เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 8 สัตว์รู้คุณ (รีไรต์)
บทที่ 8 สัตว์รู้คุณ (รีไรต์)
“คุณมองฉันแบบนี้ทำไมคะ?” ลู่จินกู้เอ่ยถามพลางฝืนยิ้ม
“เธอรู้ไหม? วิธีชำระล้างอสูรทมิฬที่ยังมีชีวิต โดยไม่ทำให้มันตาย เป็นวิธีเฉพาะของตระกูลไหน” กู้ตั๋วถามกลับ
เธอเบิกตากว้าง รีบค้นหาในความทรงจำของร่างเดิม แต่ก็ไม่พบสิ่งใด
จึงได้แต่เม้มริมฝีปากเบา ๆ แล้วส่ายหัว เพราะรู้ว่าการกระทำเช่นนี้ เป็นการยากที่จะทำให้คนอื่นเชื่อถือ
เธอจึงอธิบายเสียงเบา “ก่อนหน้านี้ ฉันไม่เคยออกจากตระกูลลู่เลย…”
กู้ตั๋วละสายตาไป แรงกดดันสลายไป เธอจึงแอบถอนหายใจอย่างโล่งอก
เขากล่าวอย่างเฉยเมย “ถึงแบบนั้น เธอต้องเคยได้ยินตระกูลแบล็กใช่ไหม”
เรื่องนี้เธอย่อมรู้จักเป็นอย่างดี!
สภาที่ดาวศูนย์กลาง คือผู้กุมอำนาจสูงสุดของสหพันธ์ดวงดาว และเหล่าบุคคลที่ครองที่นั่งในสภามากที่สุดก็ คือ เจ็ดตระกูลใหญ่ อันได้แก่
ตระกูลกู้ ตระกูลกงซุน ตระกูลแบล็ก ตระกูลต้าฉือ ตระกูลอเล็กซานเดอร์ ตระกูลเซิน และตระกูลเซี่ย
เธอเข้าใจแล้ว จึงพูดด้วยน้ำเสียงผิดหวังเล็กน้อย “ถ้าอย่างนั้นตระกูลแบล็กก็มีความสามารถขนาดนี้นี่เอง น่าเสียดายจริง ๆ…”
ถ้าเป็นวิธีการเฉพาะของเธอล่ะก็ ไพ่ตายของเธอคงมีเพิ่มขึ้นอีกใบ
สีหน้าของกู้ตั๋วดูแปลกไป แต่เขาก็ตัดสินจากปฏิกิริยาของเธอได้ว่า เธอไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตระกูลแบล็กจริง ๆ
“มันก็ต่างกันอยู่ดี” เขาวิจารณ์อย่างเป็นกลาง “แต่เรื่องนี้ตระกูล แบล็กคงไม่ยอมแน่ เธอต้องระวังตัวไว้ด้วย”
สีหน้าของลู่จินกู้ก็แปลกใจขึ้นมาทันที
เธอนึกว่าเขาจะสงสัยซะอีก คราวนี้ดูเหมือนจะถือโอกาสเพิ่มน้ำหนักในการร่วมมือกันมากกว่า
เสียงสั่นเบา ๆ ดังขึ้น ทั้งสองคนต่างก็หันไปมองพร้อมกัน
บนกำไลของกู้ตั๋ว แสงสีเขียวสว่างขึ้น แววตาของเขาเป็นประกาย วินาทีต่อมาเขาก็เดินไปอีกด้านหนึ่ง แล้วจึงเปิดหน้าจอสื่อสารขึ้นมา
ลู่จินกู้หันไปอย่างรู้มารยาท แม้จะเห็นเงาร่างชายหญิงปรากฏขึ้นบนหน้าจอก็ตาม
เธอหันหลังเดินออกมา…
ซากศพของอสูรทมิฬไม่อาจปล่อยทิ้งไว้เฉย ๆ เขตพาราไดซ์หยั่งรากลงที่นี่แล้ว ที่นี่จึงกลายเป็นฐานที่มั่นของเธอโดยปริยาย
แต่เมื่อเดินมาถึงตำแหน่งในความทรงจำ เธอกลับรู้สึกสับสน
ซากศพของอสูรทมิฬหายไปแล้ว!
ครู่หนึ่งลู่จินกู้จึงได้สติ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
ขอบเขตของพาราไดซ์ขยายกว้างขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตำแหน่งก่อนหน้าก็รวมอยู่ในเขตด้วย สันนิษฐานว่าผ่านการชำระล้างจนเสร็จสิ้นแล้ว แม้แต่เศษซากของอสูรทมิฬก็ไม่หลงเหลืออยู่เลย
ก่อนและหลังเหตุการณ์นี้ สิ่งเดียวที่ลู่จินกู้ทำก็คือ… เธอหันไปมองต้นการบูรหอมขนาดต่าง ๆ ที่ขึ้นอย่างเป็นระเบียบไม่ไกลนัก
ค่าฮวงจุ้ยที่เพิ่มขึ้นทำให้เขตพาราไดซ์เลื่อนระดับ!
หลังจากจบการติดต่อกู้ตั๋วก็เดินเข้ามาหาเธอ ขมวดคิ้วด้วยสีหน้าสงสัย เหมือนไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ลู่จินกู้แอบทำหน้าทะเล้นใส่เขา แต่ไม่ได้อธิบายอะไรออกไป
ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้ว เธอจึงคิดว่าจะกลับไปพักผ่อน แต่พอก้าวขาออกไป ก็รู้สึกถึงแรงต้านบางอย่างที่ดึงไว้
เมื่อมองลงไปก็เห็นว่าสัตว์ประหลาดตัวนั้นไม่รู้ว่ามาคลอเคลียอยู่ข้างเท้าเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ กำลังกัดชายเสื้อของเธอแน่น ส่งเสียงครางฮือ ๆ ในลำคอ พร้อมกับมองมาที่เธอด้วยแววตาคาดหวัง
คนกับสัตว์จ้องตากัน
“…” ลู่จิ่นกู้ทำหน้าตาย
ส่วนกู้ตั๋วกลับมีแววตาสนุกสนานวูบขึ้นในดวงตา “ดูเหมือนว่าเจ้าสัตว์อสูรสายฟ้าตัวนี้จะยอมรับเธอเป็นนายแล้ว”
“สัตว์อสูรสายฟ้า?” ลู่จินกู้ทำหน้างง
“มันเป็นเผ่าพันธุ์สัตว์อสูรที่พบได้ทั่วไปในจักรวาล ความเร็วสูงสุดของมันเหมือนกับสายฟ้าแลบ เขาสั้น ๆ บนหน้าผากของมันสามารถกักเก็บพลังสายฟ้าได้ ถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงสายต่อสู้ที่ดีทีเดียว”
สัตว์เลี้ยงสายต่อสู้!
เรื่องนี้เธอก็พอรู้ ว่าในจักรวาลอันกว้างใหญ่นั้นมีสิ่งมีชีวิตมหัศจรรย์มากมาย ที่สามารถใช้พลังจิตสื่อสารหรือแม้กระทั่งควบคุมได้
บางชนิดก็มีรูปลักษณ์ภายนอกที่น่ารักน่าเอ็นดู แทบจะไม่มีพิษมีภัย ใช้พลังจิตธรรมดาก็สามารถทำให้เชื่องและเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงได้
ส่วนบางชนิดก็เชี่ยวชาญการต่อสู้ หรือบางทีอาจมีทักษะพลังจิตพิเศษ ส่วนใหญ่จะถูกเหล่าทหารเลี้ยงและฝึกฝนให้เป็นสัตว์เลี้ยงสายต่อสู้กองทัพ
ส่วนร่างเดิมของเธอในฐานะที่เป็นเด็กน้อยที่ไม่มีใครสนใจ ไม่มีทางที่จะมีสัตว์เลี้ยงได้หรอก ในขณะที่พี่ชายและพี่สาวของเธอกลับมีกันคนละตัว
ส่วนสัตว์เลี้ยงสายต่อสู้… แค่พลังจิตของร่างเดิมเธอก็ไม่อาจแม้ฝันถึงได้
ดังนั้นเมื่อลู่จินกู้ได้ยินว่านี่เป็นสัตว์เลี้ยงสายต่อสู้ เธอจึงเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
กู้ตั๋วหัวเราะเบา ๆ อธิบายด้วยความหวังดีว่า “นอกจากจะใช้พลังจิตควบคุมโดยตรงแล้ว สัตว์เลี้ยงสายต่อสู้บางตัวยังมีกรณีพิเศษ อย่างเจ้าสัตว์อสูรสายฟ้านี่ คงจะซาบซึ้งที่เธอเคยช่วยชีวิตมันไว้”
“งั้นเจ้าก็เป็นสัตว์รู้คุณสินะ” ลู่จินกู้ยิ้มพลางเอื้อมมือไปลูบหัวของสัตว์อสูรสายฟ้า ขนของมันค่อนข้างแข็งแต่ก็ฟู นุ่มมือดีทีเดียว
ใครจะไปอดใจไหวกับเจ้าก้อนขนปุย ๆ ที่ชอบทำเสียงออดอ้อนแบบนี้กันล่ะ
“ต่อไปนี้ เธอชื่อต้าไป๋ก็แล้วกัน” ลู่จินกู้พูดขึ้นลอย ๆ “ไปกันเถอะ ได้เวลานอนแล้ว”
เธอพยักหน้าให้กู้ตั๋ว ก่อนที่คนกับสัตว์จะเดินจากไป ทิ้งให้กู้ตั๋วยืนอึ้งอยู่คนเดียว พร้อมกับใบหน้าเรียบเฉย
เขายิ่งมั่นใจมากขึ้นไปอีกว่า ลู่จินกู้ไม่มีทางเป็นสายลับของตระกูลแบล็กได้อย่างแน่นอน
พวกตัวประหลาดที่ชอบอวดอ้างตัวว่าเป็นปรมาจารย์ด้านสุนทรียศาสตร์ จะตั้งชื่อให้กับสัตว์อสูรสายฟ้าที่มีลักษณะของราชันย์สัตว์อสูรว่าต้าไป๋งั้นเหรอ…ไม่มีทางเป็นไปได้
ลู่จินกู้ไม่รู้เลยสักนิดว่าชื่อนี้ สร้างความสะเทือนใจให้กับกู้ตั๋วมากแค่ไหน เธอเข้านอนไปแล้ว
แต่ลู่จินกู้ก็ยังคงนอนหลับไม่สนิท เหมือนกับมีปลาหมึกยักษ์มาดิ้นพล่านอยู่ในหัวตลอดเวลา หนวดอันยาวเหยียดของมันกวนจนสมองของเธอไม่สงบสุข
เธอขมวดคิ้วแน่น พลิกตัวไปมาอยู่ตลอดเวลา
…
ภายใต้ความมืดมิดที่ปกคลุมไปรอบด้าน ทันใดนั้นเองกู้ตั๋วก็ลืมตาขึ้นอย่างกะทันหัน
พลังจิตเข้มข้นแผ่ออกมาจากบริเวณใกล้เคียง ราวกับมีใครบางคนกำลังเคาะไม่หยุดอยู่ในหัว แบบนี้จะข่มตาหลับต่อได้อย่างไร
ในชั่วพริบตา ก็มีคนปรากฏตัวขึ้นในห้องนอน เจ้าสัตว์อสูรสายฟ้าที่นอนหมอบอยู่บนพื้นปลายเตียงลืมตาขึ้นอย่างตื่นตัว มันกำลังจะส่งเสียงคำรามใส่ผู้บุกรุก ทว่าคลื่นพลังจิตที่โจมตีเข้าใส่ ปิดปากของมันเอาไว้แน่นหนา
กู้ตั๋วไม่ได้สนใจเสียงครวญครางอย่างคับข้องใจของมัน สายตาของเขาจับจ้องไปที่ใบหน้าของลู่จินกู้ เผยให้เห็นสีหน้าเคร่งเครียด สภาพของเธอไม่ค่อยดีนัก
แต่มันก็แตกต่างจากพลังจิตคลุ้มคลั่ง พลังจิตระดับ F ของเธอนั้น ยากที่จะบ้าคลั่งได้ ด้วยเหตุนี้ ผลของการเยียวยาจากเขตพาราไดซ์จึงไม่ได้ผล
ดวงตาของกู้ตั๋วหรี่ลงเล็กน้อย เขายื่นมือออกไปวางบนหน้าผากของลู่จินกู้อย่างช้า ๆ
ในห้วงความฝัน ลู่จินกู้นั้นรู้สึกเพียงความเย็นยะเยียบไหลรดลงมาจากกลางศีรษะ หนวดปลาหมึกในฝันที่พันธนาการอยู่พลันหดหายไปในพริบตา
ลู่จินกู้ค่อย ๆ สงบสติอารมณ์ได้ แต่กลับเป็นกู้ตั๋วที่ขมวดคิ้วแน่น เมื่อครู่พลังจิตของเขาราวกับสัมผัสได้ถึงบางสิ่งบางอย่าง
ทว่าเมื่อต้องการค้นหาให้ลึกลงไป กลับไม่พบสิ่งผิดปกติใดใดเลย หรือว่าเขาจะคิดไปเอง …
ท่ามกลางความเลือนราง ลู่จินกู้รู้สึกได้ถึงความเปียกชื้นบนใบหน้า เธอจึงยกมือขึ้นลูบโดยไม่รู้ตัว
ผลปรากฏว่ามือของลู่จินกู้คว้าเข้ากับขนปุกปุยเต็มกำมือ ภาพตรงหน้าทำให้เธอตกใจจนสะดุ้งตื่น ใบหน้าของหมาป่าขนาดใหญ่อยู่ใกล้เพียงคืบ
“กรี๊ดดด…”
ลู่จินกู้สะดุ้งโหยง เธอเห็นเจ้าสายฟ้า ทั้งตัวสีขาวโพลน วินาทีนั้นเอง ความทรงจำก็แล่นเข้ามาในหัว ใบหน้าเปียกแฉะขนาดนี้ ไม่ต้องสงสัยเลย เป็นน้ำลายของมันแน่
ถ้ารู้ว่านิสัยแบบนี้ เธอไม่ให้มันนอนในห้องเด็ดขาด สัตว์อสูรสายฟ้าอาจจะรู้สึกได้ถึงสายตาตำหนิจากลู่จินกู้ มันจึงก้มหน้าลง หางที่เคยกระดิกอย่างร่าเริงก็ห้อยลง
ลู่จินกู้ได้แต่คิดในใจ ‘…นี่มันเป็นพวกใจบางรึไง’
หลังจากทำความสะอาดใบหน้าเสร็จ ลู่จินกู้เดินตรงไปที่ห้องครัวตามความเคยชิน แต่พอถึงหน้าประตู เธอก็นึกขึ้นได้ว่า เธอเพิ่งกินอาหารอัดแท่งไป ไม่ต้องกินอะไรแล้ว
เธอเหลือบมองเจ้าสายฟ้าที่เดินตามหลังมา พลางพึมพำว่า
“แกดูเหมือนหมา งั้นแกกินเนื้อสัตว์ได้หรือเปล่า?”
หรือว่าเธอต้องสร้างฟาร์มหมูขึ้นมาสักแห่ง?
ระบบมีอาคารแบบนี้อยู่จริง แต่ในคำอธิบายของฟาร์มเลี้ยงหมูกลับมีตัวหนังสือสีแดงสว่างแถวหนึ่งว่า
[ค่าฮวงจุ้ยในรัศมี -100 แต้ม]
เมื่อลองดูการสร้าง ก็พบว่ารัศมีครอบคลุมพื้นที่เกือบครึ่งหนึ่งของเขตพาราไดซ์
“… แกควรจะเปลี่ยนมากินมังสวิรัติจะดีกว่า”
ต้าไป๋กระพริบตาสีทอง จากนั้นก็พุ่งออกไปอย่างกะทันหัน อ้าปากงับดอกมะลิในสวนของบ้านเต็ม ๆ คำ
“อ๊ะ…”