เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 53 ภาพเหตุการณ์อันโหดร้าย (รีไรต์)
บทที่ 53 ภาพเหตุการณ์อันโหดร้าย (รีไรต์)
ไม่นานนัก ภายในชามก็เหลือเพียงเครื่องปรุงรสอยู่ก้นชาม
กงซุนฉือหยิบโป๊ยกั๊กขึ้นมาหนึ่งชิ้น กัดเข้าไปคำหนึ่ง “แหวะ แหวะ แหวะ”
“ฮ่าๆๆๆ” ลู่จินกู้หัวเราะอย่างสะใจ
หลังจากหัวเราะเสร็จเธอก็อธิบายว่า “พวกนี้มันเป็นเครื่องเทศนะ ปกติแล้วไม่กินโดยตรงหรอก”
กงซุนฉือดื่มนมหมดแก้ว ถึงจะรู้สึกว่ารสชาติในปากจางลง แต่เมื่อมองไปที่ชามเปล่า ๆ สายตาก็ยังคงเต็มไปด้วยความปรารถนา
“นี่มันคืออะไรกันแน่ อร่อยมาก” เขามองอย่างกระตือรือร้น “ฉันขอกินทุกวันได้ไหม?”
“ฝันไปเถอะ” เธอเบ้ปาก ถอดถุงมือเปื้อนน้ำมันออกแล้วโยนลงในชาม “อันนี้เรียกว่ากุ้งผัดพริกเสฉวน ต้องล้างทำความสะอาด ขั้นตอน การทำค่อนข้างยุ่งยาก ฉันกะจะชวนเพื่อนมากินตอนกลางคืนอยู่แล้ว วันนี้คุณก็โชคดีไป”
“กุ้งผัดพริกเสฉวน…” กงซุนฉือพึมพำซ้ำไปซ้ำมา “บนโลกนี้มีอาหารอร่อยแบบนี้อยู่ด้วยหรือเนี่ย”
ร่างเล็ก ๆ ในใจของเธอกางแขนออกอย่างภาคภูมิใจ นี่คืออาหารเลิศรสที่ใช้ในงานเลี้ยงภายในประเทศจีนเชียวนะ การที่เอามาให้เขาลองชิมนี่ ถือว่าใช้ผิดประเภทไปหน่อย
แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ก็ถือว่าบรรลุเป้าหมายแล้ว
…
หลังจากเก็บของเสร็จเรียบร้อย ซิงเหลียนก็โทรหาเธอทันที
ตอนที่ลู่จินกู้รีบรุดมาถึงด้านนอกห้องที่ตั้งแคปซูลรักษา ก็ได้ยินแต่เสียงร้องไห้ด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสดังมาจากข้างใน
ซิงเหลียนยืนอยู่ที่ประตู สีหน้าดูแย่มาก “เป็นยังไงบ้าง”
ลู่จินกู้เอ่ยถามทันทีที่เดินเข้าไปหา “สภาพข้างในน่าสยดสยอง คุณลู่แน่ใจหรือว่าจะเข้าไป”
เธอชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ไปกันเถอะ”
ทันทีที่ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง เธอก็รู้สึกเหมือนอาหารที่กินเข้าไปในคืนนี้กำลังจะทะลักออกมา จึงรีบหันหน้าหนี
เจิ้งจื่อเซวียนถูกทหารคนหนึ่งปกป้องอยู่ด้านหลัง เขาร้องไห้แทบขาดใจ
ในใจของเธอก็เศร้าไปด้วย เด็กคนนี้… สุดท้ายก็ไม่รอดพ้นจากชะตากรรมการเป็นเด็กกำพร้า
เธอเดินเข้าไปลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ
เจิ้งจื่อเซวียนเงยหน้าขึ้นมองด้วยสายตาพร่ามัว ในวินาทีต่อมาก็โผเข้ากอดเธอแล้วร้องไห้โฮ “พี่จิน พ่อกับแม่ตายอย่างน่าสงสารมาก!”
จริง ๆ แล้วมันน่าสงสารมาก
สามีภรรยาคู่นั้นไม่รู้ว่าคลานออกมาจากแคปซูลรักษาตั้งแต่เมื่อไหร่ ท่าทางของพวกเขาดูบิดเบี้ยวผิดรูปไปหมด ใบหน้าแสดงออกถึงความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัส
บริเวณท้องของทั้งสองคนมีรูขนาดใหญ่ รอบ ๆ บาดแผลยังมีร่องรอยการกัดฉีก
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นคืนนี้ เธอก็พอจะเดาออกแล้ว
รู้สึกอยากอาเจียนอีกแล้ว
เธอไม่กล้าคิดถึงสาเหตุการตายของทั้งสองคนอีก เธอจึงปลอบเจิ้งจื่อเซวียนแล้วพาออกจากห้องไป
เด็กน้อยได้เห็นภาพพ่อแม่ตายอย่างทารุณ จิตใจจึงไม่มั่นคงอย่างมาก ลู่จินกู้ทำได้เพียงขอความช่วยเหลือจากซิงเหลียน
ซิงเหลียนช่วยทำให้เจิ้งจื่อเซวียนหมดสติไป หลังจากพาเขาไปพักที่ห้องข้าง ๆ แล้ว เธอก็ถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นด้วยน้ำเสียงเบา ๆ
“เขาถือว่าโชคดีมาก กลางดึกเขานอนหลับอยู่แล้วรู้สึกกระหายน้ำ เลยออกไปหาน้ำดื่ม พอดื่มเสร็จก็อยากเข้าห้องน้ำ จึงได้ออกจากห้องไป…”
ลู่จินกู้ถอนหายใจ หากมองจากมุมมองของคนนอก เจิ้งจื่อเซวียนถือว่าโชคดีมากจริง ๆ
แต่อาจจะไม่ใช่สำหรับตัวเขาเอง
“เอาอย่างนี้ เด็กคนนี้อยู่กับฉันที่นี่ก่อน ส่วนพ่อแม่ของเขา…” เธอหยุดคิดสักพัก ก่อนจะเอ่ยต่อ “พยายามอย่าไปแตะต้องศพมาก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแพทย์ทหารจัดการหลังตรวจสอบเสร็จแล้ว”
“เข้าใจแล้วครับ คุณลู่” ซิงเหลียนพยักหน้ารับ “เรื่องนี้มันแปลกประหลาดเกินไป ผมขออนุญาตจัดคนมาเฝ้ายามให้คุณสองคน เผื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน”
เธอครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบตกลง
ถึงแม้จะไม่ค่อยสะดวก แต่ในช่วงเวลาที่วุ่นวายแบบนี้ เรื่องความปลอดภัยต้องมาก่อน
อาจเป็นเพราะภาพที่เห็นเมื่อคืนทำให้เธอนอนไม่หลับ พอตื่นขึ้นมาในเช้าวันต่อมา เธอก็มีรอยคล้ำใต้ตาชัดเจน
เธอเห็นเจิ้งจื่อเซวียนที่ไม่รู้ว่าตื่นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ กำลังนั่งเหม่อลอยอยู่กลางลานบ้าน
“อาเซวียน” เธอเอ่ยเรียกเบา ๆ
เด็กชายค่อย ๆ หันกลับมา ดวงตาแดงก่ำราวกับน้ำตาเหือดแห้งไปหมดแล้ว
เขาจ้องมองเธออยู่นาน ก่อนจะร้องไห้โฮออกมาอย่างเจ็บปวด “พี่จิน ใครกันที่ฆ่าพ่อแม่ผม ทำไม ทำไมต้องเป็นพวกเขาด้วย”
ตอนนี้เขาดูเหมือนสัตว์ร้ายตัวน้อยที่ถูกต้อนจนมุม ไม่รู้จะหาทางออกอย่างไร
ลู่จินกู้เองก็มีน้ำตาคลอเบ้า เดินเข้าไปกอดเขาไว้ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือแต่หนักแน่นว่า “เราจะตามหาคนร้ายพวกนั้นให้เจอ ไม่ว่าเขาจะเป็นใคร พวกเราจะต้องล้างแค้นให้พ่อแม่ของเธอให้ได้”
“จริงเหรอครับ?” เขาเงยหน้าขึ้นด้วยความหวัง
“จริงสิ ฉันเชื่อว่าความชั่วร้ายไม่มีทางชนะความดี คนชั่วที่หลบซ่อนอยู่ในเงามืด พวกมันไม่มีทางปิดบังร่องรอยได้ตลอดไปหรอก” เธอพูดเสียงเบาพลางลูบศีรษะเขาเบา ๆ
“ถ้ามีเบาะแสอะไรฉันจะบอกเธอ และถ้าจับคนร้ายพวกนั้นได้ เธอจะเป็นคนตัดสินใจเองว่าจะจัดการกับพวกมันยังไง”
เขาร้องไห้อย่างเศร้าโศกอีกครั้ง ก่อนจะขดตัวแล้วส่งเสียงสะอื้น ไม่มีแม้แต่น้ำตาแต่แววตาของเขากลับแดงก่ำ
“เด็กดี นอนพักอีกหน่อยเถอะ เธอต้องพักผ่อนนะ” เธอเหลือบมอง ซิงเหลียนที่เพิ่งเข้ามา อีกฝ่ายพยักหน้ารับ ก่อนจะเดินเข้ามาหาเจิ้งจื่อเซวียน แล้วแตะตัวเขาเบา ๆ
“ตามที่คุณสั่ง เรื่องพ่อแม่ของเขายังไม่ได้ประกาศออกไป แต่ก่อนหน้านั้นมีนักข่าวเห็นเหตุการณ์เยอะมาก คงปิดไม่มิดหรอกครับ”
“ฉันก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรอยู่แล้ว” แววตาของเธอเต็มไปด้วยพายุที่กำลังก่อตัว “พิษร้ายแรงขนาดนี้… ไม่ใช่ว่าห้องแล็บไหนก็สามารถทำขึ้นมาได้ พวกนายพอจะสืบหาต้นตอได้ไหม?”
“ตอนนี้จำกัดวงได้แค่ไม่กี่ห้องแล็บครับ แต่ว่า…” ซิงเหลียน ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรายงานตามตรง “เนื่องจากมีหลายฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง การจะค้นห้องแล็บเหล่านี้เป็นไปได้ยากมากครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ให้พวกมันมาหาเราเอง” เธอค่อย ๆ บิดนิ้วไปมา “การใช้วิธีโหดเหี้ยมเช่นนี้ แสดงว่าพวกมันรู้สึกว่าเขตพาราไดซ์เป็นภัยคุกคาม ถ้าอย่างนั้นก็ทำให้เขตพาราไดซ์เป็นที่สนใจมากขึ้นไปอีกสิ ฉันคิดว่าแม้แต่สภาเจ็ดตระกูลใหญ่ก็คงไม่มีใครสามารถควบคุมทุกอย่างได้หรอก”
ซิงเหลียนยืดอกอย่างภาคภูมิใจ “แน่นอนครับ ยิ่งกว่านั้นคุณมีท่านนายพลหนุนหลังอยู่ด้วย”
“เมื่อไหร่ที่พวกมันพบว่าทำลายไม่ได้ พวกมันก็ต้องหาวิธีปราบปรามหรือร่วมมือกับเรา และตอนนั้นพวกเราก็…” เธออธิบายแผนการต่อไปอย่างช้า ๆ สีหน้าของซิงเหลียนก็ยิ่งทวีความตื่นเต้นขึ้นเรื่อย ๆ
“นายคิดว่าแผนนี้ใช้ได้ไหม”
“ยอดเยี่ยมไปเลยครับ!” ซิงเหลียนชูนิ้วโป้งให้ แต่ในใจเขากลับคิดไม่ถึงว่าคุณลู่ที่ดูบอบบางอ่อนแอคนนี้ แม้จะเป็นคนที่ภายนอกดูอ่อนโยน แต่ภายในร้ายกาจเหมือนกับอีธาน ต่อไปนี้คงไม่กล้าทำให้เธอขุ่นเคืองแล้ว
นอกจากทหารของกองพลที่เจ็ดแล้ว ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนั้น แต่ไม่นานนักทุกคนก็ได้รู้จักกับกุ้งผัดพริกเสฉวนอาหารรสเลิศที่หาที่เปรียบไม่ได้
และที่สำคัญคือวันนี้ทุกคนจะได้ลิ้มลอง!
เพราะแบบนี้ทุกคนจึงตั้งตารอคอยกันตั้งแต่เช้าแล้ว
ทว่าลู่จินกู้กลับไม่ได้รู้สึกอยากจัดงานเฉลิมฉลองอะไร แต่ก็ไม่ได้ขัดศรัทธา
เธอพาทุกคนไปที่บ่อที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ บ่อทั้งสี่บ่อนี้เลี้ยงกุ้งไว้ทั้งหมด ซึ่งเดิมทีเป็นความคิดของเธอเอง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าเธอคิดถูกแล้ว
เธอถึงกับมีความรู้สึกว่า อีกไม่นานกุ้งในบ่อทั้งสี่นี้ก็จะไม่พอขาย
ระหว่างที่ทุกคนกำลังเรียนรู้วิธีทำความสะอาดกุ้งอยู่นั้น เธอก็ได้เตรียมเครื่องปรุงรสสำหรับทำอาหารมื้อใหญ่ หลังจากเตรียมทุกอย่างเสร็จ เธอก็ปฏิเสธคำเชิญอย่างกระตือรือร้นของทุกคน และยกชามกุ้งกลับบ้านเพียงลำพัง
“อาเซวียน มากินข้าวได้แล้ว”
เธอยืนอยู่หน้าประตูและเรียกเบา ๆ สองสามครั้ง แต่กลับไม่มีเสียงตอบรับใด ๆ จากข้างใน
เธอรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงพยายามเปิดประตูเข้าไป แต่กลับพบว่าข้างในห้องว่างเปล่า
เจิ้งจื่อเซวียนหายไปแล้ว…