เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 35 วิกฤต (รีไรต์)
บทที่ 35 วิกฤต (รีไรต์)
ตอนนี้ลู่จินกู้ไม่มีอาวุธอยู่ในมือแม้แต่ชิ้นเดียว
ท่ามกลางหมอกควันสีดำอันหนาทึบ น้ำลายเหม็นสาบหยดลงบนหน้ากาก เธอทั้งกลัวทั้งขยะแขยง พยายามดิ้นรนอย่างสุดกำลังเพื่อจะลุกขึ้น
อสูรทมิฬตัวนี้มีขนาดไม่ใหญ่มากนัก… และเมื่อวินาทีแห่งความเป็นความตายมาถึง พลังที่ระเบิดออกมาในช่วงเวลาคับขันนี้ทำให้เธอสามารถผลักมันออกไปด้านข้างได้สำเร็จ
ทว่าอสูรทมิฬกลับพลิกตัวอย่างคล่องแคล่ว แล้วพุ่งเข้ามาหาเธออีกครั้ง!
การเคลื่อนไหวของมันรวดเร็วมาก ในขณะที่ความมืดมิดกลับจำกัดการมองเห็นของลู่จินกู้ เธอหลบได้เพียงไม่กี่ครั้งก็ถูกมันตะครุบได้อีกครั้ง
อสูรทมิฬอ้าปากพุ่งเข้าหาลำคอของลู่จินกู้…
ทำใดนั้นเองเธอใช้มือทั้งสองข้างจับคอของมันไว้แล้วดันขึ้นอย่างสุดกำลัง ขณะที่กำลังดิ้นรนอยู่นั้น เธอก็รู้สึกราวว่าชนเข้ากับของแข็งบางอย่าง
“เคร้ง!!”
นั่นดาบของเธอ!
ทว่าตอนนี้ลู่จินกู้ไม่สามารถขยับแขนไปหยิบมันขึ้นมาได้
ไม่ใช่แค่ขยับแขนไม่ได้ แต่แขนของเธอนั่นเริ่มสั่นเทาและงอจนไม่สามารถควบคุมได้
ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป คงโดนมันกัดคอจนขาดใจตายแน่ ๆ
จะทำยังไงดี?
ลู่จินกู้จึงพยายามลองเรียกชื่อของกู้ตั๋ว แต่เครื่องสื่อสารก็ไม่มีการตอบรับ…
สงสัยว่าสถานการณ์การต่อสู้ของเขาคงจะไม่ดีเช่นกัน เธอจึงทำได้เพียงล้มเลิกความคิดที่จะขอความช่วยเหลือ
เงาแห่งความตายคืบคลานเข้ามาราวกับว่าไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็หนีความตายนี้ไม่พ้น
เว้นแต่…
ลู่จินกู้กัดฟันสู้ พยายามต้านทานแรงกดทับด้วยแขนซ้ายที่แทบจะไร้เรี่ยวแรง ในขณะที่มือขวาพยายามล้วงเข้าไปในกระเป๋าข้างขาอย่างยากลำบาก เพื่อคว้าเอากิ่งไม้ที่เป็นความหวังเดียวเอาไว้
มันช่างยากเย็นเหลือเกิน…
นี่คือความหวังของดาว 679 ดังนั้นก่อนออกเดินทางกู้ตั๋วจึงกำชับเป็นพิเศษว่าต้องปกป้องกิ่งดอกไม้อย่างแน่นหนา
ทว่าในตอนนี้ การปกป้องสิ่งนี้กลับกลายเป็นสิ่งที่นำความตายมาสู่เธอ และสถานการณ์คับขัน ทำให้เธอไม่มีเวลาแม้แต่จะเปิดกระเป๋าข้างขาออกมา
ทันใดนั้นเองอสูรทมิฬก็ออกแรงอย่างกะทันหัน ก่อนจะใช้ขาหน้าข้างขวากระทืบลงบนข้อมือซ้ายของเธออย่างแม่นยำและไร้ซึ่งความปราณี
“กร๊อบ!!”
ข้อมือของเธอถูกเหยียบลงบนพื้นด้วยมุมที่แปลกประหลาด จนกระดูกส่งเสียงดังกร๊อบ
“กรี๊ด!!” ลู่จินกู้ร้องลั่นและเกือบจะหมดสติด้วยความเจ็บปวด
อสูรทมิฬจึงฉวยโอกาสนั้นอ้าปากแล้วกัดลงมาทันที!
ฉันกำลังจะตายแล้วเหรอ?
ไม่นะ! ฉันยังไม่อยากตาย!
วินาทีแห่งความเป็นความตายปรากฏขึ้นเบื้องหน้า ความรู้สึกไม่ยอมแพ้อย่างรุนแรงพลุ่งพล่านขึ้นมา ทันใดนั้นมือที่มองไม่เห็นก็ปรากฏขึ้น!
สติของลู่จินกู้ถูกครอบงำด้วยความเย็นยะเยือก…
ในช่วงเวลาเพียงเสี้ยววินาทีเธอก็สูญเสียการรับรู้จากโลกภายนอกไปโดยสิ้นเชิง
ในพริบตาต่อมา ความหวาดกลัวก็จางหายไป ดวงตาทั้งสองข้างของเธอเหมือนลูกแก้วไร้ชีวิต จ้องมองอสูรทมิฬที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมอย่างเยือกเย็น
ทันใดนั้นหนามแหลมที่สร้างจากพลังจิตของลู่จินกู้ก็แทงทะลุเพดานปากของอสูรทมิฬอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพุ่งตรงไปยังสมองของมัน!
หนามแหลมขยายตัวอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ทิ่มแทงสมองสีดำจนแหลกละเอียด
อสูรทมิฬคำรามเสียงดังลั่น ความเจ็บปวดแล่นริ้วราวกับร่างจะแหลกสลาย ร่างกายอันแข็งแกร่งของมันพลันไร้เรี่ยวแรง ทรุดลงกับพื้น ก่อนจะถูกพลังจิตของเธอซัดกระเด็นออกไป
ลู่จินกู้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะใช้ดวงตาอันเยือกเย็นนั้นกวาดมองไปรอบ ๆ
ความอาฆาตที่ซ่อนอยู่ในความมืดต่างล่าถอยไป…
ลู่จินกู้แสยะยิ้มอย่างเย็นชา และกำลังจะเดินจากไป… แต่ทันใดนั้นเธอก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงก้มลงมองที่ขาของตัวเอง
ครู่ต่อมา เธอก็ค่อย ๆ เปิดกระเป๋าข้างขาที่ถูกปิดไว้อย่างแน่นหนาออก
กิ่งไม้ที่สวยงามสดใสปรากฏออกมาทันที!
ดวงตาสีฟ้าใสฉายแววรังเกียจขึ้นมาฉับพลัน เธอหยิบกิ่งไม้ขึ้นมาดูอย่างพิจารณา ก่อนจะเอื้อมมือไปเด็ดดอกไม้ที่บานสะพรั่งออกอย่างไม่ใยดี
“เฮือก! เธอ แค่ก! กำลังทำอะไร?”
จู่ ๆ ก็มีเสียงหอบหายใจดังขึ้น พร้อมกับร่างของกู้ตั๋วที่เดินออกมาจากความมืด
ทั้งสองสบตากันโดยไม่รู้ตัว…
สีหน้าใต้หน้ากากของเขาเปลี่ยนไป ก่อนจะปล่อยพลังจิตออกมาโดยไม่ลังเล
พลังจิตที่น่าสะพรึงกลัวปะทะกันอย่างรุนแรง
“หืม!” เสียงต่ำดังเล็ดลอดจากริมฝีปากของกู้ตั๋ว แม้จะผ่านการต่อสู้อันดุเดือดมาอย่างหนักหน่วง เขายังคงยืนหยัดอยู่ได้
ทว่าผลจากการปะทะกับลู่จินกู้ ทำให้เขาเสียหลักถอยร่นไป รอยเลือดสีแดงสดค่อย ๆ ไหลซึมออกมาจากมุมปาก เป็นเครื่องยืนยันถึงบาดแผลภายในที่รุนแรง
ในทางกลับกัน ลู่จินกู้กลับดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ นอกจากร่างกายที่โอนเอนไปเพียงเล็กน้อย
“ไปซะ!” ดวงตาของเขาเป็นประกายกร้าว ก่อนรวบรวมพลังจิตอีกครั้ง แล้วปล่อยคลื่นพลังมหาศาลเข้าโจมตี
ทว่าเธอกลับหัวเราะในลำคออย่างเย้ยหยัน “หึ!” เสียงนั้นเย็นยะเยียบ สร้างความหนาวเหน็บไปถึงขั้วกระดูก
จากนั้นคลื่นพลังจิตของทั้งสองก็ปะทะกันเป็นระลอก บิดเบือนอากาศรอบข้างจนสั่นสะเทือน ทั้งสองฝ่ายต่างทุ่มพลังมหาศาล ไร้ซึ่งรูปแบบหรือกระบวนท่าใด ๆ เป็นการปะทะกันอย่างดุเดือด และไม่มีการยั้งมือแต่อย่างใดราวกับมังกรผงาดคู่ต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี
ท่ามกลางความโกลาหลนั้น บนใบหน้าของกู้ตั๋วค่อย ๆ ปรากฏรอยดำจาง ๆ ขึ้นอย่างเชื่องช้า
หลังจากพลังจิตปะทะกันอีกครั้ง ส่งผลให้ร่างของเขากระเด็นออกไป เลือดสีสดพุ่งกระฉูดจากปาก เปรอะเปื้อนทั่วหน้ากากที่เคยแนบสนิทความเจ็บปวดแล่นริ้วไปทั่วร่าง ถึงอย่างนั้นเขาก็ตวาดลั่นเพื่อเรียกสติของอีกฝ่ายให้กลับคืนมา “ลู่จินกู้! เธอฟื้นขึ้นมาเดี๋ยวนี้!”
“เคร้ง!!”
เท้าของเขากระทบเข้ากับอะไรบางอย่างเกิดเป็นเสียงดังขึ้น
ด้วยสัญชาติญาณ เขาจึงสะบัดเท้าเตะวัตถุนั้นออกไปอย่างแรง ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าคือดาบของลู่จินกู้ ปลายดาบสั่นไหว ลอยคว้างอยู่กลางอากาศ
ทันใดนั้น แสงสว่างวาบขึ้นในใจราวกับว่าเขาคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ ดวงตาที่เคยมืดมัวกลับเป็นประกายขึ้นมาทันที เขาใช้ปลายเท้าดีดปลายดาบขึ้น ก่อนจะเหวี่ยงดาบในมือออกไปอย่างไม่ลังเล
เป้าหมายของเขาคือมือขวาของลู่จินกู้ที่กำลังถือกิ่งไม้อยู่!
ลู่จินกู้ไม่แม้แต่จะขยับหนี ดวงตาคมกริบจับจ้องไปที่คมดาบที่พุ่งเข้ามาอย่างไม่หวั่นเกรง คลื่นพลังจิตไหลเวียนรอบกาย ก่อนจะควบคุมดาบเล่มนั้นให้ลอยขึ้นมา…
กู้ตั๋วไม่ปล่อยให้โอกาสทองนี้หลุดลอยไป ทันใดนั้นร่างของเขาก็พุ่งเข้าหาด้วยความรวดเร็วราวกับพายุ
ทว่าในชั่วพริบตานั้นเอง แสงสีฟ้าอ่อนก็สว่างวาบขึ้น ดาบเล่มเดิมกลับพุ่งทะยานไปเบื้องหน้าอีกครั้ง รวดเร็วจนตาเปล่ามองตามแทบไม่ทัน
คมดาบจ่ออยู่ตรงหน้าในระยะประชิด ลู่จินกู้ตกใจเล็กน้อย แต่ด้วยสัญชาตญาณ เธอจึงยกมือขึ้นป้องกันตัวอย่างรวดเร็ว
ถึงแม้พลังจิตของเธอจะพุ่งสูงขึ้นอย่างน่าหวั่นเกรง แต่ประสบการณ์ในการต่อสู้อย่างถึงเลือดถึงเนื้อกลับไม่ได้เพิ่มพูนตาม เผ่าพันธุ์ของเธอไม่ได้เชี่ยวชาญการต่อสู้ระยะประชิด
กู้ตั๋วมองเห็นจุดอ่อนนั้นอย่างชัดเจน เขารุกคืบเข้าประชิดตัวเธอมากขึ้นทุกขณะ กระบวนท่ารวดเร็ว ดุดัน ไร้รูปแบบ บีบบังคับให้เธอต้องถอยร่นไปเรื่อย ๆ อย่างเลี่ยงไม่ได้
ในที่สุด โอกาสที่รอคอยก็มาถึง เขาผสานพลังจิตเข้ากับคมดาบ ปล่อยพลังโจมตีออกไปอย่างรุนแรง บีบให้ลู่จินกู้ต้องปล่อยกิ่งไม้ในมือ!
เขารับกิ่งไม้ที่ร่วงหล่นด้วยมือซ้ายอย่างรวดเร็ว ร่างกายถอยร่นไปด้านหลังหลายก้าว รับแรงปะทะจากคลื่นพลังจิตของเธอที่โหมกระหน่ำเข้าใส่อย่างไม่ลดละ นี่ไม่รู้เป็นครั้งที่เท่าไหร่แล้วที่เขาต้องทนรับแรงปะทะมหาศาลนี้
กู้ตั๋วตวัดปลายเท้า ปักกิ่งไม้ลงบนพื้นอย่างแรง ดวงตาแข็งกร้าวจ้องมองไปที่ร่างตรงหน้า
“เธอจะฟื้นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับแกแล้ว!”
สิ้นเสียงคำราม เขาก็กระชับดาบในมือแน่น ก่อนพุ่งเข้าใส่ลู่จินกู่อีกครั้ง การต่อสู้ครั้งนี้ดูเหมือนจะยังไม่จบลงง่าย ๆ
…
สติของลู่จินกู้เริ่มเลือนราง ความสับสนแผ่คลุมความคิดราวกับเส้นด้ายพันกันยุ่งเหยิง จนกระทั่งเสียงของระบบพาราไดซ์ดังขึ้น ดึงสติที่แตกกระเจิงให้กลับคืนมา
[ตรวจพบเขตพาราไดซ์แห่งที่สอง ตรงตามเงื่อนไขการเปิดใช้งาน ความคืบหน้าในการเปิดใช้งาน 10% 15% 20%…]
แม้จะอยู่ในห้วงแห่งความสับสน สมองของลู่จินกู้พยายามประมวลผลอย่างหนัก ความรู้สึกผิดปกติก่อตัวขึ้นภายในจิตใจ
[ดูเหมือนว่าจะยังไปไม่ถึงตำแหน่งที่กำหนดไว้นะ]
เสียงระบบดังขึ้นอีกครั้ง ยิ่งตอกย้ำความผิดปกติในใจของเธอ
พยายามเท่าไหร่ เธอก็ไม่สามารถหยุดกระบวนการที่กำลังดำเนินอยู่ได้ ทำได้เพียงเฝ้ามองระบบรายงานความคืบหน้าด้วยความกังวลใจ
หารู้ไม่ว่าภายใต้จิตสำนึก ร่างกายของเธอกำลังเคลื่อนไหวอย่างบ้าคลั่ง วิ่งหนีสุดกำลัง ในขณะที่กู้ตั๋วก็พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะหยุดยั้งเธอ
ทิวทัศน์รอบข้างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วราวกับเวลาถูกเร่งให้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว ดอกไม้ที่ครั้งหนึ่งเคยเบ่งบานงดงาม กลับเหี่ยวเฉาลงต่อหน้าต่อตา ผลไม้สีเขียวอ่อนสุกงอมจนกลายเป็นสีแดงจัด ก่อนจะร่วงหล่นจากกิ่งลงสู่พื้นดินอย่างน่าใจหาย
รากเล็ก ๆ งอกงามแทงลึกลงไปในดิน เสียงแตกของเปลือกผลไม้ เสียงใบอ่อนผลิใบใหม่ดังขึ้นเป็นระยะราวกับบทเพลงแห่งกาลเวลา
แววตาที่เคยไร้ความรู้สึกของลู่จินกู้ถูกแทนที่ด้วยความหวาดกลัวอย่างเห็นได้ชัด เธอพยายามอย่างยิ่งที่จะหลุดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้า แต่กลับไร้ผล…
กู้ตั๋วยังคงยืนกรานขวางทางเธอ ในสายตาของลู่จินกู้ตอนนี้ เขาดูไม่ต่างอะไรจากแมลงวันน่ารำคาญที่คอยแต่จะตีปีกบินวนเวียนไปมา
เสียงขู่ต่ำดังเล็ดลอดออกมาจากลำคอ ก่อนที่เธอจะตัดสินใจปลดปล่อยกระแสพลังจิตทั้งหมดออกจากร่าง
พลังจิตมหาศาลแผ่กระจายไปทุกทิศทุกทาง บิดเบือนแม้กระทั่งอากาศ นั่นคือการตัดสินใจที่อันตรายมาก การดึงพลังจิตทั้งหมดออกจากร่างกายอย่างกะทันหันเช่นนี้ อาจส่งผลร้ายแรงต่อสมอง บั่นทอนความคิด และอาจทำให้เธอกลายเป็นเพียงคนไร้สติสัมปชัญญะได้ในที่สุด
นี่คือการเดิมพันที่แลกมาด้วยชีวิต!
แต่ดูเหมือนลู่จินกู้จะไม่สนใจแล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น ขอเพียงแค่หลุดพ้นจากสถานการณ์ตรงหน้านี้ได้ แม้ต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
กู้ตั๋วมองภาพตรงหน้าด้วยแววตาแน่วแน่ ขบกรามแน่น ก่อนจะตัดสินใจเลือกเส้นทางเดียวกัน
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาจะไม่มีวันยอมให้เธอหนีไปทั้งแบบนี้!
ท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียด ผืนดินก็สั่นสะเทือน ต้นไม้ยักษ์ สูงตระหง่านจนยอดไม้หายลับไปในหมู่เมฆ ผุดขึ้นจากพื้นดิน รากไม้ขนาดมหึมากระจายตัวออกไปทุกทิศ น้ำพุใสกระเซ็นซ่าน ก่อนสายลมอบอุ่นจะพัดผ่านร่างของคนทั้งสอง แล้วหยุดลงอย่างกะทันหันในระยะไม่กี่ก้าว
“กรี๊ดดด!!!”
ลู่จินกู้กรีดร้องอย่างบ้าคลั่ง ร่างของเธอถูกแรงกดดันมหาศาลจากต้นไม้ยักษ์ ผลักกระเด็นออกไปไกล ก่อนจะถูกดูดกลืนหายไปในความมืด ดวงตาที่ไร้แววปิดลงทันที
ลู่จินกู้ลืมตาขึ้นอีกครั้ง ความสับสนแล่นเข้ามาแทนที่ แต่ยังไม่ทันที่สติจะกลับคืนมาร่างกายของเธอก็โอนเอน ก่อนจะล้มพับลงไป
ในเวลาเดียวกัน กู้ตั๋วพยายามทรงตัวกางแขนออกเพื่อยึดเหนี่ยว แต่ความรู้สึกเวียนหัวก็ถาโถมเข้ามาอย่างรุนแรง จนเขาไม่อาจต้านทานได้ ทันใดนั้นร่างสูงก็ทรุดลงกับพื้นอย่างหมดท่า
…
ลู่จินกู้รู้สึกถึงสัมผัสอบอุ่น ก่อนที่สติจะค่อย ๆ กลับคืนมาอีกครั้ง ภาพเบื้องหน้าพร่ามัว แต่เธอก็สัมผัสได้ถึงอ้อมแขนที่โอบกอดเธออยู่
เธอผละตัวออกอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเมื่อเห็นต้นไม้ยักษ์ สูงเสียดฟ้าที่ตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกล
เสียงระบบดังขึ้นในหัวอีกครั้ง ยืนยันความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
[เขตพาราไดซ์แห่งที่สอง ได้เปิดขึ้นแล้ว!]
ระบบแจ้งเตือนให้เธอตั้งชื่อสถานที่แห่งนี้ แต่ลู่จินกู้กลับไม่ใส่ใจนัก เธอตั้งชื่อมันอย่างขอไปทีว่า “เขตพาราไดซ์หนึ่ง” ก่อนจะหันความสนใจไปที่ร่างของกู้ตั๋วที่นอนแน่นิ่งอยู่ข้าง ๆ
ใบหน้าของเขาซีดเซียวไร้สีเลือด ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือบนหน้ากากสีเงินที่เคยแนบสนิทกับใบหน้า กลับมีไอสีดำแผ่ปกคลุม ดูน่ากลัวและเป็นลางร้ายมาก
ทันใดนั้นหัวใจของเธอก็เต้นแรงด้วยความกังวล…