เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 493 สงครามแผ่ขยาย
บทที่ 493 สงครามแผ่ขยาย
ลู่จินกู้ผู้ ‘ใจเย็น’ พากู้ตั๋วกลับห้องแล้ว เธอเข้าใจดีว่าไม่ควรก้าวก่ายงานที่ไม่ใช่หน้าที่ของตน หลังจากพาทุกคนกลับมาแล้ว ก็มอบหมายให้ฝางหรูโม่จัดการทั้งหมด ส่วนเธอพยายามจะรักษาพลังจิตที่ยุ่งเหยิงของกู้ตั๋ว
แม้จะเตรียมใจไว้แล้ว แต่เมื่อส่งพลังเข้าไปในสมองของเขา เธอก็อดตกใจไม่ได้
พลังจิตของกู้ตั๋วยุ่งเหยิงเกินกว่าจะบรรยาย พลังที่ควรจะลึกล้ำดั่งน้ำทะเล ตอนนี้ถ้าจะพูดให้เข้าใจก็คงเหมือนถูกพายุพัดกระจัดกระจายไปทั่วทั้งบนฟ้าและพื้นดิน แยกออกเป็นชิ้น ๆ ราวกับเศษผ้าขาด
ชิ้นที่ใหญ่ที่สุดก็มีขนาดเท่าฝ่ามือ ส่วนชิ้นที่เล็กที่สุดของพลังจิตนั้น แม้เธอจะใช้พลังตรวจจับก็แทบจะจับไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น พลังเหล่านี้ยังวิ่งพล่านไปมาอย่างไร้ทิศทาง และพลังจิตที่ผ่านการระเบิดมาแล้วก็กลายเป็นพลังที่รุนแรงมาก เธอเพียงแค่สัมผัสเบา ๆ กับพลังขนาดเท่าเมล็ดข้าว ก็เกิดการระเบิดขึ้น
หากเธอไม่รีบใช้พลังจิตของตัวเองห่อหุ้มบริเวณนั้นไว้ทัน อาจจะเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่
เท่ากับว่าในสมองของกู้ตั๋วจะต้องเผชิญกับการระเบิดขนาดเล็กอีกครั้ง
เธอเช็ดเหงื่อเย็นที่ผุดขึ้นมาเพราะความตกใจ คราวนี้เธอไม่กล้าสัมผัสมั่ว ๆ อีก ได้แต่ตรวจจับพลังจิตที่ยุ่งเหยิงของกู้ตั๋วอย่างหมดปัญญา
สุดท้ายก็ทำได้แค่ทิ้งเส้นพลังไว้ในสมองของเขาเพื่อเฝ้าระวัง เพื่อให้แน่ใจว่าถ้าพลังจิตที่ยุ่งเหยิงพวกนี้เกิดปัญหาอะไรขึ้นมา เธอจะสามารถรับรู้ได้ทันที
บางทีคงต้องสร้างคลินิกแพทย์แผนจีนขึ้นมา ถึงจะแก้ปัญหาพลังจิตของกู้ตั๋วได้
ถ้าเป็นเช่นนั้น การก่อสร้างเขตพาราไดซ์ก็จำเป็นต้องเร่งความเร็วขึ้น
เธอหันหลังไปหาฝางหรูโม่ทันที
ช่วงนี้ท่านผู้รักษาเมืองฝางยุ่งมาก
นอกจากหมู่บ้านที่มีความทะเยอทะยานนั้นแล้ว เขายังได้รับข่าวร้ายกว่านั้นอีก
แม้ว่าตอนนี้เมืองหมิงเจียงยังสงบ แต่ถ้าข่าวเป็นความจริง ที่นี่ก็คงจะวุ่นวายในไม่ช้า
ในฐานะขุนนางที่ดี รักและห่วงใยประชาชน จะให้เขาทนดูประชาชนต้องพลัดถิ่นได้อย่างไร เขาจึงยุ่งจนแทบไม่มีเวลาหายใจ
ถึงขนาดที่ว่าเมื่อบ่าวมารายงานว่ามีเซียนหญิงมาหา เขายังกล้าที่จะปฏิเสธ
แน่นอนว่าสุดท้ายลู่จินกู้ก็ได้พบกับฝางหรูโม่ เมื่อเห็นผู้รักษาเมืองที่เคยดูมีกลิ่นอายความเป็นเซียน
ตอนนี้กลับมีรอยคล้ำใต้ตาหนาเตอะ เธอจึงพูดสั้น ๆ เข้าเรื่องทันที
“ท่านผู้รักษาเมืองฝาง ช่วงนี้มีที่ใดทำสงครามกันหรือไม่?”
เพียงประโยคเดียว ก็ทำให้ฝางหรูโม่ตื่นตัวขึ้นมาทันที
เขาไม่สนใจมารยาทแล้ว จ้องมองลู่จินกู้พลางอุทานว่า “สมแล้วที่เป็นเซียน ท่านรู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?”
นั่นแสดงว่าเป็นเรื่องจริง เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย “สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?”
อีกฝ่ายดูแปลกใจ คงคิดว่าในเมื่อเธอรู้เรื่องสงครามแล้ว ทำไมยังต้องถามเขาถึงสถานการณ์อีก
แต่เธอแค่คาดเดาเอา ไม่ได้มีตาทิพย์จริง ๆ ถึงมีก็ไม่กล้าใช้ เธอจึงได้แต่มองอีกฝ่ายนิ่ง ๆ รอคำตอบ
ครู่หนึ่งผ่านไป ฝางหรูโม่ก็เล่าถึงสถานการณ์ปัจจุบันให้ฟัง
ปรากฏว่าประเทศที่ชื่อว่าเหลียงแห่งนี้ เพิ่งเกิดความวุ่นวายภายในเมื่อไม่นานมานี้ ผู้ก่อเหตุคือโอรสองค์ที่ห้าของฮ่องเต้องค์ก่อน เป็นองค์ชายที่มีชื่อเสียงและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนอย่างมาก
เกือบทุกคนคิดว่าองค์ชายห้าจะได้เป็นฮ่องเต้องค์ต่อไป แต่ผลคือฮ่องเต้องค์ก่อนกลับทำเรื่องไม่คาดฝันด้วยการส่งมอบบัลลังก์ให้องค์ชายเจ็ด
องค์ชายห้าออกจากเมืองหลวงไปปกครองหัวเมือง หากเป็นเพียงแค่ราชวงศ์ผู้ทรงคุณธรรมก็คงเป็นเรื่องดี แต่ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อฮ่องเต้องค์ใหม่ขึ้นครองราชย์แล้วทำเรื่องไม่เหมาะสมมากมาย
ดังนั้นไม่ว่าจะในราชสำนักหรือประชาชนต่างแอบคิดถึงองค์ชายห้าผู้ทรงคุณธรรม
ไม่รู้ว่าเรื่องนี้ไปถึงหูฮ่องเต้ได้อย่างไร หรืออาจเป็นเพราะพระองค์หวาดระแวงพี่ชายที่เกือบได้ขึ้นครองราชย์ผู้นี้มาตลอด ทำให้ชีวิตขององค์ชายห้าลำบากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร องค์ชายก็ไม่เคยแสดงท่าทีว่าจะก่อกบฏ ตัวท่านเองยังอดทนได้ ชาวเหลียงก็ไม่อยากสูญเสียความสงบสุข จึงได้แต่แอบขัดขวางเมื่อฮ่องเต้จะลงมือสังหารองค์ชายห้า
ตามคำพูดของฝางหรูโม่ก็คือ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม การมีองค์ชายห้าอยู่ตรงนั้นก็เป็นเหมือนพระพุทธรูปองค์ใหญ่ที่คอยเตือนสติฮ่องเต้ไม่ให้ทำงานเกินเลยไป
ผลคือ ฝ่ายฮ่องเต้จะทำอะไรได้ องค์ชายห้าก็ระเบิดความโกรธออกมาอย่างฉับพลัน
เมื่อไม่กี่วันก่อน องค์ชายห้าได้ก่อกบฏพร้อมกับสองมณฑลรอบเขตปกครอง มาอย่างรวดเร็วและรุนแรง เพียงไม่กี่วันก็บุกมาถึงเมืองหลวง
และเมืองหมิงเจียงก็บังเอิญตั้งอยู่ระหว่างเมืองหลวงกับเขตปกครองขององค์ชายห้าพอดี
นั่นหมายความว่าไฟสงครามจะต้องลามมาถึงที่นี่อย่างแน่นอน
และการที่องค์ชายห้าอดทนอดกลั้นมาหลายปี แม้จะมีผู้ทะเยอทะยานมายุยงทั้งเปิดเผยและลับ ๆ ก็ยังคงยืนกรานว่าจะไม่ก่อความวุ่นวายภายใน ทำให้หลายคนเข้าใจผิดไป
แม้แต่ผู้ที่อยู่ในเมืองหลวงก็คงไม่คาดคิดว่า องค์ชายห้าถ้าไม่ลงมือก็แล้วไป แต่พอลงมือทีก็รวดเร็วดุจสายฟ้าฟาด
ฝางหรูโม่เป็นเพียงขุนนางที่มีความสามารถเล็กน้อย ไม่ได้เป็นผู้ที่มีปัญญาหรือความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ เขาก็ถูกการเคลื่อนไหวลวงขององค์ชายห้าหลอกเช่นกัน ดังนั้นเมืองหมิงเจียงจึงไม่มีการเตรียมพร้อมรับมือกับสงคราม
ในที่สุดก็รู้แล้วว่าทำไมคนคนนี้ถึงมีรอยคล้ำใต้ตา
สิ่งที่ทำให้ฝางหรูโม่ปวดหัวยิ่งกว่านั้นคือ เนื่องจากเมืองหมิงเจียงไม่มีภูมิประเทศที่เหมาะแก่การป้องกัน และกองทัพขององค์ชายห้าก็ดูน่าเกรงขาม ราชสำนักจึงเลือกจะตั้งทัพที่เมืองอู่หยวนซึ่งอยู่หลังเมืองหมิงเจียง เท่ากับว่าทิ้งผู้คนในเมืองหมิงเจียงทั้งหมดอย่างโจ่งแจ้ง
เมืองหมิงเจียงมีทหารประจำการเพียงสามพันนาย ฝ่ายกบฏอ้างว่ามีทหารสามแสนนาย อัตราส่วนหนึ่งต่อหนึ่งร้อย เว้นแต่ว่าลูกน้องของเขาจะเป็นกวนอูหรือลิโป้ไปเสียทุกคน ไม่เช่นนั้นฝ่ายตรงข้ามก็สามารถเหยียบพวกเขาให้ตายได้
แต่ถ้าไม่ต่อต้าน นั่นก็เท่ากับยอมจำนนต่อศัตรู การศึกษาที่ฝางหรูโม่ได้รับมาทำให้เขาทำเช่นนั้นไม่ได้
สิ่งที่เขากังวลที่สุดคือประชาชนในเมืองหมิงเจียง
ดาบและหอกไม่มีตา อีกอย่างแม้ว่าชาวบ้านพวกนี้จะยอมจำนนเพื่อรักษาชีวิต พวกเขาจะได้รับผลดีอะไร?
องค์ชายห้าไม่ใช่กบฏชาวนายากจน ในหมู่ผู้สนับสนุนเขามีเศรษฐีและขุนนางมากมาย ชาวบ้านที่เข้าร่วมกองทัพจำเป็นต้องเข้าร่วมกองกำลังแนวหน้าที่อันตรายที่สุด
ฝางหรูโม่ร้อนใจจนเป็นไฟ อยากจะมีความสามารถในการย่อโลกทั้งใบไว้ในแขนเสื้อตามตำนาน เพื่อจะได้ส่งประชาชนทั้งหมดไปที่อื่นในพริบตา
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ดวงตาของเขาก็เปล่งประกายวาบขึ้นมา จ้องมองมาอย่างเร่าร้อน
ลู่จินกู้จะไม่รู้ความหมายของเขาได้อย่างไร จึงยิ้มบาง ๆ “ข้าไม่มีความสามารถถึงเพียงนั้น พูดตามตรง ต่อให้มีข้าก็ไม่กล้าใช้”
“ท่านเซียนพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” ฝางหรูโม่สงสัย
“พลังแรงเกินไป หากใช้ออกมาโดยไม่ยั้งคิด คนที่จะรับไม่ไหวก่อนก็คือพวกท่าน”
เขายังคงไม่เข้าใจ เพราะเขาก็เคยอ่านนิยายเพื่อคลายเครียด ในหนังสือเวลาเทพเซียนช่วยเหลือมนุษย์ไม่เคยมีข้อจำกัดเช่นนี้
เธอคิดครู่หนึ่ง แล้วยกตัวอย่างที่เข้าใจง่าย “คนพวกนั้นที่จับกลับมาครั้งก่อน ท่านไม่รู้สึกหรือว่าพวกเขาตอบสนองช้าไปหน่อย?”
นั่นเป็นเรื่องจริง เมื่อจับคนพวกนั้นมาได้ก็ต้องสอบสวน ในรายงานของผู้คุมคุกก็มีกล่าวถึงว่า คนพวกนี้ตอนถูกซักถามมักจะตอบช้าไปหนึ่งจังหวะ ลองทดสอบดูแล้วพบว่าไม่ได้ตั้งใจทำ ผู้คุมคุกจึงทำอะไรไม่ได้ ได้แต่ใช้เวลาสอบสวนมากกว่าปกติเป็นสองเท่า
ตอนนี้พอลู่จินกู้พูดขึ้นมา เขาก็นึกขึ้นได้ทันที ตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ “หรือว่าเป็นเพราะ…”