เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 332 แผนการถูกเปิดโปง
บทที่ 332 แผนการถูกเปิดโปง
เรื่องสิทธิมนุษยชนและความเท่าเทียม ไม่ใช่ประเด็นที่สามารถพูดคุยให้กระจ่างได้ในสองสามประโยค ลู่จินกู้เงียบไปชั่วครู่ ก่อนจะส่ายศีรษะเล็กน้อยและไม่คิดต่อความยาวสาวความยืด
ในสหพันธ์ดวงดาว ความคิดของผู้คนยิ่งแตกต่างกันมากขึ้นตามระดับของพลังจิต ยิ่งช่องว่างใหญ่เท่าไหร่ ความคิดแบบชนชั้นก็ยิ่งหยั่งรากลึก
เธอเคยคิดว่าหากไม่มีพาราไดซ์ โลกใบนี้ที่ถูกมลพิษกัดกร่อนต่อเนื่องจะต้องเผชิญกับจุดจบของการล่มสลาย กลายเป็นสุสานแห่งจักรวาลที่ไม่อาจอยู่อาศัยได้
สหพันธ์จะมีเพียงสองทางเลือก นั่นคือเดินทางหนีไป หรือปรับตัวเพื่ออยู่รอด
ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ผู้คนธรรมดาก็จะเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึงขั้นสูญพันธุ์ ดังนั้น ความคิดแบบชนชั้นจึงเป็นผลลัพธ์ของเงื่อนไขที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
แต่โชคดีที่พาราไดซ์ได้เลือกเธอ ทำให้โลกนี้ยังมีความหวังหลงเหลืออยู่
ขณะที่เธอครุ่นคิด เธอก็สัมผัสได้ถึงสายตาสองคู่ที่จับจ้องมาที่เธออย่างชัดเจน ซึ่งเซี่ยหลิงดูเหมือนจะสนใจเธอเป็นพิเศษ
สวนกุหลาบของตระกูลเซี่ยอยู่ไกล เมื่อการเดินทางอาศัยแรงคน ระยะเวลาก็ยิ่งนานเข้าไปอีก เมื่อพวกเธอมาถึง เวลาก็ล่วงเลยจนเกือบจะพลบค่ำ
ดวงอาทิตย์เริ่มลับขอบฟ้า แสงสีทองสาดส่องให้ทุกสิ่งที่อยู่ในสายตามีประกายเงางาม
ทว่า ท่ามกลางแสงอาทิตย์สีทอง กุหลาบทาร์กลับทอแสงสีฟ้าเข้มที่สะดุดตาอย่างเหลือเชื่อ
แม้ก่อนหน้านี้สีของดอกกุหลาบที่ปักอยู่บนเสื้อคลุมของตระกูลเซี่ยจะดูเด่นชัด แต่มันไม่อาจเทียบกับความตื่นตาตื่นใจเมื่อได้เห็น กุหลาบทาร์นับพันนับหมื่นบานสะพรั่งในสวนขนาดใหญ่
สีฟ้าคล้ายสีครามลึกล้ำดูลึกลับและน่าหลงใหลจนยากจะละสายตา
ลู่จินกู้ก็ไม่อาจละสายตาได้ เธอยืนนิ่งจ้องมองภาพงดงามตรงหน้าด้วยความหลงใหลโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเก้าอี้นวมแตะพื้นเบา ๆ เธอก็ก้าวออกมาและเดินตรงไปยังสวนกุหลาบราวกับถูกดึงดูด
เซี่ยหลิงกลับยังคงนิ่ง ไม่แม้แต่จะขยับตัว เก้าอี้นวมของเธอยังคงลอยอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย ทำให้ท่าทางของเธอดูเหมือนกำลังมองลงมาจากที่สูง
ดวงตาคู่สวยของเธอเต็มไปด้วยความลึกลับขณะมองไปยังแผ่นหลังของลู่จินกู้
พลังจิตที่เบาบางจนแทบสัมผัสไม่ได้ค่อย ๆ แผ่ออกมาจากตัวเธอ หลั่งไหลไปยังร่างของลู่จินกู้เหมือนสายธารที่นุ่มนวลและเชื่องช้า
เซี่ยหลิงมองเห็นว่าพลังของตัวเองเริ่มปกคลุมลู่จินกู้ ดวงตาของเธอพลันเปล่งประกายพึงพอใจเล็กน้อย
แต่ทันใดนั้น ความผิดปกติก็เกิดขึ้น
พลังจิตที่เยือกเย็นและทรงพลัง จู่ ๆ ก็เข้ามาพันเกี่ยวกับพลังของเธอ เหมือนมือที่มองไม่เห็นกำลังจับพลังของเธอไว้ แล้วกระชากมันออกอย่างรุนแรง
สีหน้าเซี่ยหลิงครึ้มลง เธอแทบจะควบคุมตัวเองไม่อยู่และเกือบจะลุกขึ้นจากเก้าอี้
แต่ความรู้สึกที่เหมือนพลังถูกฉุดกระชากนั้นกินเวลาเพียงวินาทีเดียว ก่อนที่ลู่จินกู้จะหันกลับมาอย่างแผ่วเบา สีหน้าที่เคยแสดงออกถึงความหลงใหลหายไปโดยสิ้นเชิง แทนที่ด้วยรอยยิ้มที่แฝงความลึกลับ
เซี่ยหลิงย่อมเข้าใจทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น เธอเคาะเบา ๆ บนพนักเก้าอี้ และเก้าอี้ก็ลดระดับลงแตะพื้นอย่างแผ่วเบา ชายหนุ่มที่รับบทเป็นพนักพิงรีบยื่นมือมาประคองเธอ
เธอยืนขึ้นด้วยท่าทางสง่างาม แต่สีหน้าที่เคยอ่อนโยนได้เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมเล็กน้อย “ที่แท้คุณก็ไม่ได้ตกหลุมพรางเลยสักนิด”
ลู่จินกู้ยิ้มบาง ๆ “แขนเสื้อ น้ำกุหลาบ สวนกุหลาบ… แผนของตระกูลเซี่ยวางขั้นตอนมาอย่างประณีตจริง ๆ” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เหมือนไม่ใช่ตัวเองที่ถูกเล่นงาน “น่าเสียดาย ฉันไม่ได้ตกหลุมพรางเลยค่ะ”
เซี่ยหลิงจ้องเธออยู่นานก่อนจะเอ่ยถาม “ฉันอยากรู้ ทำไมคุณถึงยังมีสติอยู่?”
ลู่จินกู้ยักไหล่ “ทุกคนมีความลับเล็ก ๆ น้อย ๆ เป็นของตัวเองค่ะ ต้องขออภัยที่ไม่สามารถบอกคุณได้”
เซี่ยหลิงไม่ได้ถามต่อ แต่เปลี่ยนเรื่องด้วยน้ำเสียงที่เยือกเย็นกว่าเดิม “จริง ๆ แล้ว คุณดื้อดึงแบบนี้ มันก็แค่ทำให้ตัวเองเจ็บตัวเปล่า ๆ ไม่จำเป็นเลยที่จะต้องลำบากขนาดนี้”
เธอเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่ดูรื่นรมย์อย่างผิดปกติ “ในเมื่อคุณมาถึงสวนกุหลาบของตระกูลเซี่ยแล้ว ไม่เข้าไปชมคงจะเสียมารยาทมากนะคะ”
ลู่จินกู้หรี่ตาลง “ฟังจากที่คุณพูด หมายความว่าฉันไม่มีทางเลือกสินะ?”
อีกฝ่ายยิ้มเย็น “ใช่ค่ะ”
ลู่จินกู้ยิ้มกลับอย่างเย้ยหยัน “แล้วถ้าฉันเข้าไปแล้วทำลายดอกกุหลาบพวกนี้ล่ะ คุณไม่กลัวเหรอ?”
“คุณลู่เชิญลองทำดูเลยค่ะ”
เธอพินิจท่าทีที่มั่นใจเกินเหตุของอีกฝ่าย
“ดูเหมือนดอกไม้พวกนี้ไม่ธรรมดาเลยสินะ ภายนอกดูเหมือนธรรมดา แต่ภายในซ่อนอะไรไว้งั้นสิ?”
เซี่ยหลิงหัวเราะเบา ๆ “ถ้าคุณเข้าไปในสวนกุหลาบ คุณจะได้คำตอบสำหรับทุกคำถามเองค่ะ”
แม้แผนเดิมจะล้มเหลว แต่เซี่ยหลิงก็ไม่ได้มีท่าทีหวั่นวิตกแต่อย่างใด เพราะเธอยังมีทางเลือกอื่น
เธอส่ายศีรษะด้วยความเสียดาย “ฉันไม่ชอบใช้ความรุนแรงเลย มันขาดความงดงาม แต่คุณลู่ก็ไม่ควรต่อต้านแบบนี้นะคะ”
ลู่จินกู้อยากจะหัวเราะออกมา แต่เธอกลับรู้สึกว่าคำพูดนี้สะท้อนความจริงของชนชั้นสูงเหล่านี้
เธอยืนเงียบในขณะที่เซี่ยหลิงถอนหายใจเบา ๆ ก่อนที่เธอจะยกแขนทั้งสองข้างขึ้น
พลังจิตอันมหาศาลพุ่งออกมา แตกต่างจากพลังที่แฝงไว้ลับ ๆ ก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง
ลู่จินกู้รู้สึกตกใจ พลังจิตของคนคนเดียวกลับแสดงออกได้สองด้านที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว เธอไม่เคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
ในเสี้ยววินาทีนั้น เธอรู้สึกว่าความพิเศษจากพลังของเซี่ยหลิงช่างคุ้นเคย แต่ไม่มีเวลาให้คิด เธอกลับพบว่าตัวเองถูกกดดันจนไปยืนอยู่ที่ประตูของสวนกุหลาบแล้ว หากถูกผลักอีกเพียงก้าวเดียว เธอจะตกลงไปในสวนนี้ทันที
แม้เธอจะสงสัยว่าเหตุผลที่เซี่ยหลิงยืนกรานให้เธอเข้าไปคืออะไร แต่เธอก็ไม่ได้โง่พอที่จะเสี่ยงเข้าไปโดยรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เธอจึงปล่อยพลังจิตของตัวเองออกมาโดยไม่ยั้ง
แม้พลังของเธอจะอยู่ระดับ S ในขณะที่เซี่ยหลิงคือระดับ 3S ซึ่งโดยปกติควรทำให้เธอถูกบดขยี้อย่างไร้ทางสู้ แต่พลังของเธอที่มาจากพลังมายาถือเป็นนักล่าชั้นยอดในด้านพลังจิต
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากที่เธอเคยถูกพลังมายาควบคุมอยู่หลายครั้ง เธอก็ยิ่งเข้าใจการควบคุมพลังจิตได้ลึกซึ้งขึ้น ทำให้การต่อสู้ระหว่างเธอและเซี่ยหลิงไม่ได้ห่างชั้นกันมากอย่างที่ควร
เซี่ยหลิงเริ่มเผยสีหน้าจริงจัง ดวงตาของเธอฉายให้เห็นความระแวดระวังเล็กน้อย แต่ในฐานะเจ้าของพื้นที่ จึงไม่ได้หวั่นวิตกมากนัก
การปะทะกันของพลังจิตระดับสูงส่งแรงสั่นสะเทือนออกไปทั่ว ไม่ช้าก็มีคนจากตระกูลเซี่ยโผล่มาจากทุกทิศทาง
เซี่ยซวีและเซี่ยอีก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน
เซี่ยซวีเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “คุณลู่คะ แม่แค่อยากให้คุณสัมผัสถึงความงดงามของตระกูลเซี่ย ทำไมต้องทำตัวเหมือนอยู่ในสนามรบแบบนี้ล่ะคะ?”
ลู่จินกู้เพิ่งตระหนักว่าเซี่ยซวีมีทักษะพิเศษคล้ายกับการโจมตีด้วยเสียง เสียงเพลงที่อ่อนหวานและไพเราะดังขึ้นเพียงไม่กี่วินาที เธอก็รู้สึกเหมือนสมองพร่าเลือน พลังจิตที่ปะทะกับเซี่ยหลิง สะดุดลง ทำให้เผลอถอยหลังไปหนึ่งก้าวโดยไม่ตั้งใจ
เธอตอบสนองอย่างรวดเร็วและรีบปิดการรับรู้ของตัวเอง
ทว่าวินาทีถัดมา เซี่ยอีซึ่งยังไม่ได้พูดอะไรเลยก็เริ่มเปล่งเสียงร้องเพลง
เสียงสูงที่พุ่งขึ้นไปถึงฟ้าชวนให้นึกถึงเสียงโลมา หากเป็นการแสดงคอนเสิร์ต คงเรียกเสียงเชียร์ได้อย่างล้นหลาม แต่ที่นี่… เสียงนั้นเปรียบเสมือนเข็มแหลมคมที่เจาะทะลุเกราะพลังจิตของเธอจนพรุนในเวลาเพียงไม่กี่วินาที
เธอไม่คิดว่าพลังพิเศษเช่นนี้จะมีอยู่ และเพราะการเตรียมตัวที่ไม่ทันนี้เอง จึงทำให้เซถอยหลังไปอีกสองก้าว
ตอนนี้เธออยู่ห่างจากสวนกุหลาบ เพียงก้าวเดียวเท่านั้น…