เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 9 ซูเปอร์มาร์เกตไร้พนักงาน (รีไรต์)
บทที่ 9 ซูเปอร์มาร์เกตไร้พนักงาน (รีไรต์)
ลู่จินกู้อุทานด้วยความตกใจ แต่ก็ไม่ทันที่จะหยุดมันได้แล้ว ทว่าเรื่องแปลกก็เกิดขึ้น ปากขนาดเท่าจานของมันกลับหยุดนิ่ง ต้าไป๋ส่งเสียงครวญครางออกมาเบา ๆ
“ใครอนุญาตให้แกทำลายต้นไม้นี่” กู้ตั๋วในชุดดำเดินออกมาช้า ๆ
จากนั้นใบหน้าเรียบเฉยราวกับน้ำแข็ง สายตาคมกริบราวกับมีดอีกคู่พุ่งตรงมาที่เธอ “ทำไมเธอถึงปล่อยปละละเลยแบบนี้!”
“…” ลู่จินกู้ได้แต่งงในใจ…อยู่ดี ๆ ก็งานเข้า
“สัตว์อสูรสายฟ้าเป็นสัตว์กินพืชก็จริง แต่มันก็สามารถดูดซับพลังงานโดยตรงได้ในยามจำเป็น พืชพันธุ์ตอนนี้มีค่า อย่าทำให้มันสูญเปล่า” เขากล่าวพลางฉีกอาหารซอง แล้วโยนขึ้นไปกลางอากาศ
สัตว์อสูรสายฟ้าก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี มันอ้าปากงับอาหารในซองเข้าปากอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เลียริมฝีปากอย่างเอร็ดอร่อย
“ให้อาหารซองมันก็พอ” กู้ตั๋วกล่าว
ลู่จินกู้อดไม่ได้ที่จะทำสีหน้าเอือมระอา
นี่มันคำพูดของเศรษฐีชัด ๆ!
ถ้าต้าไป๋เคยชินกับการกินอาหารซอง เธอคงต้องจำใจทิ้งมันไปในไม่ช้า
หลังจากเดินออกจากบ้าน เธอก็มองไปที่พื้นที่เพาะปลูกที่เขียวขจีอีกครั้งอย่างครุ่นคิด
ถ้าเป็นสัตว์กินพืช เธอคงยังไม่ต้องคิดเรื่องเลี้ยงหมู เมื่อคิดได้ดังนั้น พื้นที่เพาะปลูกก็ผุดขึ้นมาข้าง ๆ ทันที
ลู่จินกู้จัดการงานเตรียมพื้นที่เพาะปลูกอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เลือกเมล็ดพันธุ์ผักกาดขาวมาปลูก ระยะเวลาเก็บเกี่ยวสั้นกว่ามันฝรั่ง เพียงแค่สองวันยี่สิบชั่วโมงเท่านั้น
ในขณะที่เธอทำงานเหล่านี้ ต้าไป๋และกู้ตั๋วก็นั่งยอง ๆ อยู่ข้าง ๆ ต้าไป๋เหมือนกับลูกสุนัขที่ชอบสอดรู้สอดเห็นไปทุกอย่าง
กู้ตั๋วมองการเพาะปลูกเป็นครั้งแรก ดวงตากลมโตเบิกกว้าง จ้องมองไม่วางตา
ลู่จินกู้มองมุมไหนก็รู้สึกว่าตอนนี้ ทั้งคนทั้งสัตว์หน้าตาคล้ายกันอย่างประหลาด
“อะแฮ่ม” ลู่จินกู้รีบหลบสายตา แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“ที่เพิ่งปลูกลงไปคือผักกาดขาว” ลู่จินกู้เอ่ยขึ้น “อีกสองสามวันก็จะโตแล้ว รสชาติอร่อย ไม่ว่าจะผัด ต้ม ตุ๋นก็อร่อยทั้งนั้น”
ร่างกายของกู้ตั๋วตอบสนองเร็วกว่าสมอง เขาชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วเขากับต้าไป๋หันไปมองหน้ากันโดยไม่ได้นัดหมาย
เสียงกลืนน้ำลายนั้นดังชัดเจน เกิดจากคนกับสัตว์พร้อมใจกันส่งเสียง
ลู่จินกู้ยิ้มบาง ๆ ก่อนจะพูดว่า “รอให้โตก่อน แล้วเราค่อยทำเมนูอาหารจากผักกาดขาวกินกัน”
ในชั่วพริบตา ดวงตาของกู้ตั๋วและต้าไป๋ก็ส่องประกายเจิดจ้า
ลู่จินกู้เพียงยิ้มน้อย ๆ โดยไม่พูดอะไรออกมาอีก
ร่วมมือกับกู้ตั๋วอย่างนั้นหรือ…
เมื่อพิจารณาจากความสามารถและนิสัยใจคอที่เขามี ถือว่าเขาเป็นตัวเลือกที่ดีเลยทีเดียว
ทว่าพลังของทั้งสองฝ่ายนั้นแตกต่างกันมาก เธอจึงต้องค่อย ๆ สั่งสมความได้เปรียบทีละเล็กละน้อย รวมถึงความรู้สึกดีจากกู้ตั๋วด้วย
ในการรับมือกับคนในจักรวาลที่ต้องพึ่งพาอาหารเหล่านี้ แบบนั้นจะมีอะไรได้ผลดีไปกว่าการใช้อาหารเป็นเครื่องมือล่ะ
แต่เธอไม่ได้แสดงออกอย่างโจ่งแจ้ง กลับใช้ข้ออ้างเรื่องค่าตอบแทนในการทำอาหาร เพื่อเริ่มถามกู้ตั๋วเกี่ยวกับเรื่องราวทั่วไปของสหพันธ์ดวงดาว
ต้องยอมรับเลยว่า เขาเป็นครูที่ดีคนหนึ่ง รอบรู้และไม่เคยปิดบังความรู้เลย เ
พียงแต่ปากอาจจะ… ค่อนข้างร้ายไปหน่อยเท่านั้นเอง
สิ่งที่เธอได้ยินบ่อยที่สุดก็คือ “นี่เธอยังไม่รู้เรื่องนี้อีกเหรอ”
“นี่มันความรู้ทั่วไปนะ…”
ทำให้ผู้ที่เคยเป็นบุคคลระดับตำนานในชาติที่แล้ว ต้องจมอยู่กับความรู้สึกหดหู่ราวกับตัวเองเป็นคนโง่งมอยู่บ่อยครั้ง
ขณะเดียวกัน เธอก็ได้คัดเลือกสิ่งปลูกสร้างหลังที่สามให้กับเขตพาราไดซ์อย่างพิถีพิถัน
ซูเปอร์มาร์เก็ต*[1] ที่ใช้ค่าฮวงจุ้ย -10 แต้ม เป็นร้านที่ขายสินค้าจำเป็นพื้นฐาน
ลู่จินกู้สนใจฟังก์ชันการซื้อขาย และอยากลองพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของตัวเองด้วย
ทว่าในระหว่างการก่อสร้าง กลับเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น
ลู่จินกู้คาดไม่ถึงเลยว่า ซูเปอร์มาร์เกตจะใช้พลังจิตมหาศาลถึงเพียงนี้ ทันใดนั้นเธอก็รู้สึกราวกับมีเข็มนับพันเล่มทิ่มแทงอยู่ในสมอง พลังจิตถูกใช้จนหมดไปในพริบตา
ขณะเดียวกัน ความรู้สึกแปลกประหลาดราวกับถูกบางสิ่งบางอย่างฉุดรั้งเอาไว้ก็ผุดขึ้นมา
พลังจิตของเธอถูกดึงยืดออกไป ปลายข้างหนึ่งถูกดูดกลืนโดยซูเปอร์มาร์เกตที่กำลังปรากฏขึ้น ส่วนอีกข้างหนึ่งยังคงติดอยู่ที่เดิม ไม่สามารถดึงออกมาได้
เมื่อแรงดึงเพิ่มมากขึ้น ความเจ็บปวดก็ทำให้สติของเธอเลือนลาง แม้แต่สายตาก็พร่ามัวลง ในตอนนั้นเองก็มีเงาดำปรากฏขึ้น
กู้ตั๋วหรี่ตามองหญิงสาวที่เกือบหมดสติไปครึ่งหนึ่งตรงหน้าอย่างเย็นชา เหลือบมองดูโครงสร้างโปร่งแสงที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่าง เขาเอ่ยตำหนิด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอย่างถึงขีดสุด “เธออยากตายหรือไง”
รู้ทั้งรู้ว่าพลังจิตของตัวเองมีเพียงระดับ F ยังจะมาใช้อย่างสุรุ่ยสุร่ายแบบนี้อีก เขารู้สึกเหมือนคำสั่งสอนตลอดหลายวันที่ผ่านมาถูกโยนทิ้งให้หมากิน
แม้ในใจจะโกรธ แต่เขาก็ยังยื่นมือไปวางบนหน้าผากของลู่จินกู้ แล้วใช้พลังจิตแทรกซึมเข้าไปอย่างรวดเร็ว
จากนั้นเขาก็ส่งเสียง “ฮึ” เบา ๆ
ความรู้สึกที่พลังจิตถูกดึงดูดไปอย่างกะทันหันนั้น ช่างแย่เสียจริง แต่โชคดีที่ซูเปอร์มาร์เกตใกล้จะปรากฏขึ้นเต็มที่แล้ว เพียงแค่พริบตาเดียวก็หยุดดูดซับ
อาคารหลังหนึ่งปรากฏขึ้นบนพื้นดิน ลู่จินกู้ก็ทรุดลงในอ้อมแขนของเขาทันที
…
เมื่อท้องฟ้าเต็มไปด้วยแสงอาทิตย์ยามเย็น ขนตาของลู่จินกู้ก็ขยับเล็กน้อย เธอได้ยินเสียงครางต่ำ ๆ ข้างหู จมูกเปียก ๆ ค่อย ๆ ดันที่แก้มเบา ๆ
ลู่จินกู้ลืมตาขึ้น ประสานเข้ากับสายตาเป็นกังวลของต้าไป๋ เธอลูบหัวมันอย่างปลอบโยน พลางนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ริมฝีปากของลู่จินกู้ก็ปรากฏรอยยิ้มขมขื่น
ไม่คิดเลยว่า แม้แต่การสร้างสิ่งก่อสร้างขั้นพื้นฐานที่ระบบตัดสินว่าสามารถสร้างได้ ก็ยังทำให้เธอต้องลำบากเช่นนี้
แม้แต่ตอนนี้ เธอก็ยังรู้สึกปวดหัวตุบ ๆ และรู้สึกมึนงงไปทั้งตัว แต่เธอก็ยังฝืนเดินออกจากบ้านพัก
หน้าซูเปอร์มาร์เกต ลู่จินกู้เห็นกู้ตั๋วอย่างไม่คาดคิด เธอได้ยินคำตำหนิของเขาอย่างชัดเจน ทำให้รู้สึกละอายใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เธอยืนนิ่งเหมือนนักเรียนที่ทำผิด
“ขอบคุณนะ”
กู้ตั๋วไม่ได้แสดงสีหน้าอะไรออกมา เขามองมาอย่างเฉยเมย
“คนอ่อนแอต้องรู้จักประมาณตน ไม่ใช่ว่าทุกครั้งจะโชคดีแบบนี้หรอกนะ”
แม้ว่าคำพูดเหล่านั้นจะฟังดูรุนแรง แต่ทุกคำล้วนเป็นความจริง
ลู่จินกู้ได้แต่ก้มหน้าลง “…ขอโทษ ฉันทำให้คุณเดือดร้อนแล้ว”
เดิมทีคิดว่าจะต้องโดนเทศนาสักสองสามประโยค แต่กลับได้ยินเสียงเขาพูดว่า “เข้าไปดูข้างในเถอะ”
เธอมองเขาอย่างประหลาดใจ
“คุณยังไม่ได้เข้าไปเหรอ”
กู้ตั๋วส่ายหน้า “เธอกำลังมึนหัวอยู่นิ”
ลู่จินกู้แปลกใจ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เดินนำเข้าไปในซูเปอร์มาร์เกตทันที
ภายในยังคงตกแต่งแบบโบราณ ชั้นวางสินค้าที่ทำจากไม้เรียงรายอย่างเป็นระเบียบ
เมื่อเห็นว่าหลังเคาน์เตอร์ไม้ด้านซ้ายมือว่างเปล่า เธอก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
โชคดีที่พาราไดซ์ไม่ได้เกินจริงขนาดนั้น ถ้าจู่ ๆ มีคนโผล่มา หรืออะไรทำนองนั้น แม้แต่ในยุคนี้มันก็น่าขนลุกเกินไป
ลู่จินกู้เดินไปมาระหว่างชั้นวางสินค้าด้วยความอยากรู้อย่างรวดเร็ว ไม่นานเธอก็พบสินค้าที่ต้องการ
เธอหยิบน้ำส้มมาขวดหนึ่งก่อน จากนั้นก็ตามด้วยซีอิ๊วขาวหนึ่งขวด ส่วนเครื่องเทศต่าง ๆ ก็หยิบมาอย่างละนิดอย่างละหน่อย… ลู่จินกู้ไม่ได้รู้สึกมีความสุขกับการซื้อของมานานแค่ไหนแล้วนะ
ที่สำคัญที่สุดคือไม่ต้องจ่ายเงิน!
เธอกอดสินค้าไว้เต็มอ้อมแขน รู้สึกอารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง จึงหันไปยิ้มให้กู้ตั๋วพร้อมกับเอ่ยชวนอย่างใจกว้าง “อยากได้อะไรหยิบเอาเลย”
วินาทีถัดมาก็เห็นพลังงานสนามแม่เหล็ก ปรากฏขึ้นขวางนิ้วของกู้ตั๋วที่กำลังเอื้อมไปหยิบสินค้า
“ราคาหนึ่งร้อยห้าสิบเหรียญดวงดาว” กู้ตั๋วเอ่ยเสียงทุ้มบอกราคา
“…” ลู่จินกู้ได้แต่ทำหน้างง
กู้ตั๋วจึงเปลี่ยนไปหยิบสินค้าชิ้นอื่น “สามร้อยเหรียญดวงดาว”
เดินถอยหลังไปสองสามก้าว เลือกหยิบสินค้าจากชั้นวางอีกชั้น “เก้าร้อยเจ็ดสิบสามเหรียญดวงดาว”
เขาหันหน้ากลับมาพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงเลศนัย “เธอหยิบให้ไม่ดีกว่าเหรอ?”
ลู่จินกู้ได้แต่คิดในใจ…ใครจะไปคิดล่ะว่าที่แท้เขตพาราไดซ์แห่งนี้ จะเป็นซูเปอร์มาร์เก็ตไร้พนักงาน ทำงานด้วยระบบอัจฉริยะแบบนี้
[1] ซูเปอร์มาร์เก็ต : คือร้านค้าแบบบริการตนเองอันเป็นรูปแบบหนึ่งของร้านขายของชำ ซึ่งเสนอขายสินค้าอาหารและของใช้ในครัวเรือนหลายประเภทโดยจัดจำแนกไว้ตามแผนก ซูเปอร์มาร์เก็ตมีขนาดใหญ่กว่าและมีสินค้าให้เลือกซื้อหลากหลายมากกว่าร้านขายของชำแบบดั้งเดิม และยังจำหน่ายสินค้าที่พบได้ปกติในร้านสะดวกซื้อ แต่ก็ยังเล็กกว่าและมีสินค้าจำกัดประเภทกว่าไฮเปอร์มาร์เก็ตหรือซูเปอร์สโตร์