เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 7 ค่าฮวงจุ้ยที่ผันผวน (รีไรต์)
บทที่ 7 ค่าฮวงจุ้ยที่ผันผวน (รีไรต์)
หัวใจของลู่จินกู้กระตุกวูบ จากนั้นเธอก็รีบตั้งสติทันที
ระดับมลพิษที่ทวีความรุนแรง… ไม่ใช่แค่จากอสูรทมิฬเพียงอย่างเดียวแน่
กู้ตั๋วดึงดาบออกจากกำไล แล้วเดินนำหน้าลู่จินกู้ออกไป เธอเห็นแบบนั้นก็รีบเดินตามทันที
พวกเราเดินออกมาจนมองเห็นเงาดำขนาดใหญ่กำลังเคลื่อนที่เข้ามาใกล้ด้วยความเร็วสูงอยู่ไม่ไกล มองแวบแรก นึกว่าพึ่งโดนไฟคลอก ทั่วร่างมีควันดำพวยพุ่งออกมา
แต่พอมองอย่างถี่ถ้วนแล้ว จะพบว่าทุกย่างก้าวที่มันเหยียบลงบนพื้นดิน ล้วนทิ้งรอยกัดกร่อนสีดำเอาไว้ บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าพิษร้ายในร่างของมันน่ากลัวเพียงใด
อสูรทมิฬตัวนี้มีเป้าหมายชัดเจน มุ่งตรงมายังตำแหน่งที่ตั้งของเขตพาราไดซ์ ลู่จินกู็รู้สึกตื่นตระหนก รีบค้นหาสิ่งปลูกสร้างสำหรับป้องกันในระบบอย่างเร่งรีบ
มีสิ่งก่อสร้างที่ต้องการอยู่แต่ว่า…
พลังจิตของเธอไม่สามารถรองรับการสร้างได้!
“…” ลู่จินกู้
ในขณะที่อสูรทมิฬพุ่งเข้ามาใกล้ เธอเผลอกำชายเสื้อไว้แน่น
ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงลมหายใจโชยผ่าน กู้ตั๋วถือดาบพุ่งเข้าไปเผชิญหน้าโดยตรง
ในชั่วขณะนั้น ภายในหัวของเธอเต็มไปด้วยบทกวี ไม่ว่าจะเป็น ‘เมาสุราฟาดฟันดาบสู้ศัตรู ยืนยิ้มเยาะคลื่นสูงโหมกระหน่ำ’*[1] หรืออีกบทอย่าง ‘ร่างเพียงหนึ่งตีฝ่าศึกสามพันลี้ หนึ่งกระบี่เป็นอาจารย์นับล้านคน’*[2]
หลังจากลู่จินกู้ดึงสติกลับมาในสถานการณ์ปัจจุบัน เธอก็สังเกตเห็นบางอย่างที่ผิดปกติในความมืด
“ระวัง!”
เสียงตะโกนของลู่จินกู้ดังก้องไปทั่วบริเวณ ทว่าดูเหมือนเธอจะคิดมากไป เพราะกู้ตั๋วนั้นรู้ตัวก่อนแล้วว่ามีอสูรทมิฬซุ่มซ่อนอยู่ เขาจึงกระโดดขึ้นสูงอย่างรวดเร็ว พลังจิตแผ่ปกคลุมดาบยาวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะฟาดฟันลงมาอย่างรุนแรง
ทันใดนั้นก็เกิดพายุสีฟ้าครามขึ้นโดยรอบตัวเขา อสูรทมิฬสองตัวถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ในพริบตา
แต่สีหน้าของลู่จินกู้และกู้ตั๋วยังคงดูไม่ดีนัก
แม้อสูรทมิฬจะสิ้นชีพไปแล้ว แต่ซากศพของมันกลับส่งพิษร้าย ปรากฏเป็นรอยดำแผ่ขยายบนผืนดินเบื้องล่างอย่างรวดเร็ว
สารพิษเข้มข้นสูงเหล่านี้จะกระจายไปยังพื้นที่ใกล้เคียงภายในไม่กี่วัน จากนั้นจะถูกชะล้างไปตามสายฝน ก่อมลพิษไปยังพื้นที่ที่ไกลออกไป เร่งระดับการปนเปื้อนของดาวเคราะห์ดวงนี้ จนกระทั่งกลายเป็นดาวมรณะที่ไร้ซึ่งชีวิตในที่สุด
แม้แต่ตัวเธอเองก็ยังไม่แน่ใจว่าเขตพาราไดซ์ จะสามารถต้านทานมลพิษระดับสูงเช่นนี้ได้หรือไม่
สีหน้าของกู้ตั๋วดูเคร่งเครียด น้ำเสียงเข้มขึ้นขณะเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าทางเดียวที่ทำได้คือ… ฮึ่ม…”
“คุณเป็นอะไรหรือเปล่าคะ?” ลู่จินกู้ตกใจ เมื่อนึกถึงก่อนหน้านี้ที่เขาใช้พลังจิตจนทำให้รู้สึกทรมานมาก
ดวงตาที่บ้าคลั่งและไร้ความปรานีผุดขึ้นมาในหัว เธอรีบวิ่งไปข้างหน้าด้วยความกังวลใจ อยากพาเขากลับเข้าไปในเขตพาราไดซ์โดยเร็ว
ทว่าในขณะที่ใกล้จะก้าวพ้นเขตพาราไดซ์ กลิ่นคาวเลือดก็โชยมา พร้อมกับเงาดำทะมึนที่พุ่งเข้ามาทางด้านข้างอย่างรวดเร็ว ยังมีอสูรทมิฬอีกตัวซ่อนอยู่ และจู่โจมโดยที่ไม่มีโอกาสได้หลบเลี่ยง
ชีวิตเธอคงสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้!
เธอหลับตาลงด้วยความสิ้นหวัง ความแค้นต่อตระกูลลู่ปะทุขึ้นในอก หากมิใช่เพราะพวกเขา เธอจะถูกบีบบังคับให้ฆ่าคนหรือ ไฉนเลยต้องมาจบชีวิตลงในปากสัตว์ร้ายเช่นนี้!
ความแค้นเดือดพล่านราวกับเพลิงโหมกระหน่ำในหัว สมองที่เคยสงบนิ่งกลับปั่นป่วน กระตุ้นให้พลังจิตที่สงบนิ่งอยู่พลุ่งพล่านขึ้นมา
ถ้าเปรียบสมองของคนเราเป็นภาชนะ พลังจิตของเธอคงมีเพียงน้อยนิดอยู่ก้นภาชนะ แต่แรงกระตุ้นจากความแค้นกลับเปิดผนึกบางอย่าง พลังอันมหาศาลทะลักทลายออกมา
ทันใดนั้นก็ราวกับมีมือล่องหนมาบีบสมองของเธอเอาไว้ กักขังพลังจิตที่ปะทุ ก่อเกิดความเจ็บปวดแสนสาหัส จนอดคิดไม่ได้ว่า หรือเธอจะต้องตาย เพราะความเจ็บปวดนี้ก่อนที่จะตกเป็นอาหารของมัน!
มีบางสิ่งบางอย่างแทรกแซงเข้ามาในส่วนลึกของสมอง ความคิดของเธอพลันว่างเปล่า ดวงตากลายเป็นลูกแก้วไร้ชีวิต จ้องมองปากอสูรอันน่าสยดสยองที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมอย่างเย็นชา
ทันใดนั้นเองกู้ตั๋วก็พุ่งเข้ามา เขาใช้ดาบแทงอสูรทมิฬตนนั้น แรงเฉื่อยทำให้ทั้งเขาและอสูรก็ร่วงหล่นลงไปในเขตพาราไดซ์พร้อมกัน
แรงลมจากการกวัดแกว่งดาบทำให้ร่างของลู่จินกู้เซถลาเข้าไปในร่มเงาของต้นไม้ใหญ่
พลังอ่อนโยนช่วยบรรเทาความเจ็บปวด เธอครางเบา ๆ ดวงตาแปรเปลี่ยนจากเย็นชาเป็นว่างเปล่า ก่อนจะกลายเป็นความโล่งอก
“โฮกก”
เสียงคำรามอันน่าสยดสยองทำให้เธอสะดุ้งตกใจ เมื่อตั้งสติมองดูก็พบว่าอสูรทมิฬตัวนั้นกำลังจิกเล็บทั้งสี่ลงบนพื้น ราวกับกำลังทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส
ควันสีดำที่ปกคลุมร่างของมันส่งเสียงดังฉ่า ๆ และสลายไปในอากาศอย่างต่อเนื่อง
ก่อนที่เธอจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แสงสีแดงที่สว่างจ้าก็ดึงดูดความสนใจของเธอ
บนต้นไม้ใหญ่ปรากฏตัวอักษรสีแดงสดขนาดใหญ่หลายตัว
[ค่าฮวงจุ้ยลดเหลือ 50 แต้ม]
เธอแอบมองกู้ตั๋วอย่างรวดเร็ว พบว่าเขาดูเหมือนจะไม่เห็นสิ่งที่ปรากฏบนต้นไม้ แต่ที่น่าห่วงคือ ตอนนี้ตัวเลขที่กำลังลดลงเรื่อย ๆ
[ค่าฮวงจุ้ยลดเหลือ 49 แต้ม]
ลู่จินกู้ชะงักไปครู่หนึ่ง ตัวเลขก็ลดลงอีกครั้ง
[ค่าฮวงจุ้ยลดเหลือ 48 แต้ม]
เธอจำได้ว่าตอนที่สร้างเขตพาราไดซ์ ค่าฮวงจุ้ยคือหนึ่งร้อย หลังจากสร้างพื้นที่เพาะปลูก ค่าฮวงจุ้ยก็ลดลงยี่สิบแต้ม เหลือแปดสิบแต้ม ทำไมอยู่ ๆ ถึงลดลงต่ำกว่าเส้นมาตรฐานได้ล่ะ?
ค่าฮวงจุ้ยมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเขตพาราไดซ์ หากค่านี้ลดลงเรื่อย ๆ คงไม่ใช่เรื่องดีแน่นอน
เธอรีบเปิดหน้าต่างระบบพาราไดซ์ เลือกประเภทสิ่งก่อสร้างที่เน้นความสวยงาม และเลือกปลูกต้นการบูรบนพื้นที่ว่าง
ตัวเลขบนต้นไม้ยักษ์จากที่กำลังลดลงก็ขยับเพิ่มขึ้นจากสี่สิบห้าแต้มเป็นห้าสิบแต้ม แต่ไม่นานมันก็ลดลงอีกสอง เธอรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า พลังจิตของเธอถูกใช้ไปเล็กน้อย
พลังจิตของเธอ ตอนนี้ปลูกได้อีกอย่างมากที่สุดเพียงสิบต้น ซึ่งสิบต้นค่าพลังฮวงจุ้ยเท่ากับห้าสิบแต้ม… ไม่รู้ว่าจะพอหรือเปล่า
ส่วนสิ่งปลูกสร้างที่ให้ค่าพลังฮวงจุ้ยสูงกว่านั้น หากคำนวณจากพลังจิตที่ใช้แล้ว ไม่คุ้มค่าเท่ากับการปลูกต้นการบูร ระหว่างที่เธอลังเลอยู่ ตัวเลขบนต้นไม้ยักษ์ก็ลดลงเหลือสี่สิบแต้มแล้ว
ลู่จินกู้กัดฟัน เธอต้องลองเดิมพันเท่านั้น!
หลังจากเลือกต้นการบูรอีกครั้ง ตอนที่กำลังจะวางลงบนพื้นที่ว่างเปล่า เธอก็หยุดชะงัก ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
เมื่อค่าฮวงจุ้ยลดลงเหลือสามห้าแต้ม เธอก็เริ่มลงมือปลูกต้นการบูร แต่ไม่ได้ปลูกติด ๆ กันบนพื้นที่ว่างเปล่า เธอเลือกปลูกกระจายไปตามจุดต่าง ๆ ทั่วทั้งเขตพาราไดซ์
แม้แต่บนพื้นที่ว่างของบ้านเรือน เธอก็ยังหาช่องว่างปลูกมันลงไป เมื่อปลูกต้นการบูรไปเรื่อย ๆ ค่าพลังฮวงจุ้ยบนต้นไม้ยักษ์ก็เปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง
หก เจ็ด แปด…
ในใจของลู่จินกู้นับต้นไม้ไปเรื่อย ๆ ก่อนจะปลูกต้นไม้ต้นที่เก้าลงในตำแหน่งที่เล็งไว้แล้ว
ทันใดนั้น สายลมอบอุ่นก็พัดผ่านเข้ามาในสวน
ค่าฮวงจุ้ยที่ควรจะเพิ่มขึ้นห้าสิบแต้ม กลับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนกลายเป็นสามร้อยห้าสิบแต้ม สีของระดับความมงคลก็เปลี่ยนจากสีแดงสดเป็นสีเขียวเข้ม
การปลูกต้นไม้ตามระดับความมงคล ช่างให้ผลลัพธ์ที่มากกว่าเดิมจริง ๆ ในที่สุดค่าความมงคลก็คงที่
[ค่าฮวงจุ้ยคงเหลือ 265 แต้ม]
ซึ่งยังคงเป็นสีเขียวเข้มที่แสดงถึงระดับความปลอดภัยสูง ตัวอักษรบนต้นไม้ใหญ่ก็ค่อย ๆ เลือนหายไป
“เป็นไปได้อย่างไร!” เสียงของกู้ตั๋วเต็มไปด้วยความตกตะลึง
เธอหันไปมองด้วยความประหลาดใจ อสูรทมิฬหายไปแล้ว ถูกแทนที่ด้วยสิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะคล้ายกับหมาป่า
ที่หน้าผากของมันมีเขาสั้น ๆ ทั่วร่างมีขนสีเงิน กำลังนอนหลับตากำลังนอนหอบหายใจอยู่บนพื้น
เหมือนรู้สึกถึงสายตาของเธอ มันจึงลืมตาขึ้นเล็กน้อย เผยให้เห็นนัยน์ตาสีทองเป็นเส้นบาง ๆ ก่อนจะกระดิกหางอย่างอ่อนแรง
ลู่จินกู้ถามด้วยสีหน้าเรียบเฉย “…นี่มันตัวอะไรกัน? มาจากไหน?”
เหมือนกับว่ามันรู้สึกเสียใจกับคำว่า ‘ตัวอะไร’ มันส่งเสียงครวญครางอย่างน่าสงสาร หลับตาหันหน้าหนีไป
…นี่มันโกรธหรือเปล่านะ?
ลู่จินกู้ได้แต่นิ่งอึ้ง พลางมองไปที่กู้ตั๋วอย่างขอความช่วยเหลือ
แต่เห็นเพียงสายตาแหลมคมของเขาที่จ้องมองมาที่เธอ ราวกับต้องการจะผ่าร่างของเธอ ออกมาศึกษาให้ชัดเจน
[1] เมาสุราฟาดฟันดาบสู้ศัตรู ยืนยิ้มเยาะคลื่นสูงโหมกระหน่ำ : บทกวี บทนี้มาจากวรรณกรรมจีนเรื่อง “มังกรหยก” (倚天屠龙记) เป็นบทกวีที่เอี้ยวค้ง (杨逍) แต่งให้กับจิวเจี้ยน (周芷若)
[2] ร่างเพียงหนึ่งตีฝ่าศึกสามพันลี้ หนึ่งกระบี่เป็นอาจารย์นับล้านคน : บทกวี บทนี้มาจากวรรณกรรมจีนเรื่อง “มังกรหยก” (倚天屠龙记)เป็นบทกวีที่เตียบ่อกี้ (张无忌) แต่งให้กับเจ้ายิ่น (赵敏)