เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 47 ผมมาเพื่อขอโทษ (รีไรต์)
ชายชรารูปร่างผอมบาง สวมชุดพ่อบ้านอยู่ข้าง ๆ พูดขึ้นทันทีว่า “คุณชาย ที่นี่ไม่ใช่อยู่ในสถาบันวิจัย ท่านต้องอดทนหน่อย”
“ฮึ่ม!”
ชายหนุ่มส่งเสียงในลำคอพลางดันแว่นตาขึ้นด้วยความรำคาญ ก่อนจะเบือนหน้าหนีแล้วควักเอียร์ปลั๊กจากกระเป๋าเสื้อมาอุดหูตัวเองทันที
ส่วนเรื่องวิธีเข้าสู่เขตพาราไดซ์นั้น เขามีผู้รับใช้คอยจัดการให้อยู่แล้ว
ใครเลยจะรู้ว่า ผู้รับใช้คนนั้นจะกลับมาอย่างรวดเร็วพร้อมกับนำข้อบังคับพาราไดซ์หนึ่ง (ฉบับชั่วคราว) มาให้
“นี่มันอะไร?” ชายหนุ่มถามอย่างหงุดหงิดพร้อมกับดึงเอียร์ปลั๊กออก เสียงอึกทึกครึกโครม ดังเข้ามาในโสตประสาททันที จนทำให้คิ้วเรียวของเขาขมวดเข้าหากันแน่น
“คุณชาย พาราไดซ์หนึ่งมีกำหนดให้ทุกคนที่จะเข้าไปต้องอ่านข้อบังคับนี้ก่อนขอรับ”
“…” ชายหนุ่มอยากจะพูดอะไรบางอย่าง ทว่าเขากลับเหลือบไปเห็นทหารที่ยืนตัวตรงราวกับต้นสนอยู่รอบด้าน จึงจำใจต้องกลืนคำพูดเหล่านั้นลงคอไป จากนั้นเขาจึงเปิดจอขึ้นมาอ่านดูครู่หนึ่ง
หนึ่งวินาทีต่อมา… เขาก็ส่งสัญญาณให้ผู้รับใช้เข็นรถเข็นเข้าไป
ทหารหน่วยหนึ่งเอ่ยขึ้นว่า “ตามกฎแล้ว คุณต้อง…”
“ผมท่องจำมาหมดแล้ว” ชายหนุ่มพูดอย่างหงุดหงิด “พวกเขาเป็นผู้รับใช้ของผม ผมจะรับผิดชอบควบคุมการกระทำของพวกเขาเอง ถ้าเกิดการละเมิดกฎ ผมก็จะยอมรับบทลงโทษที่เกี่ยวข้อง”
คำพูดของทหารถูกขัดจังหวะ ทำให้เขาอดสงสัยไม่ได้
ถึงแม้คนบนดาวเคราะห์จะมีความสามารถในการเรียนรู้ที่แข็งแกร่ง แต่การท่องจำได้ภายในหนึ่งวินาทีก็ดูเกินจริงไปหน่อย
แต่ดูเหมือนชายหนุ่มจะไม่อยากรอแล้ว เขาจึงเริ่มท่องจำข้อความทั้งหมดทันที
สิบวินาทีต่อมา ทหารหนุ่มก็พูดขัดจังหวะด้วยสีหน้าเรียบเฉย “ครับ เชิญเข้าไปได้เลยครับ พาราไดซ์หนึ่งเปิดให้เข้าชมได้เกือบทุกพื้นที่ มีโรงอาหารที่ให้บริการอาหารสามมื้อในราคาถูก ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้จะมีป้ายแขวนไว้สำหรับเช่าพักอาศัย ร้านค้าต่าง ๆ ในตอนนี้ใช้ระบบบริการตนเอง ส่วนข้อควรระวังอื่น ๆ คุณสามารถสอบถามเพื่อนทหารของผมได้ตลอดเวลาครับ”
ประตูทางเข้าเปิดออก ชายหนุ่มและคนรับใช้ก็เข้าสู่เขตพาราไดซ์ได้สำเร็จ
ลู่จินกู้และคนอื่น ๆ เดินจากไปไกลแล้ว บริเวณนี้จึงเงียบลง มีเพียงเสียงลมพัดเบา ๆ
คิ้วของชายหนุ่มคลายลงเล็กน้อย สีหน้าไม่หงุดหงิดเหมือนก่อน เมื่อมองไปที่ต้นไม้นานาพันธุ์ เขาก็เริ่มประหลาดใจ
“หรือว่ารายงานพวกนั้นจะเป็นเรื่องจริง”
เขาพึมพำกับตัวเอง ขยับมือบังคับรถเข็นให้ไปหยุดอยู่ข้างต้นแปะก๊วย ก่อนจะเอื้อมมือออกไปสัมผัสลำต้นอย่างระมัดระวัง
ดวงตากลมโตขึ้นในทันที “สัมผัสเหมือนกับที่ดาวศูนย์กลางเลย นี่มันของจริง!”
ชายชราผมขาวรีบเปิดคู่มือออกอย่างรวดเร็ว ค้นหาข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง และพบว่าไม่มีข้อห้าม ที่ห้ามสัมผัสต้นไม้เขาจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
แต่ก็ยังอดไม่ได้ที่จะเตือนชายหนุ่มว่า “พิพิธภัณฑ์ที่ดาวศูนย์กลางได้สั่งห้ามคุณเข้าตลอดชีวิตแล้ว โปรดอย่าก่อเรื่องอีกเลย”
“หึ ผมไม่โง่ขนาดนั้นหรอก” ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็นชา “ไหน ๆ ที่นี่ก็เป็นฝีมือของกู้ตั๋วที่สร้างขึ้นมา เดี๋ยวให้เขาส่งมาให้ผมศึกษาสักหน่อยก็แล้วกัน”
“คุณพูดถูก งั้นตอนนี้ผมขอติดต่อไปหาคุณชายกู้เลยนะครับ”
“ไม่ต้อง!” ชายหนุ่มจ้องเขม็งด้วยความไม่พอใจ
ชายชราดูแลเขามากว่ายี่สิบปี รู้ดีว่าคุณชายเอาแต่ใจแค่ไหน จึงได้แต่ถอนหายใจแล้วเอามือออกจากสร้อยข้อมืออัจฉริยะ
เขาใช้เวลาอยู่ข้างต้นแปะก๊วยพักหนึ่ง ก่อนจะเริ่มเดินไปยังที่อื่น ๆ
โดยไม่รู้ตัวเขาก็ถูกดึงดูดด้วยทัศนียภาพอันงดงามของเขตพาราไดซ์แห่งนี้เสียแล้ว
“พืชโบราณมากมายขนาดนี้ เขามีวิธีจัดการยังไงกัน”
เห็นได้ชัดว่าเขายังไม่ยอมรับ แต่หลักฐานที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าก็ทำให้ปฏิเสธไม่ได้
ขณะที่กำลังสูดดมกลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้อยู่นั้น เสียงเอะอะโวยวายก็ดังขึ้นอีกครั้ง เขาขมวดคิ้วนวดขมับตัวเองเบา ๆ ด้วยความรำคาญ
พ่อบ้านจึงเอ่ยถามขึ้นอย่างรู้งาน “คุณชาย ปวดหัวอีกแล้วเหรอครับ งั้นเรารีบไปจัดการเรื่องที่พักให้เรียบร้อยก่อน คุณชายจะได้พักผ่อน…”
ยังไม่ทันที่พ่อบ้านจะพูดจบ จากทิศทางที่มีเสียงดังโวยวายก็ลอยมาด้วยกลิ่นหอมหวานชวนหลงใหล
ทันใดนั้น ชายหนุ่มก็หยุดชะงัก ดวงตาหลังกรอบแว่นเปล่งประกายขึ้นมาทันที
“หอมจัง!” เขาสูดดมกลิ่นนั้นเข้าไปอย่างแรง “นี่มันกลิ่นอะไร”
ในชั่วขณะหนึ่ง แม้แต่เสียงดังน่ารำคาญที่สุดเขาก็ไม่สนใจ
คนรอบข้างเห็นท่าทางแบบนี้ ต่างก็เผยรอยยิ้มออกมา
พ่อบ้านพูดจาเอาใจทันที “ถ้าคุณชายชอบกลิ่นนี้ งั้นเราไปดูกันดีไหมครับ?”
“อืม รีบไปกันเถอะ”
แต่เมื่อเดินตามกลิ่นหอมนี้ไป ก็ต้องผ่านกลุ่มคนที่ส่งเสียงดังจอแจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
พ่อบ้านส่งสายตาให้กับเหล่าคนรับใช้คนอื่น ๆ ที่ติดตามมาด้วย ทุกคนต่างก็ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดี กลัวว่าคุณชายของตัวเองจะเกิดคลุ้มคลั่งขึ้นมา
…
ลู่จินกู้เพิ่งส่งคนไข้เข้าไปในแคปซูลรักษา เพื่อตรวจดูอาการและรีบรักษาพวกเขาโดยด่วน
แต่อาการของพ่อแม่ของเจิ้งจื่อเซวียนที่ถูกพิษ กลับรุนแรงกว่ากู้ตั๋วในตอนนั้นถึงสิบสองเท่า ซึ่งมันแปลกมาก!
ในตอนนี้ทั้งสองคนยังคงหมดสติอยู่ เนื่องจากอวัยวะภายในได้รับความเสียหายอย่างรุนแรง จึงทำได้เพียงรักษาในแคปซูลรักษาเท่านั้น ถามอะไรก็ไม่ได้คำตอบ
แต่เหล่านักข่าวที่เฉียบแหลมก็เริ่มสังเกตเห็นความจริงข้อหนึ่งเข้าแล้ว จึงต่างพากันฉวยโอกาสสัมภาษณ์
“คุณจิน หากผมดูไม่ผิด พิษในร่างกายของทั้งสองคนหายไปแล้ว? มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ครับ”
เมื่อร่างกายถูกพิษจากมลภาวะของดวงดาวกัดกร่อน ผิวหนังจะมีสีดำปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน และเมื่อได้รับการรักษาพิษ สีดำนั้นก็จะจางหายไป ดังนั้นจึงสังเกตเห็นได้ง่าย
เรื่องนี้ไม่สามารถปกปิดได้ ดังนั้นเธอจึงไม่ได้ตั้งใจจะปิดบัง ใช้โอกาสนี้เปิดเผยความจริงออกมาตรง ๆ “ใช่แล้ว พาราไดซ์หนึ่งมีผลในการชำระล้างพิษที่เข้าสู่ร่างกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ”
ฮือฮา!
ทันใดนั้น บริเวณโดยรอบก็เต็มไปด้วยความโกลาหล
เหล่านักข่าวที่พอเข้าใจเรื่องราว พวกเขาต่างรู้ดีว่านี่หมายความว่าอย่างไร?
ทุกคนจ้องมองเธอด้วยแววตาเป็นประกาย ราวกับเห็นเทพเจ้าจุติลงมา
แม้แต่คนรับใช้ของตระกูลชนชั้นสูงที่ชอบทำตัวหยิ่งผยอง ก็ต่างตกตะลึงไปตาม ๆ กัน
“โอ้ พระเจ้า นี่มันเรื่องจริงเหรอ?”
“สีหน้าของทั้งสองคนนั้นดูดีขึ้นจริง ๆ ด้วย”
“บนจักรวาลนี้มีที่แบบนี้อยู่จริง ๆ หรือ”
“บอกตามตรง ผมเองก็รู้สึกอยากย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่แล้ว”
ประโยคสุดท้ายนี้เรียกรอยยิ้มอย่างรู้กันในหมู่พวกเขาได้เป็นอย่างดี
พวกเขาบันทึกภาพพ่อแม่ของเจิ้งจื่อเซวียน ตั้งแต่ทางเข้าจนกระทั่งถูกส่งเข้าแคปซูลรักษาเอาไว้ แม้ตอนแรกจะมีจุดประสงค์อื่น แต่ตอนนี้พวกเขากลับเลือกที่จะส่งตรงไปให้เจ้านายของตัวเองโดยพร้อมเพรียงกัน
ส่วนฮอว์ค คิมที่ไม่ได้เข้าร่วมการสนทนาด้วย กลับมีสีหน้าที่ดูไม่ได้เลย
แต่เขาก็ทำเหมือนกับคนอื่น ๆ คือรีบส่งวิดีโอนี้ไปทันที
คิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เพิ่มคำว่าอันตรายอย่างยิ่ง ลงไปในช่องประเมินผล
หลังจากทำทั้งหมดนี้เสร็จ เขาก็ปรับสีหน้าให้กลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
แต่ในขณะที่มองเห็นใบหน้าของลู่จินกู้ ท่ามกลางกลุ่มนักข่าวที่กำลังตื่นเต้นดีใจ สายตาของเขาก็แฝงไปด้วยความเฉียบคมโดยไม่รู้ตัว
เนื่องจากพ่อแม่ของเจิ้งจื่อเซวียนยังต้องได้รับการรักษาอีกสักระยะ ทุกคนจึงแยกย้ายกันไปในที่สุด
แต่ลู่จินกู้ยังคงยุ่งอยู่
เจิ้งจื่อเซวียนหลบเลี่ยงทุกคนเพื่อมาหาเธอ
เมื่อเห็นร่างของเด็กชาย เธอก็ตกใจมาก “ไม่ไปอยู่เป็นเพื่อนพ่อแม่ล่ะ มีเรื่องอะไรสำคัญถึงต้องมาหาพี่ตอนนี้”
“พี่สาวจิน…” เขาทรุดตัวลงคุกเข่า น้ำตาไหลพราก “ผมมาเพื่อขอโทษพี่”
ลู่จินกู้ตกใจกับการกระทำนี้ รีบลุกแล้วดึงเขาลุกขึ้นทันที พร้อมกับก้มลงไปตบที่เข่าของเขาอย่างเบามือ ก่อนจะขมวดคิ้วพูดว่า “เข่าของลูกผู้ชายมีค่าดุจทองคำ อย่าทำแบบนี้”
เธอพาเขานั่งลงบนเก้าอี้ ก่อนจะหันหลังไปเทนมหนึ่งแก้ว แล้วหยิบขนมออกมาหนึ่งจาน
“ใจเย็น ๆ ก่อน แล้วค่อย ๆ เล่าให้ฉันฟังว่าเกิดอะไรขึ้น”