เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 48 เด็กมีปัญหา (รีไรต์)
บทที่ 48 เด็กมีปัญหา (รีไรต์)
เจิ้งจื่อเซวียนไม่กล้าแตะต้องสิ่งของเหล่านั้นเลย เขาเพียงแค่ก้มหน้าลง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “คือผมรู้ว่าเรื่องที่พ่อกับแม่โดนพิษมันมีเงื่อนงำ พวกเขาบอกว่าระดับของแคปซูลรักษาที่เตรียมไว้มีระดับไม่เพียงพอ เลยขอให้ผมพาพวกเขามาที่พาราไดซ์หนึ่ง… ผม ผมเดาว่าพวกเขาอาจจะต้องการมาหาเรื่อง แต่พ่อกับแม่ผมกำลังจะตาย… ผม… ผม…”
เขาขยี้ตาอย่างแรง คิดจะคุกเข่าลงอีกครั้ง
ลู่จินกู้รีบเข้าไปขวาง เธอเข้าใจความหมายของเขาแล้ว
ถึงแม้ว่าเด็กคนนี้จะรู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาก็ไม่สามารถทนดูพ่อแม่ของเขาตายจากการถูกพิษได้
แต่ก็กลัวว่าจะถูกใช้เป็นเครื่องมือ จึงรีบมาสารภาพกับเธอเป็นคนแรก นับเป็นการส่งสัญญาณเตือนอย่างหนึ่ง
เมื่อเห็นเด็กชายตัวสั่นด้วยความทุกข์ใจ เธอจึงได้แต่ถอนหายใจยาว ก่อนจะยกมือขึ้นวางบนหัวของเด็กชายแล้วลูบเบา ๆ เพื่อปลอบโยน
เจิ้งจื่อเซวียนรู้สึกถึงความอบอุ่นบนศีรษะ เขาจึงเงยหน้าขึ้นมองอย่างประหลาดใจ
“ความจริงฉันดูออกตั้งนานแล้ว” เธอพูดความจริง “มลพิษจากดาว 679 ไม่รุนแรงพอที่จะทำให้พ่อแม่ของเธอเป็นแบบนั้น”
เจิ้งจื่อเซวียนนิ่งไป ก่อนจะเอ่ยถามว่า “แล้วพี่… ยังให้พ่อกับแม่ผมเข้ามาอีก…”
“จะปล่อยให้คนตายต่อหน้าต่อตาโดยไม่ช่วยก็คงไม่ได้หรอกนะ อีกอย่าง ฉันจำได้ว่าครอบครัวเธอไม่มีญาติคนอื่นแล้วใช่ไหม”
เด็กชายตัวน้อยตาแดงก่ำ น้ำเสียงสั่นเครือ “ขอบคุณครับ พี่สาวจิน”
เธออมยิ้ม แล้วพูดว่า “เรื่องแบบนี้ปล่อยให้พวกผู้ใหญ่จัดการเถอะ เธอยังเด็กอยู่ รีบไปอยู่กับพ่อแม่นะ มีอะไรก็ขอให้ลุงทหารแถวนั้นช่วย พวกเขาจะช่วยเอง”
“ครับ” เจิ้งจื่อเซวียนพยักหน้าแรง ๆ
หลังจากปลอบโยนเขาอีกสองสามประโยค เห็นว่าอารมณ์เขาคงที่แล้ว เธอจึงปล่อยให้เขาไป
แต่เธอยังไม่ทันได้พักหายใจ คนจากโรงอาหารก็มาตามตัวเธออีก
“คุณจิน คุณรีบไปดูเถอะค่ะ มีคนกำลังหาเรื่อง”
ลู่จินกู้ขมวดคิ้ว นวดต้นขาที่เมื่อยล้า เธอคิดในใจว่าระบบการจัดการของพาราไดซ์หนึ่ง ต้องได้รับการจัดตั้งโดยเร็วที่สุด ไม่งั้นหากมีคนเพิ่มขึ้นอีกนิด เธอคงไม่มีแม้แต่เวลาหายใจ
…
เมื่อรีบไปถึงโรงอาหาร ลู่จินกู้ก็ถึงกับหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์เสีย
รูปแบบของโรงอาหารพาราไดซ์หนึ่ง มีลักษณะคล้ายกับร้านอาหารในละครโทรทัศน์ มีโต๊ะสี่เหลี่ยมทำจากไม้ มีม้านั่งล้อมรอบทั้งสี่ด้าน หากเบียดกันหน่อย โต๊ะตัวหนึ่งก็นั่งได้ถึงแปดคน
ถึงจะไม่สะดวกสบายนัก แต่ก็สามารถรองรับผู้คนจำนวนมากได้ในเวลาเดียวกัน
โดยชั้นสองและชั้นสามเป็นห้องส่วนตัว จึงมีสภาพแวดล้อมดีกว่าเล็กน้อย
แต่เมื่อคำนึงถึงพฤติกรรมของพวกชนชั้นสูงเหล่านั้น ห้องส่วนตัวจึงไม่เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไป เว้นแต่ลู่จินกู้จะใช้เองหรือได้รับอนุญาตจากเธอ
แต่ตอนนี้ในบรรดาแขกของพาราไดซ์หนึ่ง ยังไม่มีใครได้รับเกียรตินี้
แต่ตอนนี้ กลับมีคนรับใช้มาล้อมชั้นหนึ่งไว้
ตอนนี้เป็นเวลาที่โรงอาหารเปิดให้บริการอาหารเย็นแล้ว หลายคนถูกขัดขวางอยู่หน้าทางเข้า สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก
ลู่จินกู้เบียดตัวเข้าไปในฝูงชน ขมวดคิ้วแน่นแล้วถามขึ้นว่า “เกิดอะไรขึ้น?”
ทุกคนเห็นเธอราวกับเห็นที่พึ่งต่างก็ร้องทุกข์กันเซ็งแซ่
“คุณจิน คน ๆ นี้บอกว่าเป็นเพื่อนของท่านนายพลกู้…”
“เขาไม่ชอบที่พวกเราเสียงดังเกินไป เลยไล่พวกเราออกมาหมด”
“แล้วยังจะสั่งอาหารอีก พาราไดซ์หนึ่งไม่ใช่ว่าไม่มีเรื่องเส้นสายหรอกเหรอ? ทำไมเขาถึงแบบนี้ล่ะ”
ทุกคนต่างโกรธเคือง แต่ก็พร้อมใจกันลดเสียงลง เห็นได้ชัดว่าพวกเขายังคงหวาดกลัว
ดวงตาของเธอหรี่ลงเล็กน้อย แล้วโทรหาซิงเหลียนทันที
[คุณลู่ เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?] ซิงเหลียนกำลังปฏิบัติหน้าที่อยู่ด้านนอกคลังสินค้า
[นายมาที่โรงอาหารหน่อย]
[จะไปเดี๋ยวนี้ครับ]
ไม่นานนัก ซิงเหลียนก็วิ่งมาอย่างรวดเร็ว
“ดูสิ คนที่อยู่ข้างในนั้นเป็นเพื่อนของกู้ตั๋วหรือเปล่า?”
“เพื่อนของท่านนายพล?” ซิงเหลียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ รีบยื่นคอมองเข้าไปด้านใน
ตอนที่ยังไม่มองก็ยังไม่เป็นไร แต่พอเห็นเท่านั้นแหละ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง
“บ้าเอ๊ย ไอ้บ้านี่มันมาได้ยังไง”
“นายรู้จักเขาเหรอ?” คิ้วของเธอขมวดแน่นกว่าเดิม
ซิงเหลียนกระแอมไอเบา ๆ ก่อนจะโน้มตัวลงมากระซิบข้าง ๆ หูเธอ “ท่านผู้นี้คืออัจฉริยะน้อย ของตระกูลกงซุน คุณชายกงซุนฉือ เขาได้ชื่อว่าเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งกาจที่สุดในยุคแห่งดวงดาว เทคโนโลยีใหม่ ๆ ของสหพันธ์มากมายล้วนเกิดจากน้ำมือของเขา แต่ว่านิสัยเขาก็…”
เขาทำท่าทางยักไหล่ แสดงสีหน้าลำบากใจราวกับจะบอกว่านิสัยของคนผู้นี้นั้น รับมือยากเพียงใด
เมื่อเห็นกงซุนฉือ แล้วมองไปรอบ ๆ โรงอาหารอีกที ซิงเหลียนก็เข้าใจสถานการณ์ขึ้นมาทันที เขาอธิบายด้วยสีหน้าขมขื่น
“กงซุนฉือป่วยเป็นโรคปวดหัวเรื้อรัง เสียงดังขึ้นมานิดหน่อยก็ทรมานแล้ว เพราะงั้นบนดาว 555 ที่เขาอาศัยอยู่ นอกจากสถาบันวิจัยกับท่าอวกาศแล้วก็ไม่มีอะไรอย่างอื่นเลย ผมเคยไปที่นั่นครั้งนึง… บอกเลยว่าเงียบเหงายิ่งกว่าสุสานเสียอีก”
เขาเสริมต่อว่า “เขาเคยรู้จักกับท่านนายพลมาก่อนจริง ๆ ตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วล่ะ แต่ถ้าจะบอกว่าเป็นเพื่อนกัน… เอ่อ… พูดอีกอย่างก็คือ ทั้งสองคนมีเส้นทางชีวิตที่ต่างกัน มองหน้ากันไม่ค่อยติดเท่าไหร่ แต่ถ้ามีเรื่องอะไรจริง ๆ ผู้ใหญ่ก็ไว้ใจเขามากทีเดียว”
เข้าใจแล้ว เป็นความสัมพันธ์แบบรักกัน แต่ต้องฆ่ากันสินะ
ลู่จินกู้พยักหน้าเบา ๆ เป็นเชิงเข้าใจ
เธอหันไปมองคนอื่น ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “ทุกท่านโปรดสงบสติอารมณ์กันก่อนนะคะ เรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขในไม่ช้า โปรดรออีกสักครู่ แล้วค่อยเข้าไปทานอาหารในโรงอาหารนะคะ”
แม้ว่าซิงเหลียนจะอธิบายด้วยน้ำเสียงเบา ๆ แต่คนรอบข้างก็ยังคงได้ยินคำอธิบายนั้นอย่างชัดเจน อันที่จริง เมื่อได้ยินชื่อกงซุนฉือ ทุกคนก็รีบปิดปากเงียบทันที
ตอนนี้ทุกคนพยักหน้ารับแล้วกลั้นหายใจโดยไม่ได้ตั้งใจ
บรรยากาศโดยรอบเงียบสงัด มองเผิน ๆ ก็เหมือนกับทุกคนกำลังแสดงละครใบ้
ลู่จินกู้ก้าวเท้าเข้าไป ขณะที่ซิงเหลียนก็ทำสีหน้าลำบากใจก่อนจะเดินตามหลังมา
ทันใดนั้นเอง พวกเขาก็ได้ยินเสียงกงซุนฉือ ที่กำลังหัวเสีย “ยังไม่เสร็จอีกเหรอ? ฉันไม่เชื่อหรอก! ถ้าในสิบนาที ยังไม่ได้กลิ่นหอม ๆ ของอาหารลอยมาละก็… ฆ่ามันซะ!”
สีหน้าของเธอพลันเคร่งขรึมขึ้นมาทันที พร้อมกับตีตราเขาในใจว่าเป็นพวกเด็กมีปัญหาและเพ้อเจ้อ
ขณะนั้นเอง ชายชราผมหงอกคนหนึ่งก็ได้โค้งคำนับพร้อมกับเอ่ยอธิบายว่า “ผมเพิ่งไปดูมา อาหารจานนั้นยังอยู่ในเตา ขอคุณชายโปรดรออีกสักครู่”
“เสียงหายใจของพวกนั้นข้างนอกมันรบกวนฉัน ไล่พวกมันไปให้หมด!” เห็นได้ชัดว่ากงซุนฉือ กำลังพาลใส่คนอื่น
เอี๊ยด~
ลู่จินกู้ดึงเก้าอี้ตัวหนึ่งออก เสียงขาเก้าอี้เสียดสีกับพื้นดังขึ้น
“ไสหัวไป!”
มีดเล่มเล็กที่ดูคล้ายกับมีดผ่าตัดด้ามเงินพุ่งตรงมาทางเธอ
ซิงเหลียนรีบขวางเอาไว้ มีดเล่มเล็กถูกเขาปัดกระเด็นออกไป ปลายมีดปักเข้าไปในกำแพงจนมิดด้าม
เห็นได้ชัดว่ามีดเล่มนี้คมแค่ไหน ถ้าปาถูกคนเข้าคงบาดเจ็บสาหัสแน่
หาเรื่องใส่ตัวชัด ๆ!
ความโกรธของเธอใกล้จะปะทุเต็มทีแล้ว
เธอนั่งลงบนเก้าอี้พร้อมกับยกยิ้มมุมปาก เหลือบมองไปที่ด้ามมีดที่สะท้อนแสงวาววับ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ทำของสาธารณะเสียหาย ชดใช้ตามราคา และต้องทำงานชดใช้เป็นเวลาสามวัน”
เธอยกคางขึ้นเล็กน้อย มองไปที่ใบหน้าบูดเบี้ยวของกงซุนฉือ แล้วกล่าวเสริมอย่างใจเย็น “นายไปล้างจานที่โรงอาหารสามวันแล้วกัน”
ดูเหมือนว่าชายหนุ่มจะได้ยินเรื่องตลกที่สุดในโลก “ฮ่า ๆๆ เธอให้ฉันไปล้างจานงั้นเหรอ?”
หลังจากหัวเราะลั่นอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็มองเธอด้วยสายตาดูถูก “เธอไม่รู้ว่าฉันเป็นใครงั้นเหรอ? ในจักรวาลนี้ไม่มีใครกล้าพูดกับฉันแบบนี้หรอกนะ”
ทันใดนั้นชายชราก็เอ่ยขึ้น “คุณชาย ท่านลืมไปแล้วเหรอครับ คุณชายตระกูลกู้ คุณชายน้อยกู้ ท่านชายสกุลเซิน… พวกเขาก็พูดกับท่านแบบนี้ทั้งนั้น”
จู่ ๆ บรรยากาศโหดเหี้ยม ดุดัน เท่ระเบิดที่กงซุนฉือพยายามสร้างขึ้นก็พังทลายลงในพริบตา
เมื่อเห็นเขาดูเหมือนคนพูดไม่ออก จ้องเขม็งใส่ชายชราแต่ก็ไม่กล้าพูดจาหยาบคาย ความโกรธของลู่จินกู้ก็มลายหายไปอย่างน่าประหลาด
เด็กมีปัญหาไม่น่ากลัว สิ่งที่น่ากลัวคือเด็กมีปัญหาที่รักษาไม่หาย
สำหรับลู่จินกู้ก็ต้องบอกว่าการรับมือกับเด็กมีปัญหาเธอถนัดนัก
“ก๊อกๆๆ”
เธอใช้นิ้วเคาะโต๊ะเบา ๆ เพียงไม่กี่ครั้ง กงซุนฉือก็ขมวดคิ้ว ไม่สนใจที่จะจ้องมองพ่อบ้านที่คอยขัดจังหวะเขาอีกต่อไป เขาหันมาจ้องเธอพลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “อย่าเสียงดัง!”