เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 492 ภารกิจที่ต้องคาดเดา
บทที่ 492 ภารกิจที่ต้องคาดเดา
บาดแผลที่มองเห็นได้บนร่างของกู้ตั๋วกำลังสมานตัว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาจะพ้นจากอันตรายแล้ว
ในความเป็นจริง สิ่งที่อันตรายที่สุดคือการบาดเจ็บทางพลังจิต
การจงใจระเบิดพลังจิตตัวเองนั้น เป็นสถานการณ์ที่แทบจะต้องตายอย่างแน่นอน การที่เขารอดชีวิตมาได้นั้น เป็นเพราะปัจจัยบังเอิญหลายอย่างมารวมตัวกัน จึงทำให้เกิดโอกาสรอดหนึ่งในหมื่น
บังเอิญว่าหลุมหนอนที่อยู่ในมือเธอเป็นรุ่นที่ได้รับการปรับปรุง สามารถดูดซับพลังงานรอบข้างเพื่อเปิดใช้งานได้โดยอัตโนมัติ
บังเอิญว่าพายุอนุภาคที่ถูกหลุมดำจับได้นั้น มีผลในการยับยั้งพลังจิต
บังเอิญว่าโลกที่เขาตกลงไปเป็นโลกที่มีเวทมนตร์ต่ำ จึงมีผลยับยั้งพลังจิตโดยธรรมชาติ
แต่ทั้งหมดนี้ก็แค่บังเอิญยับยั้งการตายของสมองหลังจากการระเบิดเท่านั้น พูดอีกอย่างคือ ถ้าเธอไม่มา กู้ตั๋วก็จะหลับไปตลอดกาลแบบนี้
ด้วยระดับการพัฒนาทางการแพทย์ของโลกนี้ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการรอความตาย
“ดีนะที่ฉันมา ดีนะที่ยังมีความหวัง…” เธอพึมพำ จับมือเขาขึ้นมาแตะริมฝีปาก จูบเบา ๆ
“ท่านเซียน” เสียงของเจวี้ยนเหนียงดังมา “นำของกลับมาหมดแล้วเจ้าค่ะ”
เธอฟังออกว่าเด็กสาวกำลังกลั้นความตื่นเต้นเอาไว้ คงเพราะเห็นคนพวกนั้นขยับตัวไม่ได้จริง ๆ อารมณ์จึงอดที่จะพลุ่งพล่านไม่ได้
ลู่จินกู้ค่อย ๆ จัดผ้าห่มให้กู้ตั๋วอย่างเรียบร้อย แล้วอนุญาตให้คนเข้ามา
ในมือของเจวี้ยนเหนียงมีห่อผ้าอยู่หนึ่งห่อ เมื่อเปิดออกก็เห็นของมากมาย
นอกจากเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นเป็นเศษผ้าแล้ว ยังมีอุปกรณ์สื่อสารที่เสียหาย และเหรียญตราผู้บัญชาการกองทัพที่ทำจากโลหะผสมพิเศษซึ่งบิดเบี้ยวเล็กน้อย
จริง ๆ แล้วของพวกนี้ทิ้งไปก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่เธอไม่ชอบพวกนั้น และความรู้สึกบอกเธอว่าไม่ควรทิ้งของพวกนี้ไว้ในโลกนี้
ดังนั้นหลังจากตรวจสอบทุกอย่างแล้ว เธอจึงยัดของทั้งหมดกลับเข้าไปในกระเป๋ายุทธวิธี
จากนั้นก็มองดูกู้ตั๋วแล้วเริ่มกังวล
จะใช้พลังจิตขนคนกลับไปเลยดีไหม? แต่ถ้าทำแบบนั้นระหว่างทางคงจะสร้างความวุ่นวายไม่น้อย
“ท่านเซียน ท่านมีอะไรจะสั่งอีกหรือไม่เจ้าคะ?”
เสียงของเจวี้ยนเหนียงทำให้เธอนึกอะไรขึ้นมาได้ เธอเงยหน้ามอง “บ้านของเจ้าอยู่ไกลหรือไม่?”
“ไม่ไกลเจ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นช่วยข้าหน่อย…”
เธอสั่งไปสองสามประโยค เจวี้ยนเหนียงก็รับปากทันที
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เธอก็ถอดสร้อยคอออก แล้วปลดจี้ลงมาหนึ่งอัน
นี่เป็นระเบิดขนาดจิ๋วที่เธอพกติดตัวมาตลอด ดูภายนอกเหมือนลูกอมน่ารัก ๆ
“ข้าจะให้เจ้ายืมไปก่อนชั่วคราว หากเจอคนร้ายระหว่างทาง แค่บีบแรง ๆ…” เธอจับมืออีกฝ่ายแล้วบีบแน่น ให้เจวี้ยนเหนียงลองสัมผัสว่าต้องใช้แรงมากแค่ไหน “แล้วโยนออกไปเลย จำไว้ว่าต้องหลบให้ไกลที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างน้อยต้องห่างสักห้าเมตร… เอ่อไม่ใช่ ประมาณระยะจากตรงนี้ถึงปากถ้ำข้างนอกนั่นแหละ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะได้รับบาดเจ็บด้วย”
เจวี้ยนเหนียงตั้งใจฟังพลางพยักหน้าซ้ำ ๆ สายตาจับจ้องที่ระเบิดด้วยความสงสัยใคร่รู้
หลังจากให้อีกฝ่ายทวนวิธีใช้อีกครั้งและแน่ใจว่าจำได้หมดแล้ว เธอจึงปล่อยให้เดินลงเขาไป
ส่วนเด็กสาวอีกสี่คนที่เห็นว่ายังกลัวอยู่ เธอไม่กล้ามอบหมายงานให้ จึงบอกให้พวกเธอไปพักผ่อนข้าง ๆ
อย่างไรเสียก็ช่วยทุกคนออกมาได้แล้ว การส่งกลับบ้านก็เป็นแค่เรื่องของเวลา
ในเมื่อตอนนี้ไม่มีอะไรทำและต้องรออยู่เฉย ๆ เธอจึงเรียกระบบพาราไดซ์ขึ้นมา
พอมองดูก็พบว่าในแผงภารกิจมีภารกิจใหม่ปรากฏขึ้นมาเงียบ ๆ
ไฟสงครามแผ่ขยาย ผู้คนล้วนทุกข์ทน เมื่อพบร่องรอยเซียน ขอวิงวอนเขตพาราไดซ์
?
หลังจากระบบอัปเกรดเป็นระดับ 9 ทำไมคำอธิบายภารกิจถึงได้คลุมเครือขนาดนี้ ต้องให้คนเดาไปเดามาตลอด
เมื่อพิจารณาประโยคทั้งสี่อย่างละเอียดแล้วก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ… แต่จะทำให้สำเร็จยังต้องคิดอีกสักหน่อย
หรือไม่ก็ยกเลิกภารกิจนี้ไปเลย?
ความคิดนี้เพิ่งผุดขึ้นมา ข้อความแจ้งเตือนจากระบบก็ปรากฏขึ้น
[กรุณาทำภารกิจให้สำเร็จโดยเร็ว เพื่อให้ได้คุณสมบัติในการออกจากโลกนี้]
??
ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีภารกิจไหนที่บังคับให้ทำสำเร็จแบบนี้มาก่อน ระบบ คุณเปลี่ยนไปแล้วนะ
แม้จะบ่นไปอย่างนั้น แต่ในใจก็รู้ดีว่าระบบพาราไดซ์จะไม่ทำอะไรโดยไร้จุดประสงค์ เมื่อมีการแจ้งเตือนชัดเจนแบบนี้ พวกเขาคงไม่สามารถออกจากโลกนี้ได้ง่าย ๆ จำเป็นต้องทำภารกิจให้สำเร็จอย่างจริงจัง
สายตาของเธอจับจ้องอยู่ที่ประโยค ‘เมื่อพบร่องรอยเซียน ขอวิงวอนเขตพาราไดซ์’ หากเธอหน้าด้านพอที่จะสมมติว่า ‘เซียน’ ในที่นี้หมายถึงตัวเธอเอง ประโยคนี้อาจตีความได้ว่า ผู้คนที่ทุกข์ทรมานจากสงคราม เมื่อได้พบเห็นเธอ ก็วิงวอนขอให้เซียนสร้างเขตพาราไดซ์นอกโลก เพื่อให้พวกเขาได้หลบหนีจากสงครามและใช้ชีวิตอย่างสงบสุข
ดังนั้นการสร้างฐานในป่าเขาลึกคงไม่พอ จุดสำคัญอยู่ที่ ‘คน’
เธอถอนหายใจ รู้สึกได้ถึงความยุ่งยากของภารกิจนี้แล้ว
เพราะเรื่องราวในโลกนี้ แค่เกี่ยวพันกับคน ก็มักจะยุ่งยากขึ้นมากมาย
เธอเป็นเพียงคนนอก ที่นี่รู้จักแค่ไม่กี่คน พอลองนึกดูแล้ว คิดว่าความหวังในการทำภารกิจให้สำเร็จ คงต้องพึ่งฝางหรูโม่
อย่างน้อยเขาก็เป็นผู้รักษาเมือง ยังดีกว่าเธอที่ไม่รู้อะไรเลย
ขณะที่กำลังวางแผนสิ่งที่ต้องทำต่อไป เวลาก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว เจวี้ยนเหนียงพาคนกลุ่มหนึ่งมาถึงในสภาพเหนื่อยอ่อน
พวกเขาเป็นชายหนุ่มที่มีหน้าตาคล้ายคลึงกับเจวี้ยนเหนียงอยู่บ้าง พอเห็นเธอก็คุกเข่าลงทันที
“ท่านเซียนผู้มีพระคุณยิ่งใหญ่ พวกข้าจะไม่มีวันลืม”
เมื่อเรียกทุกคนให้ลุกขึ้น เธอมองไปที่เจวี้ยนเหนียงด้วยความสงสัย
เจวี้ยนเหนียงรีบอธิบาย “คนพวกนี้คือพี่ชายของข้าเองเจ้าค่ะ พวกเขาอยากมาขอบคุณท่าน และข้าคิดว่าพี่ชายของข้ามีแรงมาก อาจจะช่วยท่านได้ในภายหลัง เลยตัดสินใจพาพวกเขามาด้วย”
อ้อ เป็นอย่างนี้นี่เอง
เธอพยักหน้าเบา ๆ เห็นได้ชัดว่าเจวี้ยนเหนียงเป็นที่รักใคร่ในครอบครัว และตอนนี้เธอก็ต้องการคนช่วยจริง ๆ จึงรับคำขอบคุณนั้นไว้
หลังจากนั้นทุกอย่างก็ง่ายขึ้น ขอให้พวกเขาช่วยหามกู้ตั๋วลงไป พาเด็กสาวอีกสี่คนไปด้วย แล้วใช้พลังจิตควบคุมชาวบ้านกลุ่มนั้น จากนั้นก็พากันลงเขา
ที่เชิงเขามีเกวียนวัวจอดอยู่ เป็นเกวียนที่เจวี้ยนเหนียงนำมา แม้จะสั่นคลอนไปบ้าง แต่บาดแผลภายนอกของกู้ตั๋วหายดีเกือบหมดแล้ว จึงไม่ต้องกังวล
ที่เมืองหมิงเจียง ฝางหรูโม่รู้สึกกระวนกระวายทั้งวัน แม้แต่ตอนทำงานก็อดไม่ได้ที่จะมองท้องฟ้าเป็นระยะ
ไม่รู้ว่าตอนนี้เซียนท่านนั้นกำลังทำอะไรอยู่
จริง ๆ แล้วพอลู่จินกู้จากไป เขาก็รู้สึกเสียใจอยู่บ้าง แม้ว่าเซียนหญิงท่านนี้จะพักอยู่ที่จวนผู้รักษาเมืองมาระยะหนึ่งแล้ว แต่ทั้งสองแทบไม่ได้พูดคุยกันเลย ดังนั้นเขาจึงไม่เข้าใจนิสัยของอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
หากว่า… หากว่านางเป็นคนโหดเหี้ยม อาจจะใช้วิธีรุนแรงในการแก้ปัญหาก็ได้
นั่นคงจะแย่มาก เพราะต่อให้เป็นคนชั่ว ก็ไม่ควรฆ่าทิ้งไปเฉย ๆ
เทพเซียนมาและไปอย่างไร้ร่องรอย แม้เขาจะเสียใจก็สายเกินไปแล้ว ได้แต่นั่งรอด้วยความกระวนกระวายใจ
ขณะที่กำลังนั่งไม่ติดที่ จู่ ๆ ก็มีคนมารายงานว่า “ท่านเซียนพาคนกลุ่มหนึ่งกลับมาแล้ว!”
ฝางหรูโม่รีบวิ่งออกไปข้างนอกทันที เมื่อมาถึงหน้าประตูจวนผู้รักษาเมือง เห็นว่าไม่มีศพเกลื่อนกลาดหรือแขนขาขาดกระจัดกระจาย เขาถึงได้โล่งใจลงบ้าง
แต่ไม่นานเขาก็ชาไปทั้งตัว
อะไรนะ คนพวกนี้จับคู่ครองของเซียนหญิงไปขังไว้ในถ้ำ?
อะไรนะ คนพวกนี้ยังคิดจะครอบครองของของเซียนชาย ทั้งยังจะลงมือกับเซียนหญิงอีก?
อะไรนะ คนพวกนี้ยังคิดจะจับคู่ให้เซียนชายอีก?
เมื่อเทียบกับเรื่องเหล่านี้แล้ว การลักพาตัวและปล้นทรัพย์ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย ฝางหรูโม่คิดว่าการที่เซียนหญิงไม่ได้โกรธจนถึงขั้นสังหารทั้งหมู่บ้าน นี่ต้องเป็นคนที่มีนิสัยใจเย็นมาก ๆ อย่างแน่นอน