสุภาพกับผู้คนที่โต๊ะ เธอก็สัมผัสได้ถึงการสั่นของอุปกรณ์สื่อสาร แต่สีหน้าเธอยังคงเรียบเฉย ไม่ได้แสดงความสนใจใด ๆ
เธอรู้ดีว่าพาราไดซ์กรุ๊ปเพิ่งได้รับเงินก้อนโตเข้ามาอีกครั้ง
ไม่กี่นาทีถัดมา หลายคนในห้องจัดเลี้ยงต่างก็เริ่มเช็กข้อมูลบนอุปกรณ์สื่อสารของตัวเอง รวมถึงต้าฉืออิงจื่อ ที่นั่งอยู่โต๊ะเดียวกัน
ต้าฉืออิงจื่อก้มลงมองอุปกรณ์สื่อสารอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มที่ดูเย้ายวน แต่แฝงความเยือกเย็น “คุณหนูจินนี่ช่างมีฝีมือจริง ๆ ครั้งนี้ ตลาดซื้อขายพาราไดซ์ คงทำกำไรได้มหาศาลจนบดบังแสงของตลาดฉืออิงไปจนหมด ยินดีด้วยนะคะ”
แม้คำพูดจะฟังดูเหมือนแสดงความยินดี แต่แววตาที่แฝงความเย็นชาก็บอกได้ชัดเจนว่าเธอไม่ได้ยินดีจริง
เหตุผลของความขัดแย้งนี้ไม่ได้ซับซ้อน ทุกคนในห้องต่างพอจะเดาได้
ตลาดฉืออิง คือธุรกิจสำคัญและแหล่งรายได้หลักของตระกูลต้าฉือ แต่หลังจากการเปิดตัวของตลาดพาราไดซ์ ก็แบ่งเอาส่วนแบ่งลูกค้าไปไม่น้อย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อพาราไดซ์กรุ๊ปมักจะปล่อยสินค้าลิมิเต็ดและสินค้าใหม่สุดพิเศษออกมาอยู่เรื่อย ๆ ทำให้แม้แต่ชนชั้นสูงที่เคยมองว่าตลาดพาราไดซ์ยังขาดรสนิยม ต่างก็หันมาเป็นลูกค้าประจำ
ครั้งนี้ การซื้อขายสร้อยคออาร์เทมิสยิ่งทำให้ตลาดพาราไดซ์ทั้งโดดเด่นและทำกำไรมหาศาล ซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าเรื่องนี้ทำให้ต้าฉืออิงจื่อไม่พอใจ
แต่ลู่จินกู้กลับแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจน้ำเสียงเสียดสีของอีกฝ่าย เธอยิ้มด้วยความจริงใจ “ขอบคุณค่ะ และขอให้ตลาดฉืออิงเจริญรุ่งเรืองยิ่ง ๆ ขึ้นไปเช่นกัน”
เสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขบขันดังขึ้นจากด้านข้าง
การหัวเราะเช่นนี้ หากไม่ใช่กงซุนฉือก็คงไม่มีใครกล้าทำ
ต้าฉืออิงจื่อเหลือบตาไปมองเขา รอยยิ้มยังคงอยู่บนใบหน้า แต่แฝงด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย ดวงตาเธอฉายแววหยอกเย้าเล็กน้อยพลางส่งสายตาเย้ายวนไปทางกงซุนฉือ
น่าเสียดายที่ท่าทีนี้ของเธอถูกเพิกเฉยโดยสิ้นเชิง กงซุนฉือไม่ได้แม้แต่จะปรายตามอง เขาจ้องมองไปที่ลู่จินกู้ตรง ๆ พร้อมเอ่ยขึ้นอย่างไม่ลังเล
“ลู่จินกู้ เราต้องคุยกัน”
“คุยเรื่องอะไร?” ลู่จินกู้เอ่ยถาม ขณะที่มือเรียวบางขยับแก้วเครื่องดื่มเบา ๆ ภายในแก้วไม่ได้มีไวน์แดงแบบที่มักพบในงานเลี้ยงตะวันตก แต่เป็น ‘น้ำค้างเมฆา’ เครื่องดื่มใหม่จากพาราไดซ์กรุ๊ปที่เพิ่งเปิดตัว
น้ำค้างเมฆามีดีกรีแอลกอฮอล์ต่ำ แต่รสชาติกลับกลมกล่อม และมีสีสันงดงามราวกับหมอกควันที่ลอยละล่องอยู่ในแก้วเครื่องดื่ม
เพียงไม่กี่นาทีก่อนหน้านี้ มีแขกหลายคนแสดงความสนใจในน้ำค้างเมฆา และเริ่มพูดถึงความเป็นไปได้ในการทำธุรกิจร่วมกัน
แก้วที่งานเลี้ยงเตรียมไว้ล้วนเป็นแก้วคริสตัลโปร่งใส ยามที่มือขาวเรียวของเธอจับแก้วเอาไว้ สีสันของน้ำค้างเมฆาในแก้วดูราวกับหยาดน้ำค้างที่ไหลผ่านปลายนิ้วของเธอ
ชั่วขณะหนึ่ง สายตาของกงซุนฉือถูกภาพตรงหน้านี้ดึงดูด เขาจ้องมองนิ้วมือของเธออยู่นาน
แต่ความเงียบสงบนี้กลับถูกทำลายลงในทันใด เมื่อมือใหญ่ข้างหนึ่งเอื้อมมาหยิบแก้วออกไป
น้ำเสียงทุ้มลึกของกู้ตั๋วเอ่ยขึ้น “อย่าดื่มเยอะ เดี๋ยวเมา”
ลู่จินกู้หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะเปลี่ยนไปหยิบแก้วน้ำผลไม้แทน จากนั้นจึงถามซ้ำ “คุยเรื่องอะไรคะ?”
กงซุนฉือดึงสายตากลับมา พร้อมตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “เรื่องความร่วมมือ หากโครงการ ‘เชื่อมโยง’ สามารถเดินหน้าได้ตามกำหนด เวลานั้นสถาบันวิจัยของฉันสามารถทุ่มกำลังสนับสนุนได้เต็มที่ และหากเราตกลงร่วมมือกัน งานวิจัยของพาราไดซ์กรุ๊ปในอนาคต จะได้รับการสนับสนุนทางเทคนิคเป็นลำดับแรก”
คำพูดนี้เต็มไปด้วยความมั่นใจ เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่า สถาบันวิจัยของตระกูลกงซุน คือสถาบันที่ทรงอิทธิพลที่สุดในสหพันธ์
แต่ลู่จินกู้กลับเพียงยิ้มบาง ๆ พร้อมตอบเสียงเรียบ “ทางพาราไดซ์เองก็มีสถาบันวิจัยของตัวเองค่ะ”
กงซุนฉือถึงกับกลอกตา “แค่ชื่อเสียงลวงตาเท่านั้น”
เป็นอย่างที่คาดไว้ กงซุนฉือยังคงเป็นคนเดิมที่สามารถต่อปากต่อคำได้อย่างไม่เกรงใจใคร
ในฐานะเจ้าภาพ ลู่จินกู้เลือกที่จะไม่ตอบโต้มากนัก แต่ท่าทีสงบนิ่งของเธอก็แสดงออกอย่างชัดเจนว่า เธอไม่ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษในข้อเสนอของกงซุนฉือ
กงซุนผิงที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ขมวดคิ้วเล็กน้อย และทำท่าจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ทันใดนั้นเอง เสียงพูดคุยอย่างตื่นเต้นก็ดังขึ้นในห้องจัดเลี้ยง
“ตายจริง! นั่นตระกูลเซี่ยหรือเปล่า?”
“ไหน? อยู่ที่ไหน?”
“พระเจ้า นั่นมันตระกูลเซี่ยจริง ๆ! พวกเขาก็มาที่นี่ด้วยเหรอ!”
ทุกสายตาในห้องต่างหันไปทางต้นเสียงอย่างพร้อมเพรียง ขณะที่ความฮือฮาเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้แต่กู้ตั๋วยังเผยสีหน้าประหลาดใจเล็กน้อย ซึ่งยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนอื่น ๆ ในห้องที่ต่างตื่นเต้นจนลืมเรื่องมารยาทหรือความสง่างาม พากันกรูออกไปที่หน้าต่างและประตูเพื่อมองให้ชัดเจนทันที
จากระยะไกล เห็นเพียงกลุ่มคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินมาจาก สถานีวาร์ป แต่ละคนสวมเสื้อคลุมยาวที่มีฮู้ดปกปิดใบหน้าไว้จนมิดชิด ท่าทางลึกลับยิ่งทำให้พวกเขาดูดึงดูดสายตา
บริเวณหน้าอกด้านซ้ายของเสื้อคลุมจนถึงบริเวณเอว ปักด้วยลายกุหลาบสีน้ำเงินที่ดูมีชีวิตชีวา เส้นไหมที่ใช้ปักลายดอกไม้นั้นดูเหมือนจะได้รับการเคลือบพิเศษ ทำให้เกิดประกายระยิบระยับทุกครั้งที่พวกเขาขยับตัว
กุหลาบสีน้ำเงิน คือสัญลักษณ์ประจำตระกูลเซี่ย
ลู่จินกู้ที่เดินตามฝูงชนออกมายืนด้านนอกห้องจัดเลี้ยง ก็จ้องมองกลุ่มคนเหล่านั้นด้วยแววตาครุ่นคิด
ในฐานะหนึ่งในเจ็ดตระกูลหลักของสภาสหพันธ์ ตระกูลเซี่ยย่อมได้รับคำเชิญ ขณะที่เธอจัดเตรียมบัตรเชิญและ สร้อยคออาร์เทมิส การส่งไปยังตระกูลเซี่ยถือเป็นหนึ่งในสิ่งที่ขาดไม่ได้
ตามคำแนะนำของกู้ตั๋วและเซินโหย่วชิง เธอได้ส่งสร้อยคอสามเส้นให้แก่ตระกูลเซี่ย
แต่จนถึงงานเริ่ม ตระกูลเซี่ยกลับไม่ปรากฏตัวเลย
แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมาย เพราะตระกูลเซี่ยนั้นเป็นตระกูลที่เต็มไปด้วยความลึกลับ ไม่ค่อยปรากฏตัวในที่สาธารณะ เว้นแต่ในโอกาสสำคัญ เช่น การแต่งงานหรือพิธีสำคัญบางอย่าง ส่วนการประชุมสภาหรืองานอื่น ๆ มักจะส่งตัวแทนออกหน้าแทน
ดังนั้น การส่งคำเชิญและสร้อยคอไปก็เพื่อแสดงความเคารพโดยไม่ได้คาดหวังว่าพวกเขาจะมา แต่การที่ไม่มีตัวแทนมาเลยก็เกินความคาดหมายของเธอ
และตอนนี้… การปรากฏตัวกลางงานเลี้ยงที่จัดไปได้เพียงวันแรก ทำให้เธอสงสัยว่าตระกูลเซี่ยกำลังวางแผนอะไร
ในขณะที่ลู่จินกู้กำลังครุ่นคิด กลุ่มของตระกูลเซี่ยก็มาถึงตรงหน้า
ผู้นำกลุ่มเดินหน้าออกมา เขายกมือขึ้นปลดฮู้ดออก เผยให้เห็นแขนทั้งสองข้างที่ขาวราวหยก และนิ้วมือที่เรียวยาวราวกับสร้างขึ้นมาเพื่อสะกดสายตา
บรรดาหนุ่มสาวที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ ถึงกับกลั้นหายใจ บางคนถึงขั้นสูดลมหายใจแรง
ลู่จินกู้เข้าใจได้ทันทีว่าทำไมทุกคนถึงตกตะลึงขนาดนั้น เพราะเพียงแค่แขนทั้งสองข้างและมือคู่นี้ ก็เพียงพอที่จะทำให้จินตนาการของใครต่อใครล่องลอยไปไกล
และเมื่อฮู้ดถูกดึงออกทั้งหมด ใบหน้าที่ปรากฏขึ้นก็ทำให้ลู่จินกู้ ซึ่งเคยชินกับความงดงามของเผ่าเอลฟ์ยังรู้สึก เหมือนถูกกระแทกทางสายตา
งดงาม
งดงามจนเกินจะพรรณนาได้ ราวกับแม้แต่เส้นผมยังแผ่ประกายระยิบระยับออกมาในทุกการเคลื่อนไหว
ผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ช่างงดงามไร้ที่ติ ความงามของเธอมีความสมดุลระหว่างความบอบบางและเสน่ห์ชวนหลงใหล จนทำให้ผู้คนรอบข้างเกิดความรู้สึกทั้งรักและทะนุถนอมอย่างยากจะหักห้ามใจ
เธอยิ้มบาง ๆ ก่อนยื่นมือออกมาเพื่อทักทาย “คุณลู่ ฉันคือเซี่ยซวี่ ยินดีที่ได้พบ”
ทันใดนั้น เสียงฮือฮาเบา ๆ ก็ดังขึ้นรอบตัว ลู่จินกู้ไม่ได้หูอื้อ แต่เสียงกระซิบกระซาบของผู้คนรอบข้างที่เต็มไปด้วยความตื่นเต้นและประหลาดใจกำลังดังไปทั่ว
“ตายจริง นั่นคือเซี่ยซวี่!”
“งดงามที่สุดในรุ่นของตระกูลเซี่ยจริง ๆ ฉันแทบละสายตาไม่ได้เลย”
“เซี่ยซวี่! เทพธิดา!”
แต่ในขณะที่คนรอบตัวต่างจดจ่อกับความงดงามของเซี่ยซวี่ ความคิดหนึ่งกลับพุ่งเข้ามาในหัวของลู่จินกู้
ตระกูลเซี่ยได้เลือกกู้ตั๋วสำหรับการสมรสทางการเมืองและการทดลองรุ่นถัดไป
และคนที่ถูกเลือกให้แต่งงานกับกู้ตั๋วนั้น…
ดูเหมือนจะชื่อเซี่ยซวี่เช่นกัน
หัวใจของลู่จินกู้เต้นแรงขึ้นเล็กน้อย ความคิดหลายอย่างเริ่มหมุนวนอยู่ในหัว ขณะที่เธอยื่นมือออกไปจับมือของเซี่ยซวี่อย่างสุภาพพร้อมรอยยิ้ม
“ยินดีที่ได้พบเช่นกันค่ะ คุณเซี่ย”
แม้จะมีความสงสัย แต่สีหน้าของเธอก็ยังคงสงบนิ่ง ไม่เผยความคิดใด ๆ ออกมา