เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 368 ย้อนรอยอ่าวเงือกในอดีต
บทที่ 368 ย้อนรอยอ่าวเงือกในอดีต
กงซุนฉือพูดจนคอแหบแห้ง คิดว่าตนเองอธิบายอย่างละเอียดและเข้าใจง่ายแล้ว แต่พอหันกลับมาก็พบว่าหนังตาของลู่จินกู้แทบจะปิดลงอยู่รอมร่อ
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาอุตส่าห์มีความอดทนเป็นครู แต่กลับประสบความสำเร็จในการทำให้นักเรียนหลับไปเสียอย่างนั้น เขาโมโหจนหน้าแดง ก่อนจะฟาดมือลงกับเครื่องมือทดลองพร้อมเสียงดังปัง!
คนที่กำลังจะเข้าสู่ห้วงฝันสะดุ้งเฮือกขึ้นมา มองเครื่องมือทดลองที่กลายเป็น ‘ฆ้อง’ ชั่วคราว และสีหน้าหงุดหงิดของกงซุนฉือด้วยความกระดาก เธอเกาแก้มพลางกล่าวขอโทษ “ขอโทษ ขอโทษจริง ๆ แต่มันซับซ้อนมาก ฉันฟังไม่เข้าใจเลย”
“ซับซ้อนตรงไหน! นี่เป็นเรื่องที่ง่ายที่สุดแล้ว!” กงซุนฉือตะโกนด้วยความไม่พอใจ แต่พอเห็นสีหน้าซื่อตรงของเธอ เขาก็ถอนหายใจอย่างจนใจ “ช่างเถอะ ถ้าไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ยังไงแกนกลางนี้ก็เป็นตัวช่วยสำคัญในการขโมยทักษะ ฉันจะลองฟื้นฟูมันดู ในระหว่างนั้นอาจจะได้ค้นพบวิธีการของพวกมันด้วย”
“อืม ๆ พวกนั้นร้ายกาจเกินไปจริง ๆ ใช้วิธีการซ่อนเร้นมากขึ้นทุกวัน ถ้าเราสามารถทำอะไรเป็นระบบแจ้งเตือนล่วงหน้าให้คนอื่นไม่ตกหลุมพรางโดยไม่รู้ตัวได้ก็คงดีนะ”
“เธอเรียกร้องเยอะจัง” กงซุนฉือหรี่ตามองเธออย่างจับผิด
“แหะ ๆ ก็รู้นี่ว่านายเก่งมาก” เธอยิ้มเจื่อน แต่ก็ไม่ลืมที่จะป้อนคำชมในแบบของเธอ “คนเก่งต้องทำงานหนักหน่อย เพื่อความสุขของประชาชนในสหพันธ์ไง!”
“เหอะ ปากหวานไปเถอะ”
ถึงจะพูดอย่างนั้น แต่มุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อยอย่างอดไม่ได้
เมื่อแน่ใจว่าลู่จินกู้ไม่มีพรสวรรค์ด้านวิทยาศาสตร์จริง ๆ ทั้งสองก็เลิกพูดเรื่องแกนกลางนั้น แต่หันไปพูดถึงการตอบสนองของสถานีตำรวจแทน
“ถึงจะบอกว่าคดีระเบิดมันอยู่ในขอบเขตหน้าที่ของตำรวจ แต่พอคิดว่าสถานีตำรวจเป็นเขตของตระกูลอเล็กซานเดอร์ ฉันก็อดรู้สึกไม่ดีไม่ได้” ลู่จินกู้ถอนหายใจ ภาพของเอมิลี่ที่พุ่งเข้าไปในหลุมลึกยังคงวนเวียนอยู่ในหัวเธอ
นั่นไม่ใช่สายตาที่แสดงความเป็นห่วงว่าพวกเขาจะทำลายหลักฐานเพียงอย่างเดียว เธอไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะอคติหรือไม่ แต่เธอรู้สึกว่ามันเหมือนสายตาของคนที่กลัวว่าพวกเขาจะค้นพบอะไรบางอย่างมากกว่า
กงซุนฉือแค่นเสียงเย็นชา “รู้สึกไม่ดีก็ถูกแล้ว พวกนั้นเป็นแค่หุ่นเชิดในมือของตระกูลแบล็ก คดีระเบิดครั้งนี้ถึงจะกระทบวงกว้าง แต่ไม่ได้กระทบถึงคนชั้นสูง คิดดูสิ ผู้หญิงอย่างเอมิลี่ถึงกับลงพื้นที่เอง เธอเชื่อไหมว่าไม่มีอะไรในนั้น? เพราะฉันไม่เชื่อแน่นอน”
“ถ้าเป็นอย่างนั้น เธอคงสงสัยในตัวเรา แล้วอาจจะมาหาเรื่องเราไหม?”
คำพูดยังไม่ทันขาดเสียง พ่อบ้านชราก็เคาะประตูเข้ามา “คุณชาย ตัวแทนจากสภามาขอพบครับ”
“ใครมา?”
“วาเลนติน แบล็กครับ”
รอยยิ้มเย้ยหยันบนหน้าของกงซุนฉือยิ่งชัดเจนขึ้น “เห็นไหมล่ะ ว่าต้องมาแน่ ๆ”
เขาพูดเสียงดัง “ให้เขารอไปก่อน”
ทั้งสหพันธ์ ใครจะกล้าทำให้ตระกูลแบล็กต้องรอได้ นอกจากเขาคนนี้
กงซุนฉือปิดแบบจำลอง ก่อนจะส่งช่องทางรูหนอนแบบพกพาให้ลู่จินกู้
ลู่จินกู้มองด้วยความสงสัย “นายไม่ทำการวิจัยต่อแล้วเหรอ?”
“เอาไปเก็บไว้ก่อน ที่นี่ฉันมีข้อตกลงกับสหพันธ์หลายฉบับ บางคนแม้ว่าฉันจะไม่อยากเจอ แต่ก็ปฏิเสธตรง ๆ ไม่ได้ ถ้าพวกเขาหน้าด้านมาค้นวิจัยเรา มันอาจกลายเป็นเรื่องใหญ่ได้” กงซุนฉืออธิบายสถานการณ์ด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“อย่างนี้นี่เอง” เธอเก็บช่องทางรูหนอนไว้ในกระเป๋า ก่อนจะเย้าแหย่ “ไม่คิดเลยว่านายก็มีมุมกังวลแบบนี้เหมือนกันนะ แต่ของนี่ฉันเองก็อยากใช้ เดี๋ยวใช้เสร็จแล้วจะส่งคืนให้”
“ต่อให้เป็นคนจากตระกูลกู้ ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำอะไรก็ได้ ฉันไม่โง่พอที่จะไม่เตรียมตัว” เขากลอกตาใส่ ก่อนจะเอ่ยเสริม “ฉันมีแผน เดี๋ยวค่อยให้พ่อบ้านเล่าให้เธอฟัง วันนี้เธอกลับไปก่อนเถอะ เจ้าแก่จิ้งจอกตัวนั้นฉันจะจัดการเอง”
ลู่จินกู้คิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอเริ่มสงสัยว่าคนทุกคนในโลกของกงซุนฉืออาจมีฉายาแปลก ๆ ที่เขาตั้งให้ แต่…วาเลนตินก็ยังไม่นับว่าแก่นี่นา
ความคิดของเธอล่องลอยอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะดึงตัวเองกลับมาแล้วพยักหน้าตกลง
กงซุนฉือมีความมั่นใจมากพอ เธอเองหากเข้าไปเจรจาคงมีแต่จะทำให้เรื่องยุ่งยากขึ้น สู้ไม่เจอกันเลยดีกว่า
เมื่อออกจากสถานีขนส่ง เธอไม่ได้กลับไปยังดาวเคราะห์ 7133 แต่เลือกที่จะเปลี่ยนเส้นทางไปยังอ่าวเงือก
เธอมีแนวคิดที่ค่อนข้างเสี่ยง และจำเป็นต้องลองทดสอบเพื่อดูว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่
อ่าวเงือกดูเงียบเหงากว่าครั้งก่อนที่เธอเคยมา ร้านค้าส่วนใหญ่ยังเปิดอยู่ แต่แทบไม่มีนักท่องเที่ยวเลย
สถานการณ์แบบนี้ก็ไม่แปลกนัก การก่อกบฏ การลอบสังหารตระกูลใหญ่… เรื่องเหล่านี้ยังพอทำให้คนทั่วไปปลอบใจตัวเองว่าเป็นปัญหาที่ไกลตัว
แต่เหตุระเบิดครั้งใหญ่ที่ศูนย์ทดลองแห่งกาลเวลาสร้างผลกระทบที่รุนแรงเกินคาด โดยเฉพาะเมื่อในตอนนี้ ในสตาร์เน็ตเต็มไปด้วยการคาดเดาสาเหตุระเบิดที่หลากหลายและไร้การควบคุม หลายคนจึงเริ่มคิดว่าการออกไปข้างนอกนั้นไม่ปลอดภัย และเลือกที่จะอยู่แต่ในบ้านแทน
ระหว่างทาง เธอได้ยินเสียงพ่อค้าแม่ค้าหลายคนบ่นด่าคนที่ก่อเหตุระเบิด คำโบราณที่ว่า ‘ตัดทางทำมาหากิน ก็เหมือนฆ่าพ่อแม่’ ดูจะเหมาะสมกับสถานการณ์นี้ คนเหล่านี้แทบจะนับว่ามีแค้นส่วนตัวกับผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้แล้ว มันไม่แปลกที่พวกเขาจะเกลียดชังขนาดนี้
แต่อย่างน้อย สำหรับลู่จินกู้ ความเงียบนี้ก็อำนวยความสะดวกให้กับแผนที่เธอกำลังจะทำ
“คุณหนูจิน”
เสียงเรียกทำให้เธอหันกลับไปมอง และพบว่าเป็นเซอร์ที่มาหาเธอ
ลู่จินกู้เพิ่งติดต่อเหล่าเผ่าเงือก ขอให้พวกเขานำสิ่งของที่เก็บรักษาไว้ออกมา
เผ่าเงือกในอดีตเคยถูกยกย่องให้เป็น คลังเก็บสมบัติที่ปลอดภัยสำหรับต่างเผ่าพันธุ์ ของที่ถูกเก็บไว้มีมากมายมหาศาล แต่โชคร้าย หลายเผ่าพันธุ์ได้สูญสลายไปตามเวลา สิ่งเหล่านี้จึงกลายเป็นของที่ไร้ประโยชน์
แต่ตอนนี้ บางที…อาจถึงเวลาที่มันจะได้เปล่งแสงและมีคุณค่าอีกครั้ง
เนื่องจากมีเพียงเซอร์คนเดียวที่สามารถเปลี่ยนร่างให้มีขาเดินบนบกได้ เผ่าเงือกคนอื่นจึงช่วยกันขนของมาที่ชายฝั่งก่อน แล้วให้เขานำของจำนวนหนึ่งมาส่งให้เธอ
“คุณหนูจิน คุณจะเอาของพวกนี้ไปทำอะไรเหรอ?”
เธอกำลังถือหินรูปร่างประหลาดชิ้นหนึ่ง พลางคิดว่านี่เป็นของที่เผ่าไหนทิ้งไว้ แม้ว่าเซนาอินจะเคยบอกเล่ารายละเอียดไว้ แต่ด้วยจำนวนของที่มากเกินไป ตอนนั้นเธอก็จำไม่หมด และตอนนี้ก็ลืมไปแทบหมดสิ้น
เธอตอบออกไปอย่างไม่ใส่ใจนัก “แค่จะลองดูว่าจะปลุกจิตวิญญาณผู้พิทักษ์ขึ้นมาได้ไหมน่ะค่ะ”
คำตอบของเธอทำให้เซอร์ตื่นเต้นทันที “งั้นเดี๋ยวผมไปเอาของมาเพิ่ม!”
“เดี๋ยว เดี๋ยวก่อนค่ะ คุณลุงเซอร์ รอให้ฉันลองดูก่อน อย่าเพิ่งรีบสิคะ”
“โอ้ ได้ ๆ เข้าใจแล้ว”
แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ความตื่นเต้นของเซอร์ก็ยังคงฉายชัดบนใบหน้า เขาดูประหม่าเล็กน้อยเหมือนคนไม่รู้จะทำอะไรต่อ
“เอาชิ้นนี้แหละ” เธอวางหินรูปร่างประหลาดบนโต๊ะ จากนั้นนำช่องทางรูหนอนแบบพกพาเข้ามาใกล้ ๆ แล้วหยิบแร่พลังงานเทพหิมะที่ถูกตัดแต่งใหม่ออกมา
เธอเปิดใช้งานฟังก์ชันย้อนเวลาของเครื่อง
ม่านแสงปรากฏขึ้นอีกครั้ง แต่ทันใดนั้น เธอก็รู้สึกเจ็บที่แขน
เมื่อก้มมอง เธอพบว่าเซอร์ที่ยืนอยู่ข้าง ๆ คว้าแขนของเธอไว้แน่นด้วยความตกใจ
ภาพที่ปรากฏตรงหน้าของพวกเขาไม่ได้เป็นทิวทัศน์ของเมืองเล็ก ๆ ในปัจจุบันอีกต่อไป หากแต่เป็นทะเลทรายที่เต็มไปด้วยหินผาสูงต่ำขรุขระ
ในภาพนั้น มีสิ่งมีชีวิตคล้ายมนุษย์ที่มี ‘ตุ่มใหญ่’ อยู่บนหน้าผากเดินไปมา รอบตัวพวกมันมีม้าบรรทุกที่หลังแต่ละตัวแบกห่อสัมภาระขนาดต่าง ๆ
เสียงตะโกนดังขึ้น “คาราวานพร้อมหรือยัง? เราต้องออกเดินทางแล้ว ไม่งั้นจะไปไม่ทันงานเทศกาลที่อ่าวเงือกครั้งนี้!”
“พร้อมแล้วจ้า!” มีเสียงตอบกลับอย่างกังวาน
หัวหน้ากลุ่มยกแส้ในมือขึ้นสะบัดอย่างคล่องแคล่ว ก่อนที่ม้าบรรทุกจะเริ่มเดินขบวนช้า ๆ
ฉากตรงหน้าของพวกเขาเปลี่ยนไปหลายครั้ง ขบวนคาราวานอันยาวเหยียดได้เดินทางมาถึงเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งในอ่าวเงือก
แต่นั่นไม่ใช่อ่าวเงือกที่เธอเพิ่งสร้างขึ้นในปัจจุบัน ทว่าเป็นอ่าวเงือกที่แท้จริงที่เคยรุ่งเรืองในอดีต ก่อนที่จะถูกกลืนหายไปในห้วงแห่งกาลเวลา