เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 6 อสูรทมิฬ (รีไรต์)
บทที่ 6 อสูรทมิฬ (รีไรต์)
กู้ตั๋วมองด้านในอีกครั้งด้วยแววตาครุ่นคิด ก่อนจะค่อย ๆ เดินออกจากเขตพาราไดซ์แห่งนี้
“อึก…” เพียงชั่วครู่ที่ยืนอยู่ด้านนอกนั้น สมองของเขาก็ปวดราวกับถูกเข็มนับพันเล่มทิ่มแทง ราวกับมีสัตว์ร้ายที่มองไม่เห็นกำลังกัดกินสติสัมปชัญญะไปทีละน้อย
เขาพยายามอย่างยิ่งที่จะข่มความทรมานนี้เอาไว้ สายตามองต่ำไปยังกำไลที่ยังคงสงบนิ่งไร้ซึ่งการตอบสนอง จึงสรุปได้ว่านี่ไม่ใช่ปัญหาเรื่องสัญญาณขาดหาย
ก่อนที่สติจะเลือนหายไป กู้ตั๋วรีบถอยกลับเข้าในเขตพาราไดซ์อีกครั้ง พลังอันอ่อนโยนไหลเวียนชำระล้างร่างกาย พลังจิตที่เกือบจะคลุ้มคลั่งกลับมาสงบอีกครั้ง
เขาเปิดอุปกรณ์สื่อสารขึ้นมา ผ่านการยืนยันตัวตนที่ซับซ้อนหลายขั้นตอน จนเข้าสู่หน้าจอที่ถูกซ่อนไว้ และส่งข้อความที่เข้ารหัสออกไป
ต่อไปก็ทำได้เพียงแค่รอคอยเท่านั้น แต่โชคดีที่การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้ไร้ผลเสียทีเดียว
แววตาของเขาฉายความลึกล้ำไปยังบ้านหลังนั้น
ผ่านไปครู่ใหญ่ ริมฝีปากของกู้ตั๋วก็ยกยิ้มขึ้นจาง ๆ
ตระกูลลู่ปล่อยสมบัติล้ำค่าแบบนี้ไปได้อย่างไร เมื่อคิดถึงสิ่งที่ครอบครัวนั้นมุ่งหวัง รอยยิ้มของเขาก็แฝงไปด้วยความเย้ยหยัน
ส่วนลู่จินกู้ไม่รู้เลยว่ากู้ตั๋วคิดอะไรอยู่ เธอต้องดิ้นรนอยู่ในฝันร้ายตลอดทั้งคืน…
ทันทีที่ลืมตาขึ้นมาในยามเช้า สิ่งแรกที่เธอทำคือการไปดูแปลงปลูกผักอันล้ำค่าของเธอ
นี่คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้เธอไม่ต้องพึ่งพาอาหารพวกนั้นอีกต่อไป เธอจะประมาทไม่ได้แม้แต่น้อย
ทว่าเมื่อมาถึงก็พบว่ามีใครบางคนมาถึงก่อนเธอแล้ว
ร่างสูงโปร่งยืนอยู่ริมพื้นที่เพาะปลูก มองจากด้านหลังแล้วช่างดึงดูดสายตาคนยิ่งนัก
ตอนนั้นเองความคิดนึงก็เข้ามาในหัวเธอ ถ้านึกถึงความพิเศษของพื้นที่เพาะปลูกนี้ ก็ทำให้เธอรู้สึกถึงความผิดพลาดที่ทำให้กู้ตั๋วรู้
เขาจะสงสัยอีกหรือเปล่านะ?
ทว่าพอกู้ตั๋วได้ยินเสียง เขาก็หันกลับมา สีหน้าเรียบเฉยราวกับไม่มีอะไรให้สงสัย
ลู่จินกู้ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ค่อย ๆ สำรวจดูสภาพของพื้นที่เพาะปลูกนี้ ภาพเบื้องหน้าคือพื้นดินเขียวขจี เพียงแค่สามวันก็เก็บเกี่ยวได้ ช่างดีจริง ๆ
…
เวลาสามวันผ่านไปอย่างรวดเร็ว เมื่อคำนึงถึงปริมาณผลผลิต ตอนที่เลือกเมล็ดพันธุ์พื้นฐาน เธอจึงเลือกปลูกมันฝรั่ง พืชผลที่ขึ้นชื่อเรื่องให้ผลผลิตสูง และก็ไม่ทำให้เธอผิดหวังจริง ๆ
มองดูภูเขามันฝรั่งเล็ก ๆ ที่กองอยู่ข้าง ๆ พื้นที่เพาะปลูก เธอเผยรอยยิ้มออกมาอย่างจริงใจ ต่อให้ต้องเก็บไว้เป็นเมล็ดพันธุ์สำหรับครั้งต่อไป ที่เหลือก็มากพอให้เธอกินได้อีกนาน
กู้ตั๋วยื่นนิ้วมือออกไปลูบมันฝรั่งอย่างแผ่วเบา ด้วยท่าทีเคารพบูชา
“เฮ้…” ลู่จินกู้พยายามจะร้องห้าม
มันฝรั่งเพิ่งจะขุดขึ้นมาจากดิน ผิวของมันฝรั่งยังคงเปื้อนดินอยู่มาก เธอคิดว่าคนแบบกู้ตั๋วไม่น่าจะชอบอะไรที่สกปรก
แต่กู้ตั๋วกลับใช้นิ้วลูบมันฝรั่งเบา ๆ ด้วยสีหน้าเคลิบเคลิ้มราวกับตกอยู่ในภวังค์ ทำให้เธอต้องกลืนคำพูดลงไป
ผ่านไปเนิ่นนาน ในที่สุดเขาก็รู้สึกตัว “มันปลูกขึ้นมาได้จริง ๆ ด้วย!”
“เธอทำได้ยังไงกันแน่!”
“…คุณก็เห็นวิธีการปลูกมาตลอดแล้วนี่คะ?” ลู่จินกู้อดไม่ได้ที่จะพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
เมื่อเผชิญกับสายตาที่อันแรงกล้าของกู้ตั๋ว เธอก็รู้สึกราวกับว่าตัวเองนั่นได้กลายเป็นก้อนทองคำไปเสียแล้ว
เธอขยับเท้าอย่างอึดอัด ก่อนจะพูดออกมาอย่างยากลำบาก “คืนนี้กินมันฝรั่งกันเถอะ”
กู้ตั๋ว “… ตกลง”
…
ดังนั้นเมื่อถึงเวลากลางคืน ลู่จินกู้จึงยุ่งอยู่กับการทำอาหารในครัวเล็ก ๆ ที่อยู่ภายในบ้าน
บ้านในระบบพาราไดซ์นั้นสะดวกสบายมาก ห้องนอนมีผ้าห่มให้ ในครัวมีเครื่องปรุงให้พร้อม แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่เกลือและน้ำมันพื้นฐาน แต่ตอนนี้ก็เพียงพอแล้ว
การเก็บเกี่ยวผลผลิตอันอุดมสมบูรณ์ทำให้เธออารมณ์ดี จนเผลอทำอาหารเยอะเกินไปหน่อย
เมื่อรู้สึกตัวอีกที ก็เห็นโต๊ะเต็มไปด้วยอาหารที่ทำจากมันฝรั่งแล้ว
และพอหันไปมอง เธอก็ต้องตกใจกับแววตาเป็นประกายของกู้ตั๋ว
“เป็น… เป็นอะไรคะ?”
“หอมมาก!” กู้ตั๋วเอ่ยเสียงดังฟังชัด ก่อนจะเดินมานั่งที่โต๊ะอย่างมาดมั่น
“กินได้หรือยัง?”
ลู่จินกู้เกือบจะตาพร่าไปกับแววตาอันกระตือรือร้นของเขา เธอจึงได้แต่พยักหน้ารับอย่างมึนงง
วินาทีต่อมา เธอก็เห็นเขาปลดปล่อยอารมณ์ความอยากออกมา โดยมีอาหารจากมันฝรั่งทั้งหลายเป็นเป้าหมาย
กู้ตั๋วยกตะเกียบขึ้นคีบอาหารด้วยความเร็วสูงจนมองแทบไม่ทัน
ลู่จินกู้รู้สึกเหมือนแค่กะพริบตา อาหารบนโต๊ะก็หายไปครึ่งหนึ่งแล้ว
… ถ้าไม่ใช่เมื่อวานเห็นเขาเอาแต่กินอาหารอัดแท่ง เธอคงคิดว่าเขาอดอาหารมามากกว่าสิบวันหรือครึ่งเดือนแล้ว
ลู่จินกู้ย่อมรู้สึกยินดีเป็นธรรมดา เพราะใครที่ได้ทำอาหารแล้วเห็นฝีมือของตนเป็นที่ยอมรับก็ต้องรู้สึกแบบนี้
เธอจึงนั่งลงพร้อมกับรอยยิ้ม พลางคีบมันฝรั่งด้วยท่าทางสุภาพ
ครู่ต่อมา คิ้วเรียวสวยก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ไม่มีน้ำส้มสายชู ไม่มีผงยี่หร่า… รสชาติของอาหารจานนี้ยังขาดไปอีกหลายอย่าง ซุปมันฝรั่งก็ไม่ได้เคี่ยวนานจนน้ำงวด ไม่เข้มข้นกลมกล่อมเท่าที่ควร
ผัดมันฝรั่งก็ไม่มีพริกแห้งหรือเครื่องปรุงอื่น ๆ รสชาติจืดชืด แม้แต่มันฝรั่งทอดก็ขาดซอสมะเขือเทศไป จึงเหมือนขาดวิญญาณ
เดิมทีเธอก็ไม่ได้หิวอยู่แล้ว ตอนนี้ยิ่งกินไม่ลงเข้าไปใหญ่
ดังนั้น หลังจากลองชิมไปอย่างละนิด เธอจึงวางตะเกียบลง รู้สึกได้ทันทีว่ามีสายตาร้อนแรงจ้องมองมา
“อิ่มแล้วเหรอ?” กู้ตั๋วถามขึ้น
“ค่ะ” เธอแอบคิดในใจว่าเขาคงไม่ตำหนิเธอที่กินข้าวเหลือหรอกนะ
ทว่า…
“งั้นที่เหลือฉันกินเอง”
“ชะ…เชิญตามสบาย” ที่แท้เมื่อครู่เขายังเกรงใจอยู่ นี่สิถึงเรียกว่ากวาดล้างจนไม่เหลือซาก ถึงแม้เขาจะกินเร็ว แต่ท่าทางสง่างาม ทำให้ไม่รู้สึกว่าหยาบคายเลยสักนิด
จนกระทั่งน้ำซุปหยดสุดท้ายในจานถูกเขาดื่มจนหมด เขาก็กลับกลายเป็นคนสุขุมเยือกเย็นเช่นเดิม
“ลู่จินกู้ เรามาคุยกันหน่อย”
เธอกะพริบตาอย่างไม่เข้าใจ “คุยเรื่องอะไรคะ?”
“ต่อไปเธอวางแผนจะทำยังไง?”
“เอ๊ะ?”
เห็นสีหน้าฉงนของเธอ กู้ตั๋วจึงอธิบายว่า “ทักษะการเปลี่ยนแปลงของเธอ มีประโยชน์ต่อฉันมาก ฉันอยากร่วมมือกับเธอ”
ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง
เธอครุ่นคิดสักพักก่อนจะตอบออกไป “ตอนนี้สำหรับฉันมีสองเรื่องที่อยากทำ เรื่องแรกคือมีชีวิตอยู่ต่อไป เรื่องที่สองคือไปรับแม่ออกจากตระกูลลู่”
แม่เจ้าของร่างนี้เป็นคนน่าสงสาร ที่จะไม่มีวันรู้ว่าลูกสาวแท้ ๆ จากไปนานแล้ว และในเมื่อเธอเข้ามาแทนที่ในร่างนี้ ความรับผิดชอบนี้ก็ไม่อาจปฏิเสธได้
ยิ่งไปกว่านั้น หากเป็นไปได้ เธอคนนั้นจะสลับร่างกับเธอหรือเปล่านะ หวังว่าเธอคนนั้นจะดูแลพ่อแม่ที่แท้จริงบนโลกอย่างดีเช่นกัน
ดวงตาของลู่จิ่นกู่แดงก่ำ เธอรีบก้มหน้าซ่อนความรู้สึกเอาไว้
ทว่าการเปลี่ยนแปลงเพียงเสี้ยววินาทีนั้น ไม่อาจรอดพ้นสายตาของกู้ตั๋วไปได้
เขาไม่รู้ว่านึกอะไรขึ้นมา จึงเม้มริมฝีปากแน่น ก่อนจะเอ่ยว่า “ในเมื่อเป็นแบบนี้ สักวันหนึ่งความลับเรื่องทักษะการเปลี่ยนแปลงของเธอก็ต้องถูกเปิดเผยอยู่ดี เธอต้องการพันธมิตร และฉันก็ต้องการทักษะของเธอ คุณหนูลู่ลองพิจารณาดูก็แล้วกัน”
ยังไม่ทันที่ลู่จินกู้จะเอ่ยตอบ เสียงคำรามโหยหวนน่าขนลุกก็ดังแว่วมาจากภายนอก ทำให้สีหน้าของกู้ตั๋วแปรเปลี่ยนไปในทันที
“ที่นี่มีอสูรทมิฬด้วยเหรอ?!” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียด ลู่จินกู้รีบรื้อฟื้นความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตชนิดนี้ทันที
อสูรทมิฬคือสิ่งมีชีวิตที่กลายพันธุ์ จากมลพิษบนดวงดาว พวกสัตว์จะไม่ตาย แต่กลายพันธุ์แทน
ไม่ใช่อสูรทมิฬทุกตัวที่จะเป็นภัยคุกคาม ปัญหาก็คือ หลังจากที่ฆ่าพวกมันแล้ว ซากศพของพวกมันจะไม่เน่าเปื่อย ไม่ว่าจะฝั่งดิน เผา หรือแช่น้ำก็จะกลายเป็นแหล่งมลพิษ เร่งความเร็วในการปนเปื้อนบนดวงดาว
มีเพียงผู้ชำระล้างที่ปลุก ‘ทักษะชำระล้าง’ ได้เท่านั้น ที่จะสามารถจัดการกับซากศพของอสูรทมิฬได้ แต่บนดาว 7133 นี้ ไม่น่าจะมีอสูรทมิฬ เพราะร่างเดิมก็ไม่เคยพบเจอ เธอจึงส่ายหน้า
“ฉันไม่เคยเจอมาก่อนนะ”
“มันต้องเป็นโชคร้าย ไม่งั้นก็…” กู้ตั๋วหรี่ตาลงเล็กน้อย “ระดับการปนเปื้อนก็ต้องเพิ่มขึ้นแล้วล่ะ”