เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 491 โชคดีที่เธอมาถึง
บทที่ 491 โชคดีที่เธอมาถึง
ในส่วนลึกสุดของถ้ำมีเตียงไม้อยู่เตียงหนึ่ง บนนั้นมีคนนอนอยู่
แม้ในถ้ำจะมืดสลัว แต่เธอก็จำได้ทันทีที่เห็น
เธอกลั้นหายใจเดินเร็ว ๆ ไปสองสามก้าว พอถึงข้างเตียงก็ชะลอฝีเท้าลง
สิ่งที่เห็นตรงหน้าคือร่างที่เต็มไปด้วยบาดแผล
ใบหน้าและลำคอส่วนที่โผล่พ้นผ้าห่มของกู้ตั๋วเต็มไปด้วยบาดแผลมากมาย บาดแผลลึกจนเกือบเห็นกระดูก ส่วนแผลตื้นก็ลึกอย่างน้อยครึ่งนิ้ว
บนบาดแผลมีสมุนไพรพอกไว้ แต่ดูเหมือนจะไม่ค่อยได้ผล บางแห่งมีร่องรอยการติดเชื้อแล้ว
หัวใจเธอปวดร้าว รีบถอดกระเป๋าเป้ออก โชคดีที่เธอพกยามามากพอสมควร
“ที่นี่มีน้ำต้มสุกหรือไม่?” เธอหันไปถามสาวน้อยทั้งห้าคน
คงเป็นเพราะประสบการณ์ที่ถูกจับตัวมาทำให้พวกเธอหวาดกลัว สี่คนที่เหลือยังคงก้มหน้าคุกเข่าสั่นเทาอยู่ แม้จะได้ยินคำถาม แต่ก็ไม่มีใครกล้าเงยหน้าหรือตอบสนอง
มีเพียงสาวน้อยคนก่อนหน้านี้ที่กล้าเสี่ยงชีวิต เงยหน้าขึ้นมองแล้วตอบอย่างมั่นใจ “มีเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นช่วยตักมาให้หนึ่งอ่างด้วย” เธอพูดเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นอีกฝ่ายพยักหน้าและลุกขึ้น จึงถามต่อ “เจ้าชื่ออะไร?”
สาวน้อยชะงักการเคลื่อนไหว แล้วตอบเสียงเบา “ข้าชื่อเจวี้ยนเหนียง”
“ขอบคุณนะ เจวี้ยนเหนียง”
หลังจากที่ได้รับน้ำอุ่นมา เธอจึงค่อย ๆ ทำความสะอาดบาดแผลของกู้ตั๋วโดยได้รับความช่วยเหลือจากเจวี้ยนเหนียง สีหน้าของเธอจดจ่อมาก ราวกับลืมเรื่องอื่น ๆ ไปหมดสิ้น
ยามเฝ้าสองคนและหญิงชาวนาที่อยู่ในถ้ำด้านนอกต่างสบตากันอย่างลับ ๆ แล้วทั้งสามคนก็ค่อยๆ เคลื่อนตัวออกไปอย่างเงียบ ๆ
พวกเขาไม่รู้เลยว่าพลังจิตของเธอยังคงแผ่ไปทั่วทั้งถ้ำ แม้แต่เสียงหัวใจเต้นของพวกเขายังถูกตรวจจับได้ ไม่ต้องพูดถึงการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้
แต่เธอไม่ขยับเขยื้อน ตั้งใจทำความสะอาดแผลลึกบนแก้มขวาของกู้ตั๋วจนสะอาด แล้วจึงส่งเสียง ‘ฮึ’ เบา ๆ
เจวี้ยนเหนียงที่คอยช่วยบิดผ้าเช็ดหน้าอยู่ข้าง ๆ งุนงงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น จนกระทั่งได้ยินเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดสามครั้งจากด้านนอก
เธอมองออกไปด้านนอกโดยไม่รู้ตัว เห็นยามคนหนึ่งกุมศีรษะแล้วล้มลงไปด้วยความเจ็บปวดพอดี
ดวงตาของเจวี้ยนเหนียงเป็นประกาย มุมปากยกขึ้น แต่รีบระงับไว้ทันที
การแสดงออกเล็ก ๆ นี้ไม่รอดพ้นการรับรู้ของลู่จินกู้ เธอชำเลืองมองเด็กสาวที่พยายามควบคุมตัวเองแต่ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี จึงถามเรียบ ๆ “เจ้าเกลียดพวกเขามากหรือ?”
เจวี้ยนเหนียงตอบทันทีโดยไม่ลังเล “เกลียด เกลียดจนอยากบดกระดูกพวกเขาให้เป็นผุยผง”
“เล่าให้ฟังหน่อย”
“คนพวกนี้จับตัวพวกข้ามา บอกว่าเพื่อมารับใช้ท่านผู้นี้” เจวี้ยนเหนียงไม่คิดจะปิดบังเรื่องของคนพวกนั้น เล่าทุกอย่างตรง ๆ “ข้าได้ยินพวกเขาพูดว่า ท่านผู้นี้มีของล้ำค่าติดตัว ถ้าสามารถผูกมัดท่านไว้ได้ พวกเขาก็จะได้เป็นใหญ่เป็นโต มีชีวิตสุขสบายเหมือนเซียน”
“แต่พวกเขาจน ของดี ๆ ก็ไม่มีให้ แต่หญิงผู้นั้น” เธอชี้ออกไปด้านนอก “บอกว่าท่านผู้นี้น่าจะยัง… ยังไม่เคยใกล้ชิดสตรีมาก่อน สู้… สู้…”
หญิงสาวมีนิสัยขี้อาย มีบางคำที่พูดไม่ออก แต่ดูจากสีหน้าที่แดงก่ำและท่าทางอ้ำอึ้งของเธอ ก็พอจะเดาได้ว่าพวกนั้นต้องการทำอะไร
ลู่จินกู้มีจิตใจที่สงบนิ่ง เมื่อเห็นสภาพครึ่งตายครึ่งเป็นของกู้ตั๋ว เธอไม่เชื่อว่าแผนการของคนพวกนั้นจะสำเร็จ จึงถามอย่างใจเย็นว่า “แต่จากที่ข้าฟังเมื่อครู่ ดูเหมือนพวกนั้นจะรังแกพวกเจ้า?”
ในเมื่อถูกจับตัวมาเพื่อเตรียมให้กู้ตั๋ว แล้วทำไมถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
ความอายของเจวี้ยนเหนียงเปลี่ยนเป็นความโกรธในทันที เธอกัดฟันพูดว่า “ท่านผู้นี้บาดเจ็บสาหัสและหมดสติมาตลอด พวกเขาจึงให้พวกข้าคอยดูแล แล้วก็กลัวว่าพวกข้าจะหนี เลยมีคนคอยเฝ้าอยู่ข้างนอกตลอด ผ่านไปหลายวัน พวกเขาก็เริ่มไม่ซื่อสัตย์… แล้วบอกว่า เด็กสาวสวย ๆ มีตั้งมาก ตอนนี้ท่านผู้นี้ขยับตัวไม่ได้ ไม่สู้… ไม่สู้…”
“ข้าเข้าใจแล้ว” เธอไม่ได้บังคับให้อีกฝ่ายต้องพูดต่อ จึงขัดจังหวะคำพูดของเจวี้ยนเหนียง “ดังนั้นเจ้าเลยตัดสินใจลงมือเอง?”
“พวกนั้นทำเกินเลยมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าข้าไม่ลงมือตอนนี้ก็จะสายเกินไป”
เธอยิ้มบาง ๆ รู้สึกว่าเด็กสาวคนนี้มีอะไรคล้ายกับตัวเธอในอดีตอยู่บ้าง
เมื่อถูกบีบจนถึงทางตัน ก็ไม่มีอะไรที่จะเสียดายอีกแล้ว
เด็กสาวที่เหลืออีกสี่คนตอนนี้เริ่มใจเย็นลงบ้างแล้ว เมื่อได้ยินเจวี้ยนเหนียงพูดคุยโต้ตอบกับเธอ และพบว่าเธอไม่ได้ดุร้ายอย่างที่คิด พวกเธอจึงกล้าเงยหน้าขึ้นมาพูด
“ขอร้องละ ช่วยพวกข้าออกไปด้วยเถอะ” พวกเธอพากันเอ่ยปาก
ลู่จินกู้ชำเลืองมองพวกเธอแวบหนึ่ง แล้วตอบรับว่า “อืม”
เหล่าเด็กสาวดีใจจนเกินคาด รีบเข้ามาช่วยเหลือทันที
แต่เธอไม่ต้องการ จึงให้พวกเธอไปพักที่ด้านข้าง เหลือไว้แค่เจวี้ยนเหนียงคนเดียวให้ช่วยเหลือต่อ
เมื่อเปิดผ้าห่มออก พบว่ากู้ตั๋วสวมเสื้อผ้าป่านตัวใน เครื่องแบบสีเทาเข้มที่เคยพอดีตัวหายไปไม่เห็นแม้แต่เงา
พอถามเจวี้ยนเหนียง อีกฝ่ายส่ายหน้า “พวกข้าเจอเขาตอนที่ใส่ชุดนี้อยู่แล้ว”
“ไปถามคนข้างนอกพวกนั้นดูสิ”
เธอต้องการตรวจดูบาดแผลบนตัวกู้ตั๋ว คิดแล้วคิดอีกก็คงต้องให้คนออกไปก่อนจะดีกว่า
เจวี้ยนเหนียงรีบออกไปข้างนอกทันที เด็กสาวคนนี้ฉลาดมาก คงเดาได้ถึงความกังวลของเธอ หลังจากถามแล้วก็ไม่เข้ามา เพียงแค่บอกต่อจากด้านนอก “ตอนที่พวกเขาเจอท่านผู้นี้ เสื้อผ้าของเขาขาดวิ่นไปหมดแล้ว แต่พวกเขาเห็นว่าเนื้อผ้าแปลกดี เลยเก็บเศษผ้าทั้งหมดไว้”
เธอแกะกระดุมเสื้อตัวใน เมื่อเห็นบาดแผลที่เฉือนร่างเกือบขาดเป็นสองท่อน นิ้วมือของเธอกระตุก ในอกมีความรู้สึกพลุ่งพล่านอยากจะระบายออกมา อยากจะโทษใครสักคน
ถ้าตอนนั้นเธอคิดได้ก่อนกู้ตั๋วว่าสามารถใช้พลังจิตระเบิดตัวเองเพื่อต้านหลุมดำได้ เขาก็คงไม่บาดเจ็บขนาดนี้ และไม่ต้องทนทรมานซ้ำสอง
เธอถอนหายใจลึก ๆ พยายามกดความคิดที่เต็มไปด้วยความโหดร้ายไว้ แล้วพูดเสียงเรียบ “ให้หญิงผู้นั้นนำทาง เอาของของเขากลับมาให้ข้าทั้งหมด”
เจวี้ยนเหนียงรับคำ แล้วถามอย่างลังเล “ถ้าพวกเขามีเจตนาร้าย กลัวว่า…”
“ไม่ต้องกังวล” เธอเริ่มทำความสะอาดบาดแผลบนตัวกู้ตั๋ว “พวกเขาทำอะไรไม่ได้หรอก”
เจวี้ยนเหนียงจึงจากไป
ในที่สุดเธอก็ทำความสะอาดสมุนไพรและคราบเลือดที่เลอะเทอะบนตัวกู้ตั๋วจนหมด หลังจากนั้นจึงหยิบกระเป๋ายุทธวิธีขึ้นมาแล้วเริ่มปลดล็อก
สิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนในโลกนี้จะสามารถเล่นได้อย่างแน่นอน แล้วโล่ป้องกันนั่นสร้างขึ้นมาได้ยังไงกันแน่
เธอเต็มไปด้วยความสงสัย แต่ก็ไม่จำเป็นต้องสืบค้นให้ถึงที่สุดในตอนนี้
ในกระเป๋ายุทธวิธีมียาพื้นฐานและเครื่องวินิจฉัยแบบพกพา
หลังจากใช้เครื่องสแกนดู พบว่ากระดูกและอวัยวะภายในไม่มีปัญหาอะไร ทำให้รู้สึกโล่งใจไปบ้าง
ตอนแรกเธอเตรียมจะทายาให้เขา แต่บังเอิญพบขวดกระเบื้องที่ดูแปลกปลอมอยู่ที่มุมกระเป๋ายุทธวิธี
ทันใดนั้นเธอก็นึกขึ้นได้ว่า ครั้งที่เธอเป็นลมเพราะโดนเข็มพันเล่ม คลินิกแพทย์แผนจีนได้ให้ ‘ยาคืนชีวิต’ มาสองสามเม็ด ยานี้ใช้ไม่ได้บ่อย หลังจากที่เธอฟื้นขึ้นมาก็เลยให้ยาที่เหลือกับกู้ตั๋วไว้ คิดว่าถ้าเจอเหตุการณ์อันตรายในสนามรบ อาจจะช่วยชีวิตคนได้
กู้ตั๋วพกติดตัวมาตลอด แต่ขอบคุณสวรรค์ที่ก่อนหน้านี้ไม่เคยเจอสถานการณ์ที่ต้องใช้ยาคืนชีวิต
หลังจากตกลงมาที่นี่ เขาคงหมดสติมาตลอด แม้จะมียาคืนชีวิตติดตัวแต่ก็ไม่สามารถใช้ได้
โชคดีที่เธอมาถึง
เธอเทยาคืนชีวิตออกมาหนึ่งเม็ดแล้วยัดเข้าปากอีกฝ่าย ยาละลายทันทีที่สัมผัสปาก ไม่นานก็เริ่มเห็นผล