เธอเป็นผู้รับเหมาอันดับหนึ่งในกาแล็กซี่ - บทที่ 96 ความไม่พอใจจากผู้เลอโฉม
บทที่ 96 ความไม่พอใจจากผู้เลอโฉม
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าคำพูดของตัวเองไร้ค่า
ใบหน้านี้ช่างงดงามจนเหมือนถูกหลอมรวมด้วยพลังแห่งธรรมชาติและความงามที่ดีที่สุดของโลกหล้า แม้แต่บทกวี ‘หากมิได้พบเจอที่เขาหยก เราอาจต้องรอพบเจอใต้แสงจันทร์’ ก็ยังไม่เพียงพอที่จะบรรยายได้ *[1]
ใครก็ตามที่ได้เห็นใบหน้านี้ ถ้าไม่จ้องมองจนตกตะลึงเป็นสิบวินาที ก็คงจะเป็นการดูหมิ่นความงามนี้
ด้วยเหตุนี้ ลู่จินกู้จึงมองด้วยความตะลึงจนลืมตัว
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าชายหนุ่มผู้เลอโฉมคนนี้จะไม่ชอบถูกจ้องมอง เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนที่จะกระโดดเบา ๆ
ร่างของเขากระโดดด้วยเส้นโค้งที่งดงาม ร่อนลงไปยังต้นไม้อีกต้นหนึ่งอย่างเบา ๆ แล้วกระโดดอีกครั้งและอีกครั้ง ไม่นานก็หายไปจากสายตาของเธอ
ลู่จินกู้ถอนหายใจ “จริง ๆ แล้วไม่ว่าจะทำอะไรก็ยังดูดีอยู่ดี”
แม้ว่าเขาจะดูคล้ายกับทาร์ซานผู้ยิ่งใหญ่ แต่ก็น่าชมเชยในทุก ๆ การกระทำ
เธอมองตามทิศทางที่เขาหายไปด้วยความเสียดาย ก่อนที่จะนึกขึ้นได้ถึงจุดประสงค์ของการมาครั้งนี้
เมื่อเก็บความหลงใหลไว้ในใจ เธอมุ่งหน้าไปที่ค่ายทหาร
ระบบของพาราไดซ์ในค่ายทหารนี้เหมือนกับมีโลกของตัวเอง ตราบใดที่เธอไม่ปิดระบบการรับสมัครทหาร ในค่ายทหารนี้ก็จะมีทหารใหม่เข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะถึงขีดจำกัดของจำนวนทหารที่ระบบกำหนดไว้
วิธีการจัดสรรทหารเหล่านี้ หรือการคัดเลือกนายทหารในหมู่พวกเขา ล้วนเป็นหน้าที่ของระบบโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องให้เธอเข้ามายุ่งเกี่ยวแต่อย่างใด
ถ้าจะเปรียบเทียบ มันก็คล้ายกับ NPC ในเกมจำลองการบริหาร ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย ภักดีจนไม่หวั่นไหว และไม่ต้องการให้ผู้เล่นใส่ใจอะไรมากมาย *[2]
แต่ถึงอย่างไร ลู่จินกู้ก็เข้าใจมันแบบนี้
เมื่อมาถึงค่ายทหาร ทหารจากกองทัพที่ 1 กำลังเตรียมตัวสำหรับการฝึกตอนเช้า เมื่อเห็นเธอปรากฏตัวขึ้น ทหารเหล่านั้นจึงยืนตรงและทำความเคารพทันที
หลังจากที่เธอได้บอกเจตนาของตัวเองออกไป ทหารบางคนจึงวิ่งไปตามหาคนที่เธอต้องการ
ไม่นานนัก ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘เทพธิดา’ ก็เดินเข้ามา
คนทั้งสองซึ่งเพิ่งพบหน้ากัน ต่างก็ตกตะลึงด้วยความประหลาดใจ
ลู่จินกู้ตบมือด้วยความรู้สึกผิดพลางพึมพำกับตัวเอง “ฉันนี่โง่จริง ๆ เห็นใบหน้านี้ก็น่าจะรู้แล้วว่านี่ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเอลฟ์ในตำนาน ใครเล่าจะงดงามเช่นนี้?”
ถูกต้องแล้ว ผู้ที่งามล้ำเลิศแถมยังเดินตามเส้นทางที่ไม่ธรรมดานั้น ไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเอลฟ์ในตำนานที่ระบบแนะนำให้เธอมาเจอ ‘กรีนลีฟ เซลรานซี่’
เอลฟ์ผู้เลอโฉมหลังจากที่ผ่านความตกตะลึงก็แสดงแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจออกมา
ด้วยความไวต่อการรับรู้ถึงอารมณ์นั้น ทำให้ความหลงใหลที่เกิดจากความงามที่สมบูรณ์แบบของเขาในทันทีหายไป
มันเป็นเรื่องแปลกที่เกิดขึ้นในครั้งแรก เพราะทหารที่ถูกพาราไดซ์คัดเลือกมานั้น ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีความรู้สึกดีต่อเธอ เจ้าของพาราไดซ์เต็มเปี่ยม เธอเชื่อว่าแม้ว่าเธอจะสั่งให้พวกเขาตายเพื่อเธอ พวกเขาก็คงจะทำตามคำสั่งโดยไม่ลังเล
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้พบเห็นทหารที่มีความรู้สึกส่วนตัวเช่นนี้
ราวกับว่าในกลุ่ม NPC ธรรมดาได้ปรากฏบุคคลที่มีความคิดอันซับซ้อนขึ้นมา
แววตาของเธอมีประกายแห่งความสนุกสนานปรากฏขึ้น เธอพูดเบา ๆ ว่า “ตามฉันมา ฉันมีเรื่องจะถามนาย”
เอลฟ์ผู้เลอโฉมเดินตามมาโดยไม่พูดอะไร
ทั้งสองคนออกจากค่ายทหารไปยังสวนแห่งหนึ่ง
กลิ่นหอมของดอกไม้รอบ ๆ เป็นที่ที่ทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายอย่างยิ่ง และยังเป็นที่เหมาะแก่การสนทนาด้วย
ลู่จินกู้สังเกตเห็นว่า กรีนลีฟ เซลรานซี่ได้เลือกที่จะยืนอยู่ในจุดที่ถูกล้อมรอบไปด้วยใบไม้
โดยทั่วไปแล้ว ทุกคนมักจะหลีกเลี่ยงจุดที่ไม่สะดวกเช่นนี้
แต่เขากลับแสดงอาการเพลิดเพลินเล็กน้อย ดูเหมือนว่าตำนานที่ว่าเอลฟ์รักธรรมชาติเป็นความจริง
อย่างไรก็ตาม เมื่อสายตาของทั้งสองได้พบกันอีกครั้ง เขากลับเก็บอารมณ์ทุกอย่างไว้จนหมดสิ้น ราวกับกลายเป็นรูปปั้นหยกที่งดงามและเย็นชาขึ้นมาในทันที
เขาไม่ปิดบังความไม่พอใจที่มีต่อเธอเลย
อย่างไรก็ตาม เธอไม่ใช่สำนักการคลังที่จะทำให้ใคร ๆ ก็ชื่นชอบ ดังนั้นเธอจึงไม่ใส่ใจในจุดนี้ และพูดจุดประสงค์ของเธอออกมา “มีวิธีไหนบ้างที่ทำให้ฉันสามารถทำกิจกรรมต่อหน้าผู้คนโดยที่ไม่มีใครจำฉันได้เลย?”
กรีนลีฟ เซลรานซี่ไม่ได้พูดอะไร
“หรือว่าจะเป็นวิธีที่ฉันสามารถติดต่อกับคนอื่นอย่างลับ ๆ โดยที่ไม่สามารถถูกตามรอยได้?”
“หรืออย่างน้อยก็มีวิธีที่ทำให้ฉันรู้ข่าวสารจากโลกภายนอกได้รวดเร็วขึ้น โดยไม่ผ่านการตรวจสอบข้อมูล?”
เพราะในโลกสตาร์เน็ต ข่าวสารมีความล่าช้า และข้อมูลที่เผยแพร่ผ่านสตาร์เน็ตก็เป็นเพียงข่าวที่ ‘อนุญาต’ ให้ประชาชนรับรู้ ซึ่งเป็นเรื่องที่เธอไม่อยากพึ่งพา
เธอมองเอลฟ์ด้วยความคาดหวัง
ครั้งนี้เขามีปฏิกิริยา ตอบกลับด้วยรอยยิ้มเล็ก ๆ และเสียงเบาว่า “เจ้าเล่ห์!”
แม้เขาจะด่าเธอ แต่เธอก็ต้องยอมรับว่า เสียงของเขาช่างไพเราะเสนาะหู
ช่างดีเหลือเกิน! รู้สึกเหมือนถูกด่าด้วยเสียงนี้เป็นความสุขอีกแบบ!
ลู่จินกู้กระพริบตาแรง ๆ สลัดความคิดไร้สาระนี้ออกไป
ดูเหมือนว่าถ้าไม่ทำความเข้าใจว่าทำไมเอลฟ์ผู้เลอโฉมคนนี้ถึงมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ เธอคงไม่สามารถได้รับความช่วยเหลือจากเขาได้ง่าย ๆ
เธอจึงพูดออกมาตรง ๆ “นายดูเหมือนจะไม่พอใจฉันมาก บอกหน่อยได้ไหมว่าเพราะอะไร?”
กรีนลีฟ เซลรานซี่มีท่าทีเหมือนคนที่ไม่ชอบพูด เขาจึงปิดปากแน่น
เธอจึงต้องเดาเอาเอง “หรือเพราะเงินเดือนทหารน้อยไป? ไม่พอใจกับอาหาร? หรือค่ายทหารไม่ดีพอ ทำให้นายอยู่ไม่สบาย? หรืออาจจะไม่ชอบหน้าตาของเพื่อนร่วมกองทัพ หรือ…”
ลู่จินกู้คิดว่า ด้วยความงดงามที่ไม่เหมือนจริงของเผ่านี้ พวกเขาอาจจะมีมาตรฐานในการใช้ชีวิตสูงเป็นพิเศษก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม ทุกครั้งที่เธอพูดออกไปประโยคหนึ่ง หน้าของเอลฟ์ผู้เลอโฉมก็ยิ่งดำคล้ำขึ้นเรื่อย ๆ จนสุดท้ายก็ดำเหมือนหมึก
“อะแฮ่ม” เธอรู้สึกตัวทันทีว่าควรหยุดการเดาที่ไม่มีวันถูกต้องลง ในใจยังแอบคิดว่า แม้แต่ตอนที่เอลฟ์โกรธก็ยังงดงามอย่างหาที่เปรียบไม่ได้จริง ๆ
เฮ้อ ก็เพราะว่าเอลฟ์นั้นงดงามเกินไปจนเธอแทบจะกลายเป็นป้าโรคจิตอยู่แล้ว
แต่แล้วเธอก็ได้ยินกรีนลีฟ เซลรานซี่พูดด้วยความโกรธเต็มเปี่ยม “พวกเราเผ่าเอลฟ์เป็นนักรบที่ยอดเยี่ยมที่สุด ไม่ใช่พวกคุณหนูที่อ่อนแอ และไม่เคยดูหมิ่นเพื่อนร่วมกองทัพของเรา!”
“ถ้าอย่างนั้นทำไมนายถึงทำหน้าเหมือนฉันเป็นหนี้นายแปดล้านตอนที่เจอฉันครั้งแรก?” เธอถามด้วยความไม่เข้าใจ “ฉันไม่ได้ทำอะไรให้นายไม่พอใจเลยใช่ไหม?”
“ฮึ! เธอบังคับให้ฉันต้องจงรักภักดีต่อคุณด้วยวิธีการชั่วร้ายแบบนี้ แล้วคุณคาดหวังจะได้มิตรภาพจากเอลฟ์งั้นหรือ?”
ดวงตาของเธอหรี่ลง ความหลงใหลที่เกิดจาก ‘ความงาม’ ถูกโยนออกไปไกลจากความคิดของเธอ ตอนนี้เธอสนใจเพียงสิ่งเดียวเท่านั้น
“วิธีการชั่วร้ายแบบไหน? บอกให้ละเอียดหน่อย”
กรีนลีฟ เซลรานซี่เดิมตั้งใจจะพูดเสียดสีเธอ แต่เมื่อเห็นแววตาที่สดใสและบริสุทธิ์ของเธอ คำพูดเหล่านั้นกลับกลืนหายไป
เอลฟ์เป็นลูกหลานแห่งธรรมชาติ เกิดมาจากสถานที่ที่บริสุทธิ์ที่สุด จึงมีสัญชาตญาณในการแยกแยะความดีและความชั่วได้อย่างชัดเจน
ดังนั้นเขาจึงสามารถสัมผัสได้ว่า อารมณ์ของลู่จินกู้มีแต่ความสงสัย ไม่มีการโกหกแต่อย่างใด
เขาลังเลอยู่สักพัก สุดท้ายก็ตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา
“ฉันไม่เคยเห็นวิธีการแบบนี้มาก่อน จึงไม่สามารถอธิบายได้อย่างละเอียด แต่รู้สึกได้ว่า ในสมองของฉันมีบางอย่างเพิ่มเข้ามา ซึ่งทำให้เหล่าทหารทั้งหมดต้องมอบความจงรักภักดี…ให้กับคุณ!”
สองคำสุดท้ายยังเต็มไปด้วยการเสียดสี “คุณคือใคร? แล้วมีสิทธิ์อะไรถึงได้รับความภักดีจากพวกเรา? พวกเขาไม่มีใครรู้สึกว่าเรื่องนี้ผิดปกติ แต่ฉันรู้ว่านี่คือพลังชั่วร้าย เป็นการหลอกลวงของปีศาจ คุณ! จะต้องเป็นผู้แทนของปีศาจแน่ ๆ!”
…คนงามคนนี้สมองไม่ดีรึเปล่า? นี่มันยุคแห่งเทคโนโลยีขั้นสูงของจักรวาลนะ! คุณเอาแต่พูดถึงพลังแาคมกับปีศาจอยู่ได้ เหมือนเรื่องราวข้ามกาลเวลาเลย
ลู่จินกู้ถอนหายใจอย่างปลงตก
แม้ว่าเขาจะพูดไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่เธอก็พอจะเข้าใจแล้ว
ระบบพาราไดซ์ต้องมีวิธีการบางอย่าง ที่เพิ่ม ‘ความจงรักภักดี’ แบบบัฟให้กับทหารที่ถูกคัดเลือกมา และเอลฟ์ผู้เลอโฉมคนนี้อาจจะมีความต้านทานสูง จึงไม่สามารถถูกควบคุมได้ทั้งหมด
แต่จากการที่เขาไม่ชอบเธอ แต่ก็ยังตามเธอมาอย่างเชื่อฟัง แสดงว่าเขาก็ไม่สามารถต้านทานได้อย่างสมบูรณ์
ระบบนี้มันสุดยอดจริง ๆ!
เธอแอบชื่นชมในใจ
แต่เมื่อมองไปที่เอลฟ์ผู้เลอโฉมซึ่งกำลังเดือดดาล เธอก็เริ่มรู้สึกปวดหัว
[1] บทกวีชิงผิงเตี้ยว (清平调) แต่งขึ้นช่วงราชวงศ์ถัง โดยนักกวี หลี่ไป๋
[2] NPC ตัวละครที่ผู้เล่นไม่ได้ควบคุม