เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 379 วิธีการที่ไร้ผล
บทที่ 379 วิธีการที่ไร้ผล
ก่อนที่ลู่จินกู้จะเอ่ยปากพูดอะไร ต้าฉือ อายูโกะก็เริ่มพูดขึ้นก่อน “ฉันรู้ว่าคุณไม่ไว้วางใจฉัน คิดว่าฉันมาเพราะมีภารกิจแอบแฝง”
น้ำเสียงของเธอดูเหมือนจะเป็นการสารภาพโดยตรง ลู่จินกู้จึงไม่ได้เอ่ยขัด และไม่ได้ปฏิเสธข้อสงสัยนั้น
พวกเธอยืนอยู่ฝั่งที่แตกต่างกัน การเสแสร้งว่าเป็นมิตรคงไม่มีประโยชน์อะไร
ต้าฉือ อายูโกะพูดต่อ “คุณสงสัยไม่ผิดหรอกค่ะ ฉันมาที่นี่พร้อมกับภารกิจจริง ๆ”
คำตอบที่ตรงไปตรงมานั้นทำให้ลู่จินกู้แปลกใจเล็กน้อย
“คุณอาจสงสัยว่าทำไมฉันถึงสารภาพออกมาแบบนี้ใช่ไหมคะ?”
“ใช่” ลู่จินกู้ตอบตรง ๆ โดยไม่ปิดบัง
ต้าฉือ อายูโกะพลันยิ้มเศร้า “การที่ฉันได้เจอน้องสาวอีกครั้งในชีวิตนี้ ฉันก็ไม่มีอะไรเสียใจแล้ว เหตุผลที่ฉันยอมรับข้อเสนอของสามี… อ้อ สามีของฉันคือ ต้าฉือเฟยหยวน เหตุผลที่ฉันตกลง ก็เพราะนี่เป็นโอกาสเดียวที่ฉันจะได้ออกจากตระกูลต้าฉืออย่างอิสระ”
สายตาของเธอดูสงบ แต่ลู่จินกู้สังเกตเห็นแววตาของเธอแฝงความกลัวและความรังเกียจลึก ๆ เมื่อพูดถึงต้าฉือเฟยหยวน แม้มันจะหายไปในชั่วพริบตาเหมือนคนที่ชินกับการซ่อนอารมณ์เหล่านี้
ลู่จินกู้ตัดสินในใจทันทีว่า ชีวิตแต่งงานของผู้หญิงคนนี้คงไม่เคยมีความสุข
ต้าฉือ อายูโกะหัวเราะขื่น ๆ “พ่อแม่ของฉันเสียไปตั้งแต่ฉันยังเด็ก พลังจิตของเราสองพี่น้องก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไรนัก ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงร้องเพลงที่พระเจ้าประทานมา ชีวิตของพวกเราคงยากลำบากกว่านี้ ตอนที่ฉันตัดสินใจลาออกจากวงการและแต่งงาน ส่วนหนึ่งเพราะหลงรัก แต่ก็มีส่วนหนึ่งที่หวังว่าการแต่งงานกับครอบครัวที่มีอำนาจ จะช่วยให้น้องสาวกับฉันมีชีวิตที่ง่ายขึ้น แต่บางทีเพราะเหตุผลที่ฉันแต่งงานนั้นไม่ได้บริสุทธิ์ ฉันเลยถูกลงโทษแบบนี้”
เธอนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับดึงตัวเองออกมาจากความเจ็บปวดในอดีต “แต่ถึงจะเสียใจ มันก็สายเกินไป ตระกูลต้าฉือมีกฎที่เข้มงวดมากกับผู้หญิงที่แต่งเข้าไป และต้าฉือเฟยหยวนก็คอยจับตามองฉันอยู่ตลอด โอกาสนี้เป็นครั้งเดียวที่ฉันจะได้ออกมา ถ้าฉันไม่คว้ามันไว้ ฉันอาจไม่มีโอกาสอีกเลยจนตาย”
ลู่จินกู้ไม่ได้สนิทกับต้าฉือ อายูโกะ และทั้งสองยังยืนอยู่ฝั่งตรงข้ามกันโดยชัดเจน เธอจึงไม่ได้สนใจฟังเรื่องราวชีวิตอันขมขื่นของอีกฝ่าย ในเมื่อชีวิตคนเรามักเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ทางที่เลือกก็ต้องรับผิดชอบ การพร่ำบ่นไปย่อมไร้ประโยชน์
เมื่อคิดเช่นนี้ ความไม่พอใจก็แสดงออกมาเล็กน้อยผ่านสีหน้า
ต้าฉือ อายูโกะที่ช่างสังเกตจึงหยุดเล่าเรื่องส่วนตัว และเปลี่ยนไปพูดถึงประเด็นสำคัญทันที
“การโจมตีครั้งนี้เป็นแผนการที่ต้าฉือเฟยหยวนวางแผนไว้นานแล้ว พวกเขารู้ดีว่าพาราไดซ์มีความลึกลับหลายอย่างเลยเตรียมแผนสำรองไว้ ถ้ายึดพาราไดซ์หนึ่งได้จะดีที่สุด แต่ถ้าล้มเหลว พวกเขาก็ให้ฉันใช้สถานะผู้อยู่อาศัยแฝงตัวอยู่ในนี้ เพื่อหาช่องทางลอบนำคนของกลุ่มพันฆาต เข้ามา”
“กลุ่มพันฆาต?” คำตอบนั้นทำให้ลู่จินกู้ตกใจจนลุกขึ้นยืนทันที
“ใช่” ต้าฉือ อายูโกะพยักหน้า “กลุ่มพันฆาตอยู่ภายใต้การสนับสนุนของตระกูลต้าฉือ ทุกคนรู้ดีว่าตระกูลต้าฉือโดดเด่นในเรื่องการเกิดคู่แฝด และความสามารถทางจิตที่เชื่อมถึงกันระหว่างแฝด แต่สิ่งที่ไม่ค่อยมีใครรู้คือตระกูลนี้มีความเชี่ยวชาญด้านการลอบสังหาร และกลุ่มพันฆาตก็คือเด็กที่ ‘ถูกคัดออก’ จากตระกูล”
“เด็กที่ถูกคัดออก?” ลู่จินกู้ถามด้วยความสงสัย
แต่ต้าฉือ อายูโกะปฏิเสธที่จะอธิบายเพิ่ม สีหน้าของเธอฉายแววรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนจะเปลี่ยนหัวข้อ “ฉันมีสถานะผู้อยู่อาศัยที่ถูกต้องตามกฎหมาย แม้พาราไดซ์หนึ่งจะถูกปิดกั้นในอนาคต แต่ฉันก็สามารถใช้สถานะนี้พาคนเข้ามาได้ในฐานะ ‘ญาติผู้ลี้ภัย’ หลังจากนั้นจะเกิดอะไรขึ้น ต้าฉือเฟยหยวนไม่ได้บอกฉัน”
“แล้วคุณกล้าพูดแผนของต้าฉือเฟยหยวนทั้งหมดออกมาง่าย ๆ แบบนี้เลย?” ลู่จินกู้เริ่มสงสัยในความตรงไปตรงมาของอีกฝ่าย
ต้าฉือ อายูโกะหัวเราะอย่างเย้ยหยัน “หลายปีที่ผ่านมา ฉันเป็นเหมือนของเล่นในมือของเขา เขาไม่เคยไว้ใจฉันเพราะไม่จำเป็น เขามองว่าฉันไม่ต่างจากมดปลวกที่ไม่มีวันหลุดพ้นจากเงื้อมมือของเขาได้”
ขณะพูด เธอก็หัวเราะอย่างบ้าคลั่ง น้ำตาไหลออกมาพร้อมกับเสียงหัวเราะ
ในตอนนั้นเอง ลู่จินกู้จึงเริ่มมองออกว่าอารมณ์ของต้าฉือ อายูโกะไม่ปกติ
การขัดคำสั่งของต้าฉือเฟยหยวนดูเหมือนจะเป็นความสุขที่ยิ่งใหญ่สำหรับเธอ เธอหัวเราะต่อไปอีกนาน ก่อนจะค่อย ๆ สงบลง
“ต้าฉือเฟยหยวนใช้ข่าวเกี่ยวกับน้องสาวของฉันมาล่อฉัน เขาบอกว่าถ้าฉันทำภารกิจนี้สำเร็จ เขาจะให้ฉันพบน้องสาว แต่เขาไม่รู้ว่าตอนที่บอดีการ์ดพาฉันมาทำเรื่องขอเป็นผู้อยู่อาศัย ฉันได้เห็นเธอจากระยะไกล… แค่เพียงมองปราดเดียว ฉันก็มั่นใจว่านั่นคือน้องสาวของฉัน เธออยู่กับพวกคุณ…”
ต้าฉือ อายูโกะกัดฟันแน่น “ในเมื่อเธอมีความเกี่ยวข้องกับพวกคุณ และต้าฉือเฟยหยวนเป็นศัตรูกับคุณ แล้วเขาจะยอมให้ฉันได้พบเธอจริง ๆ ได้ยังไง? เขาหลอกฉันมาตลอด เขาหลอกฉันครึ่งชีวิต แล้วยังใช้เรื่องของน้องสาวมาหลอกฉันอีก…”
เธอหัวเราะอย่างประหลาดอีกครั้ง เสียงหัวเราะนั้นแฝงความเจ็บปวด “ฉันไม่เชื่อหรอก น้องสาวของฉันทั้งสวยและฉลาด เธอรู้ดีว่าใครควรประจบ ใครควรหลีกเลี่ยง เธอไม่มีวันตายง่าย ๆ แบบนั้นแน่”
ลู่จินกู้ไม่ได้พูดอะไร เธอนิ่งเงียบและมองอีกฝ่ายอย่างเย็นชา
ไม่นาน ต้าฉือ อายูโกะก็เหมือนจะรู้ตัว เธอหยุดหัวเราะ และกลับมามีท่าทีหวาดกลัวเหมือนเดิม
เมื่อทุกอย่างสงบลง ลู่จินกู้จึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “อย่าพยายามใช้วิธีการแบบนี้กับฉัน ฉันไม่สงสารศัตรู และยิ่งไม่คิดช่วยคุณแก้แค้นต้าฉือเฟยหยวนเพียงเพราะเรื่องราวที่น่าสงสารของคุณ”
คำพูดนั้นเหมือนหมัดที่ซัดตรงเข้าหน้า
ต้าฉือ อายูโกะทิ้งตัวลงกับพนักเก้าอี้ ก่อนจะหัวเราะเยาะตัวเองอีกครั้ง “ฉันเคยคิดว่าคุณเป็นคนที่เห็นใจผู้อ่อนแอ คุณช่วยเหลือพวกต่างเผ่ามามากมาย ทำไมฉันถึงไม่ได้รับโอกาสนั้น?”
ลู่จินกู้มองอีกฝ่ายอย่างเยือกเย็น “ขนาดตอนนี้ คุณยังมีเวลาคิดเอาเปรียบคนอื่น ฉันไม่คิดว่าคุณเป็นคนอ่อนแอจริง ๆ หรอกนะคะ”
คำพูดของลู่จินกู้เหมือนกระแทกอีกฝ่ายจนพูดไม่ออก ต้าฉือ อายูโกะจ้องมองอีกฝ่ายอยู่นาน ราวกับกำลังพิจารณาบางสิ่ง
ตั้งแต่แรกเริ่ม ลู่จินกู้ก็นึกสงสัยอยู่ในใจ ชีวิตที่เต็มไปด้วยความทุกข์สามารถทำลายความหยิ่งทะนงในตัวคน เปลี่ยนแปลงบุคลิกและนิสัย และทิ้งร่องรอยไว้บนใบหน้า
แต่การที่ใครบางคนผ่านความทุกข์ทรมานและการทารุณกรรมมาได้โดยยังคงความงามสมบูรณ์แบบไว้ได้ นั่นเป็นสิ่งที่พบได้ใน ‘ตัวละครเอก’ เท่านั้น
แม้ว่าต้าฉือ อายูโกะจะมีการเปลี่ยนแปลงในบุคลิกภาพ แต่ความงามของเธอก็ยังคงอยู่ ซึ่งทำให้ลู่จินกู้รู้สึกแปลกใจ
เมื่อคำพูดของต้าฉือ อายูโกะเริ่มเผยออกมา ลู่จินกู้ก็เริ่มเปลี่ยนความสงสัยเป็นความมั่นใจ
ต้าฉือ อายูโกะฉลาดมาก เธอไม่ได้ร้องขอโดยตรงให้ลู่จินกู้กำจัดต้าฉือเฟยหยวน แต่กลับเล่าเรื่องราวที่แฝงความทุกข์ยากและความเจ็บปวดของตัวเองในลักษณะที่ก่อให้เกิดความสงสาร
เธอเล่าเรื่องราวอย่างมีเลศนัย เปิดเผยแค่พอให้คนฟังสงสัยและอยากรู้มากขึ้น
ถ้าลู่จินกู้ถามต่อไป ต้าฉือ อายูโกะก็คงเล่าออกมาอย่างมีศิลปะ เปิดเผยออกมาช้า ๆ เพื่อปลุกความโกรธที่สะสมขึ้นทีละน้อย จนในที่สุดความโกรธนั้นอาจระเบิดออกมาในรูปของความเกลียดชังที่มีต่อต้าฉือเฟยหยวนและตระกูลต้าฉือ
และเมื่อถึงตอนนั้น เป้าหมายของต้าฉือ อายูโกะก็จะสำเร็จ