เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 73 แอบฟังความลับ
บทที่ 73 แอบฟังความลับ
ลู่จินกู้เป็นคนที่จะอยู่เฉย ๆ ได้งั้นเหรอ?
แน่นอนว่าไม่ใช่
สาวใช้ชื่อเสี่ยวเสี่ยวทนคำขอร้องไม่ไหวจึงจำใจต้องค่อย ๆ พาเธอไปยังสถานที่ที่กำลังมีการ ‘โต้เถียง’ กันอยู่
เธอย่องไปซ่อนตัวอยู่นอกหน้าต่าง กำลังจัดท่าทางเตรียมพร้อมที่จะแอบฟัง ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงพลังจิตที่คุ้นเคยแผ่คลุมมา
สัมผัสเย็น ๆ ราวกับสายตาไม่เห็นด้วยของกู้ตั๋ว
ลู่จินกู้ ‘…ตายล่ะ ยังไม่ทันได้ทำอะไรก็ถูกจับได้เสียแล้ว’
อย่างไรก็ตาม พลังจิตนั้นกลับปกคลุมเธอและเสี่ยวเสี่ยวอย่างมิดชิด แล้วก็ไม่มีการเคลื่อนไหวใด ๆ อีก
เธอกะพริบตาแล้วก็เข้าใจในทันที
เขากำลังช่วยอำพรางให้เธอนี่เอง!
ก่อนจะยิ้มเล็กน้อยพลางเม้มริมฝีปาก เธอแนบหูกับหน้าต่างพยายามแอบฟัง
เสียงผู้ชายที่ฟังดูเจ้าเล่ห์กำลังพูดอะไรบางอย่าง “…นี่เป็นความสูญเสียครั้งใหญ่สำหรับสหพันธ์ ตอนนี้การต่อสู้ตามแนวชายแดนกำลังคับขัน จำเป็นเร่งด่วนที่ทางสถาบันวิจัยจะต้องคิดค้นสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้นักรบของเราฝ่าวงล้อมได้ การกระทำของแบบนี้สมกับนามสกุลของพวกคุณหรือเปล่า? สมกับความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อตระกูลกู้และตระกูลกงซุนไหม?”
ไม่มีใครในห้องตอบเขา เสียงผู้ชายคนนั้นหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็เปลี่ยนน้ำเสียงให้นุ่มนวลขึ้น “แน่นอน กงซุนฉือเป็นบุคลากรคนสำคัญที่สุดของสหพันธ์ การเกิดความเสียหายบางส่วนเพื่อช่วยเขา ทุกคนก็พอจะเข้าใจได้ แต่ตอนนี้ดาว 555 กลายเป็นแบบนี้ พวกคุณไม่ควรรับผิดชอบทั้งหมดหรอกเหรอ? สภาไม่ได้อนุมัติคำขอใด ๆ ในการปรับเปลี่ยนดาว 555 เลยนะ”
คราวนี้กู้ตั๋วก็ตอบกลับในที่สุด เขาพูดเสียงเย็นชา “ผมได้ให้คุณดูวิดีโอที่กงซุนฉือคลุ้มคลั่งแล้ว ในสถานการณ์แบบนั้น ไม่ทราบว่าคุณมีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าหรือเปล่าล่ะครับ?”
อีกฝ่ายหัวเราะเบา ๆ พูดไม่ตรงประเด็น “ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์จะพูดอะไรมากไม่ได้ แต่ตอนนี้ดาว 555 สูญเสียแผงพลังงานไปมาก เฮ้อ พวกคุณไม่ได้รับผิดชอบส่วนนี้อาจจะไม่รู้ ตอนนี้ถึงอยากซ่อมแซมก็ไม่สามารถผลิตแผงพลังงานได้มากขนาดนั้นในเวลาอันสั้นหรอก!”
ฟังดูไม่ใช่ข่าวดี แต่ลู่จินกู้กลับได้ยินน้ำเสียงสะใจในความหายนะ
เธอกลอกตาพลางคิดในใจว่า คนคนนี้แสดงความเป็นตัวร้ายชัดเจนเกินไปแล้ว
“พวกเรา…” คราวนี้คนที่เอ่ยปากคือกงซุนผิง พูดได้แค่สองคำก็ได้ยินเสียงปังดังขึ้นในห้อง
หรือว่าพวกเขาทะเลาะกันข้างใน?
เธอคิดอย่างกังวลใจ
เสียงโกรธเกรี้ยวของกงซุนฉือดังขึ้น “ห้องวิจัยของฉันปล่อยให้พวกขยะเข้ามาได้ตามใจชอบแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“คุณชายกงซุนฉือ ผมเป็นคนใหญ่…”
เสียงลื่นไหลยังไม่ทันได้แนะนำตัวจบก็ได้ยินเสียงดังโครมครามวุ่นวายจากด้านใน
พ่อบ้านชราร้องตกใจ “คุณชายไม่ควรทำร้ายคนนะครับ คุณชาย… มือของคุณมีไว้ทำวิจัยระดับสูงจะลงมือเองแบบนี้ได้อย่างไรกัน?!”
“พรืด” เธอรีบเอามือปิดปากกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่
เธอนึกภาพออกเลยว่าพ่อบ้านชราพูดประโยคนี้ด้วยท่าทางเยาะเย้ยแค่ไหน
ชายคนนั้นก็ไม่ลื่นไหลอีกต่อไป ใช้น้ำเสียงปกติแสดงความโกรธ “กงซุนฉือ! อย่าคิดว่าแกเป็น… โอ๊ย!”
อีกครั้งที่ไม่ให้พูดจบประโยค
พ่อบ้านชราพยายามเกลี้ยกล่อมสุดความสามารถ “คุณปู่อายุมากแล้ว อย่าทำให้ตัวเองบาดเจ็บเลยนะ”
“โอ๊ย โอ๊ย… พวกแกนี่บ้ากันไปหมด! คอยดูเถอะ ฉันจะบอกทุกคนให้รู้ว่าพวกแกทำอะไรไว้!”
เสียงค่อย ๆ เบาลงเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่าจะมีคนทนไม่ไหวกับการถูกทุบตีจนวิ่งหนีไปแล้ว
เธอกำลังพยายามอย่างสุดความสามารถที่จะปิดปากเพื่อกลั้นหัวเราะ ทันใดนั้นหน้าต่างก็ถูกเปิดออกอย่างรวดเร็ว กู้ตั๋วโผล่หน้าออกมาจ้องมองเธอด้วยสายตาดุดัน “ยังไม่เข้ามาอีกเหรอ?”
ลู่จินกู้กระโดดผ่านหน้าต่างเข้าไปทันที เสี่ยวเสี่ยวยืนตัวสั่นด้วยความกลัว ไม่แน่ใจว่าควรจะทำแบบเดียวกันหรือไม่
เธอรีบพูดขึ้นว่า “ฉันเป็นคนให้เธอพามาเอง อย่าโทษเธอเลย”
ดังนั้นเสี่ยวเสี่ยวจึงได้รับอนุญาตให้จากไป อีกฝ่ายรู้สึกเหมือนได้รับการปลดปล่อยรีบวิ่งหนีไปทันที
เหลือเพียงกลุ่มคนที่มองมาที่เธอ
ลู่จินกู้ยักไหล่ “ทำไมพวกคุณถึงมองฉันแบบนั้นล่ะ?”
เธอไม่รู้สึกว่าตัวเองทำอะไรผิด กลับมองไปทางประตูด้วยความสงสัย “คนนั้นเป็นใครกันนะ?”
จากน้ำเสียงของคนคนนั้นเมื่อครู่ กงซุนฉือก็ไม่รู้จักเช่นกันหรือว่าจะเป็นเหยื่อที่ถูกส่งมา?
ใครจะรู้ว่าเด็กดื้อที่โกรธจัดกลับแค่นเสียงเย็นชา “แค่ขยะจากตระกูลต้าฉือ ไม่มีอะไรน่าสนใจหรอก”
“หืม? คุณรู้จักเหรอ?”
“เฮอะ”
เขาคงมีอารมณ์หงุดหงิดหลังจากตื่นนอนสินะ? ทำไมถึงได้มีกลิ่นอายของดินปืนเต็มไปหมดแบบนี้
เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย แล้วมองไปทางกู้ตั๋วด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
แต่กลับเห็นว่าเขาก็มีสีหน้าเคร่งเครียดเช่นกัน
เมื่อเขาเคร่งเครียดขึ้นมา อำนาจการทำลายล้างของเขานั้นยิ่งใหญ่กว่ากงซุนฉือมาก ลู่จินหดไหล่โดยไม่รู้ตัวแล้วหัวเราะแห้ง ๆ ถามว่า “ฮ่า ๆ คุณจะทำอะไรน่ะ?”
“เฮ้อ…”
กู้ตั๋วไม่ตอบ แต่กงซุนผิงกลับถอนหายใจแรง ๆ
เห็นว่าเธอไม่เข้าใจ คุณปู่จึงอธิบายด้วยความหวังดี “ต้าฉือเฟยหยวนเป็นผู้นำตระกูลต้าฉือ การที่พวกเขายอมให้คนคนนั้นมาครั้งนี้ ภายนอกดูเหมือนจะมาสอบสวนความผิด แต่ความจริงแล้ว… พวกเขาต้องการตามหาเธอ”
“ตามหาฉัน?” เธอชี้ที่ตัวเอง รู้สึกประหลาดใจมาก
“หาฉันทำไม?”
“พาราไดซ์เขตหนึ่งนั้นน่าสนใจมากพออยู่แล้ว แต่…ก็มีเสี่ยวตั๋วขวางอยู่ข้างหน้า ถึงอย่างนั้นครั้งนี้การเปลี่ยนแปลงของดาว 555 ก็เร็วเกินไป พวกเขารู้สึกว่ามีอะไรแปลก ๆ และสงสัยว่ามีคนอื่นอยู่เบื้องหลัง”
“โชคดีที่ก่อนหน้านี้ ฉิงเหลี่ยนพาเธอขึ้นยานอวกาศ ไม่มีใครรู้มากนักว่าเธอมาที่นี่ ถ้าระมัดระวังซ่อนตัวก็ยังมีช่องทางให้จัดการได้” กู้ตั๋วพูดต่อ “แต่เธอไม่มีพลังอะไรเลย ไม่ควรออกไปไหนคนเดียวอีก”
“ใช่” กงซุนฉือพูดด้วยสีหน้าบึ้งตึง “แค่พลังจิตเล็กน้อยของเธอ ถ้าพวกเขาอยากจับตัวไปสอบสวนจริง ๆ ก็ง่ายดายมาก”
…เวลาที่พวกเขาสองคนพูดเป็นเสียงเดียวกัน พลังทำลายล้างก็เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว
ลู่จินกู้บ่นในใจ แต่ก็รู้ว่าเรื่องนี้ร้ายแรง เธอคิดสักครู่แล้วพูดว่า “จริง ๆ แล้วฉันคิดว่า ถ้าถึงจุดที่ปิดบังไม่ได้แล้ว ก็ควรประชาสัมพันธ์อย่างเต็มที่ให้ทุกมุมของสหพันธ์รู้ถึงการมีอยู่ของฉัน นั่นก็เป็นทางออกหนึ่ง”
ทุกคนที่อยู่ในที่นั้นล้วนเป็นคนฉลาด พวกเขาเข้าใจความหมายของเธอทันที
กู้ตั๋วครุ่นคิดแล้วพยักหน้าช้า ๆ “ก็ใช่ แต่ก่อนถึงตอนนั้น เธอควรมีไพ่ตายมากกว่านี้”
“การขยายอิทธิพลของพาราไดซ์ก็เป็นการเพิ่มไพ่ตายของฉันไม่ใช่เหรอ?”
“แบบนี้ยังไม่พอ” กงซุนผิงส่ายหน้า “ฉันก็ได้ยินเรื่องบ้านพักจำกัดจำนวนของเธอ แต่จนถึงตอนนี้นอกจากแอนนา แบล็กแล้วมีใครไปอยู่ที่นั่นบ้าง?”
นั่นก็จริงอยู่ การใช้บ้านพักหรูหราเพื่อขยายอิทธิพลนั้นยังไม่เพียงพออย่างแน่นอน
ขณะที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น เธอก็เห็นพวกเขากำลังสบตากัน เห็นได้ชัดว่ากำลังคิดอะไรบางอย่างอยู่
“เอ่อ” เธอกระแอมเบา ๆ รู้สึกได้ถึงสายตาหลายคู่ที่จ้องมองมาทันที ก่อนจะกอดอกพลางยิ้มพูดว่า “ถ้าทุกคนมีความคิดอะไร ก็บอกฉันตรง ๆ เลยก็ได้นะ”
ที่พูดแบบนี้ก็เพราะเธอพอจะรู้จักคนสำคัญเหล่านี้อยู่บ้าง เพราะสุดท้ายแล้วกำลังของทั้งสองฝ่ายไม่เท่าเทียมกันเลย ถ้าหากพวกเขาตัดสินใจอะไรแทนเธอด้วยข้ออ้างว่า ‘ทำเพื่อเธอ’ มันก็จะทำให้ทุกฝ่ายไม่พอใจแน่ ๆ
ไม่สู้แสดงท่าทีของตัวเองออกไปตรง ๆ เสียเลย ทำตัวเป็นคนเล็กคนน้อยก่อนแล้วค่อยเป็นผู้ดีจะได้ไม่ทำให้ความสัมพันธ์ของทุกคนมีรอยร้าว ซึ่งจะยากต่อการเยียวยาในภายหลัง
กงซุนผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ครู่หนึ่งจึงพูดเบา ๆ ว่า “จริง ๆ แล้วช่วงนี้มีข้อเสนอหนึ่งที่กำลังอยู่ในระหว่างการอภิปราย แต่ยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ ถือเป็นข้อมูลภายในอยู่”
ลู่จินกู้ไม่ได้ตอบอะไร
เมื่อเขาพูดถึงเรื่องนี้แล้ว ก็แสดงว่าตั้งใจจะบอกเธออยู่แล้วจะเป็นข้อมูลภายในหรือไม่ก็ไม่ใช่อุปสรรคอะไร
แน่นอน หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เขาก็เล่าเนื้อหาของข้อเสนอนี้ รวมถึงสาเหตุและผลลัพธ์ทั้งหมดออกมา