เนโครแมนเซอร์แห่งสถานีโซล (Necromancer of Seoul Station) - บทที่ 95-96
ในอีกด้านหนึ่ง เมโลดี้รู้สึกแค้นเคืองวูจิน
“ทำไมตอนนั้นท่านถึงไม่โกรธแบบนี้?”
ผู้ไม่ตายในความทรงจำของเธอคือจ้าวแห่งอลันดาล
เขาเอาดินแดนรกร้างแห่งหนึ่งและประกาศเป็นอาณาเขตของเขา ตั้งชื่อว่าอลันดาล เขาไม่เคยปรารถนาในดินแดนอื่น ไม่เคยรุกรานอาณาเขตใด แต่ถ้าดินแดนของเขาถูกล่วงล้ำ เขาจะใช้พลังทั้งหมดที่มีตอบโต้ผู้ล่วงล้ำ
สิ่งเดียวที่เขาปกป้องคืออลันดาล
เมื่ออาณาจักรแตกเป็นเสี่ยง พวกเธอตั้งสหภาพขึ้นมาเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง แต่ผู้ไม่ตายปกป้องแต่อลันดาล ถ้าผู้ไม่ตายปกป้องอัลเฟนด้วย…ถ้า…
ตอนนี้อลันดาลจะปลอดภัยไหม?
“องค์เทพี ได้โปรดอย่าให้เขาโกรธไปกว่านี้…”
หากวูจินกลายเป็นศัตรูของคนบนโลก เขาอาจแยกตัวออกมาเป็นเพียงคนดู แล้วโลกก็จะกลายเป็นแบบเดียวกับอัลเฟน
คนบนโลกจะยุ่งอยู่แต่กับการรักษาตัวเอง จะไปคิดช่วยอัลเฟนได้หรือ?
“ได้โปรดให้ความโกรธของเขานำไปสู่ความพ่ายแพ้ของทราห์เน็ต…”
เมโลดี้เข้าใจแล้ว
วูจินไม่ใช่ผู้ช่วย เขาเป็นไม่ได้
เขาเป็นตัวแทนของทราช เทพแห่งการทำลาย
ถ้าจะขอความช่วยเหลือจากผู้ไม่ตาย ไปร่วมมือกับเผ่าอิมพ์น่ารังเกียจยังดีกว่า
เธอได้แต่หวังว่าความโกรธของเขาจะพุ่งไปยังทราห์เน็ต
เธอหวังให้เขาสังหารทำลายศัตรูของพวกเธอ
“ขอให้ความเป็นระเบียบเกิดขึ้นหลังจากการทำลาย…”
การแสดงความเคารพต่อเทพไม่ได้มีแต่การยกย่องและความรัก ความกลัวก็ด้วย
“ขอให้ผู้ไม่ตายกลายเป็นเทพแห่งการทำลาย…”
เมโลดี้หวังจากใจจริง
เธอไม่รู้ว่าคำขอของเธอจะสมหวังหรือไม่ เธอบอกไม่ได้ว่ารูปปั้นเทพีกำลังยิ้มหรือร้องไห้
***
ห้องบัญชาการของกลุ่มกบฏ
“โว้ย!”
คาริม หัวหน้ากลุ่มกบฏกำลังขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
“โครงกระดูกพวกนั้นมันอะไรวะ!”
ฐานทัพของพวกเขาถูกทำลาย กองกำลังที่ยึดเมืองก็เช่นกัน เมืองเป็นที่ๆมีพลเมืองรวมกับพวกต่อต้าน ดังนั้นกองทัพสหรัฐจึงไม่มีทางทิ้งระเบิดลงมาได้
แม้แต่กองทหารพื้นราบก็ไม่กล้าบุกลึกเข้ามาในเมือง สำหรับพวกต่อต้าน พลเมืองก็คือโล่ดีๆนี่เอง
แต่แล้วกองทัพโครงกระดูกก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ พวกมันถาโถมเข้ามาในเมือง
ปืนใช้กับพวกมันไม่ได้ผล โครงกระดูกน่ารังเกียจพวกนั้นเหมือนโผล่มาจากดันเจี้ยน หนำซ้ำยังมีความสามารถแยกแยะผู้ต่อต้านกับพลเมืองออก
แต่ใช่ว่าพวกโครงกระดูกจะปล่อยพลเมืองไว้
ไม่สำคัญว่าเป็นฝ่ายไหน พวกโครงกระดูกฆ่าทุกคนที่ขัดขืน
และที่แย่ที่สุดคือพวกบ้านี่มุ่งตรงมาที่เขา
เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย คาริมจะย้ายไปตามที่ซ่อนต่างๆ แต่เจ้าพวกบ้านี่จะเปลี่ยนเส้นทางมุ่งหน้ามาที่เขาเสมอ
‘ตำแหน่งของฉันถูกเปิดเผย’
ไม่รู้ว่าพวกมันใช้วิธีอะไร แต่พวกบ้านี่มุ่งหน้ามาที่เขา
มีนักข่าวสงครามตามทำข่าวกองทัพโครงกระดูก ดังนั้นเขาจึงแน่ใจว่าเป้าหมายของพวกมันคือตัวเขาเอง
ถ้าหนีไม่ได้ก็มีแต่ต้องสู้
ยิ่งเร็วยิ่งดี ก่อนที่กองกำลังของเขาจะถูกทำลายไปจนหมด
อีกอย่าง พวกมันใช้ศพปลุกโครงกระดูกขึ้นมา ยิ่งนานจำนวนโครงกระดูกไม่มีทางน้อยลงมีแต่จะมากขึ้น
“รวบรวมคนเสร็จแล้วครับ”
“ออกไปข้างนอกเถอะ”
เขาเคยแต่ออกคำสั่งจากที่มืด แต่ตอนนี้เขาต้องออกไปกับกองกำลังต่อต้านของเขา เพราะพวกมันมีวิธีตามหาเขาเจอ ถ้าเอาแต่หลบเฉยๆไม่ทำอะไรสุดท้ายเขาก็ตาย
ไม่ได้หมายความว่าอาวุธของพวกเขามีน้อย
ฉันจะแสดงให้พวกมันเห็น
ตัวแทนของพระเจ้า คาริม เดินออกจากที่ซ่อน โดยไม่รู้เลยว่าเงาของเขากำลังยิ้ม
***
พวกนักข่าวไปอยู่ตรงยอดเขาแห่งหนึ่ง
ตอนแรกมีแค่ทอมกับนักข่าวสงครามสามคน ตอนนี้นักข่าวที่ตามวูจินเพิ่มเป็น 30 คนแล้ว เครื่องไม้เครื่องมือของพวกเขาถูกส่งมา ให้ถ่ายทอดสดทางอินเตอร์เน็ตยังได้
มีรถสำหรับทำข่าว 5 คัน
พวกเขาอยู่ห่างไปพอควรเพื่อไม่ให้ถูกโจมตีจากศัตรู แต่ตรงนี้ไม่มีสิ่งกีดขวางจึงสามารถจับภาพทุกอย่างบนสนามรบได้ด้วยกล้องคุณภาพสูง
[ศึกครั้งสุดท้ายเกิดขึ้นต่อหน้าพวกเรา]
ข่าวของนักข่าวทอมมีคนดูมากเป็นประวัติการณ์ เสียงของเขาส่งผ่านคนทั่วโลก
[นี่คือการเตือนผู้ก่อการร้ายอย่างเด็ดขาด นี่คือเป้าหมายเดียวของเขา]
กล้องจับไปที่วูจินนำกองทัพผีดิบอย่างห้าวหาญ เขาขี่ม้าปีศาจไปช้าๆ ล้อมรอบด้วยอัศวินมรณะ เหมือนแม่ทัพกำลังมุ่งหน้าสู่สงคราม
[เนโครแมนเซอร์ คังวูจิน นี่คือข้อความที่เขาบอกต่อโลก]
กล้องหันไปที่กลุ่มกบฏ มีรถถังเรียงเป็นแถว มีกระทั่งรถขนจรวด มองเห็นร่องรอยการใช้เวทย์มนตร์ คงมีพวกเราส์อยู่ในกลุ่มกบฏด้วย พวกเขาไม่ได้ใส่เครื่องแบบเหมือนกัน ไม่มีเครื่องมือเงางาม แต่กลุ่มกบฏมีมากกว่าหมื่นคน พลังของพวกเขาไม่อาจดูถูกได้
[เขาปลุกกองทัพขึ้นมาเพื่อจบการก่อการร้าย]
กล้องหันไปทางหน้าทอม
[สหรัฐอเมริกาและสหประชาชาติเจรจากันเรื่องส่งกำลังช่วยเหลือมา แต่ยังไม่มีการตัดสินใจชัดเจน แต่ครั้งนี้ คังวูจินกำลังเตรียมจบสงครามครั้งสุดท้าย]
ทอมพูดต่ออย่างจริงจัง
[ผมเชื่อว่าต้องมีคนระแวงสงสัยในตัวเนโครแมนเซอร์ที่บงการกองทัพอันเหลือเชื่อนี้]
[แต่ผมเป็นผู้สื่อข่าวสงครามมาตลอด 15 ปี นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นความหวังท่ามกลางความสิ้นหวัง]
กล้องหันไปทางกองทัพผีดิบ
มีทหารโครงกระดูกมากกว่าหมื่น มีกระทั่งนักเวทย์โครงกระดูกในชุดคลุมดำจำนวนหลายร้อย
กล้องซูมเข้าจับภาพของคังวูจิน
[ผมหวังจริงๆว่าเขาจะเปลี่ยนจากราชาของผู้ตายเป็นเทพองค์หนึ่ง]
การต่อสู้กำลังเริ่มขึ้น
[ถ้าเขาชนะ ผมจะนับถือเขาเป็นเทพ]
จบคำ น้ำตาของทอมก็ไหล
***
วูจินขี่ชิงชิงให้มันวิ่งตามสบาย อัศวินมรณะอยู่ล้อมรอบเขา พาหนะของคิบะใหญ่กว่าม้าปีศาจตัวอื่นราวครึ่งตัว มันเป็นหมาป่า
[ข้าไม่นึกเลยว่าจะได้วิ่งไปกับราชาอีกครั้ง!]
แม้แต่ในหมู่ออร์คซึ่งชื่นชอบสงคราม คิบะก็ยังเป็นนักรบที่เก่งกล้าที่สุด เขาสู้ในสงครามนับไม่ถ้วน เขาตื่นเต้นนักกับสงครามเบื้องหน้าที่จะได้สู้อยู่แนวหน้ากับผู้ไม่ตาย
“อา นายเตรียมรอได้เลย”
วูจินยิ้มน้อยๆ
หลังจากได้อาชีพวอริเออร์ วูจินต้องอยู่ข้างหลังอีกต่อไป หน้าที่หลักของเขายังเป็นสร้างกองทัพแต่คราวนี้เขาไม่อ่อนแออีกแล้ว
[วะฮ่าๆๆ ท่านจ้าวของเรากลายเป็นราชาตัวจริงแล้ว]
แรนซัมยินดีกับอาชีพสองอาชีพของวูจินที่สุด อัศวินมรณะตนอื่นก็ตื่นเต้นมากเช่นกัน
พวกมันกำลังกวาดล้างฐานทัพของกลุ่มกบฏ ตอนนี้เลเวลเฉลี่ยจึงเพิ่มเป็น 20 อัศวินมรณะแต่ละตนบังคับทหารโครงกระดูกประมาณ 200 ตัว วูจินส่งทหารโครงกระดูกเกือบหมื่นให้
วูจินต้องการค่าบงการเพียง 1 แต้มสำหรับอัศวินมรณะแต่ละตน ค่าบงการอีกส่วนใช้บงการกาเกบิ โดลเซ ชิงชิงและบิบิ ส่วนที่เหลือใช้เรียกนักเวทย์โครงกระดูก
ตอนนี้นักเวทย์โครงกระดูกมี 1,200 ตัว
ถ้าเขาได้ชุดเซ็ททราช เขาจะเรียกนักเวทย์โครงกระดูกเพิ่มได้อีกหลายเท่า แต่เท่านี้ก็ไม่แย่แล้ว
“เสียดายเจนิสไม่อยู่ด้วย”
ถ้าลิช เจนิส อยู่ที่นี่ การสู้ศึกขนาดใหญ่ก็ยิ่งง่าย แต่ไม่เป็นไร หลังจากกลับเกาหลี วูจินจะเพิ่มเลเวลเป็น 80 ในเวลาไม่นานโดยเข้าดันเจี้ยนกับซุงกูและเฮซอล
“ดูเหมือนพวกมันจะออกมาแล้วนะ”
วูจินรู้สึกว่าพลังงานของกาเกบิเข้มข้นขึ้น เขาจึงรู้ว่าหัวหน้ากลุ่มกบฏออกมาจากที่ซ่อนใต้ดินแล้ว
“ไปหาพวกมันกันเถอะ“
วูจินเรียกอาวุธแล้วเปลี่ยนเป็นค้อน
ชิงชิงพ่นลมหายใจแล้ววิ่งไปข้างหน้า ทหารโครงกระดูกเริ่มครอบคลุมพื้นที่
[ข้าอดใจไม่ไหวแล้ว ตอนนี้ข้าวิ่งเคียงข้างราชา!]
[มันคือเทศกาล เทศกาลแห่งเลือด!]
วูจินยิ้มใส่พวกอัศวินมรณะที่กำลังคุยกันอย่างตื่นเต้น กองทัพผีดิบมากกว่า 10,000 ตนทำให้เขาเกือบคิดไปว่าตัวเองอยู่ที่อัลเฟน
บรรดาอสูรของเขาคิดถึงวูจินบนโลก ในขณะเดียวกัน พวกมันไม่อาจลืมผู้ไม่ตายของอัลเฟน
สำหรับวูจินนี่เหมือนความทรงจำที่ห่างไกล เขาเคยอยู่อย่างชั่วร้าย นี่เป็นเรื่องสิ่งที่เขาไม่อาจทำได้อีก นรกยังไม่จบ ยิ่งกว่านั้นเขากำลังจะเปิดทางสู่นรกกับมือเขาเอง และไม่รู้ว่าเส้นทางนี้จะจบตรงไหน
“กวาดล้างพวกมันให้หมด!”
ชิงชิงวิ่งเต็มแรง
[ตามราชาไป!]
หมาป่าของคิบะตามหลังวูจิน ตามด้วยรัคโตและแรมซัน อัศวินมรณะเร่งม้าเร็วขึ้นเรื่อยๆ
ห่ากระสุนไร้ประโยชน์สาดใส่พวกมัน จรวดยิงใส่พวกมันอย่างอันตรายขึ้นมาบ้าง
อัศวินมรณะแต่ละตนมีทักษะเฉพาะที่มีประโยชน์ พวกมันจึงไม่ตายแค่จากจรวด แต่ระเบิดกำจัดทหารโครงกระดูกไปได้บ้าง
รถถังเล็งแล้วยิง
ม้าปีศาจเคลื่อนที่อย่างลึกลับซับซ้อน ขัดกับกฎฟิสิกส์ทั้งหมด พวกมันหลบกระสุน พอเข้าไปใกล้รถถังได้ก็ไม่มีปัญหาอีกต่อไป
เฮลิคอปเตอร์ 5 ลำกลางอากาศน่าเป็นห่วงกว่า
เฮลิคอปเตอร์ยิงจรวดไปทางทหารโครงกระดูกด้านหลัง วูจินใช้ทักษะควบวิญญาณ
เหล่าผีปรากฏขึ้นกลางอากาศ ชิงชิงเหยียบพวกมันขึ้นไป เมื่อเข้าไปใกล้เฮลิคอปเตอร์ วูจินเรียกหอกกระดูกแล้วขว้าง
กระจกหน้าแตก หอกกระดูกพุ่งเสียบหัวใจคนขับเฮลิคอปเตอร์ มันหมุนอย่างเสียการควบคุม วูจินเรียกโดลเซมาดูดมันเข้าไป
เหล็กถูกบดขยี้ คนข้างในถูกผลักออกมา ใบพัดยังหมุนไม่หยุด เอียงไปทางเฮลิคอปเตอร์ลำอื่น
มันชนกับเฮลิคอปเตอร์ลำอื่น ลำตัวถูกบดเหมือนลำแรกแล้วถูกโดลเซดูดเข้าไป
[โก!]
โดลเซคำราม ดูดพลังเวทย์ของไปทีเดียว พลังงานตรงกลางของโดลเซดึงเฮลิคอปเตอร์ที่เหลือไปสร้างเป็นร่างกายของโกเลม
โกเลมเหล็กติดใบพัด เหมือนนักดาบที่ติดดาบหลายเล่ม
โดลเซหล่นลงพื้นแล้วออกวิ่งอย่างบ้าคลั่ง จรวดรอบเอวของเขายิงใส่ศัตรู
ถูกอาวุธหนักยิงใส่อย่างคาดไม่ถึงทำให้ศัตรูปั่นป่วน
อย่าคิดว่าม้าปีศาจมีไว้ขี่อย่างเดียว พวกมันวิ่งเร็วกว่ารถสปอร์ตและเหยียบรถถังแหลกได้
ขณะด้านหน้าทำลายล้าง นักเวทย์โครงกระดูกก็เข้ามาใกล้แล้วยิงเวทย์
บอลไฟเป็นร้อยๆทำให้ที่ๆมีกบฏอยู่กลายเป็นทะเลเพลิง อัศวินมรณะฟาดฟันในสนามรบ สร้างนรกบนดิน
***
ผู้ต่อต้านที่กำลังยิงปืนไรเฟิลเริ่มตัวสั่นเทา
“นี่…ต้องเป็นฝันร้ายแน่ๆ”
“ฝันร้ายน่ารักอย่างเราหาไม่ง่ายนะเมี้ยว”
“อ๊าก”
ผู้ต่อต้านขวัญเสียเมื่อเห็นแมวพูดได้ พอสบตากับแมวตัวนั้นก็สลบไป
“ขอให้ฝันร้ายน่ารักๆนะเมี้ยว”
ความกลัวที่เขารู้สึกอยู่จะกลายเป็นความฝัน
คงอีก 100 ปี? กว่าจะรู้ตัวว่าฝันไปเขาก็ตายไปแล้ว…
“เมี้ยว”
บิบิหันไปหาเหยื่อรายต่อไป
***
“บ้าชัดๆ”
หัวหน้ากลุ่มกบฏ คาริม หยุดสั่น ความจริงตรงหน้ามันบ้าเกินไปจนเขาไม่รู้สึกกลัว
พวกเขาทำลายโครงกระดูกไป 2,000 ตัว
แต่พวกเขาทำลายไอ้พวกที่ขี่ม้าได้เลย โครงกระดูกที่ถูกทำลายไปก็เกิดใหม่อีกครั้งด้วยศพของฝ่ายเขา
สนามรบค่อยๆสงบลง
มีแต่เสียงปืนไกลๆ เสียงกรีดร้อง เสียงหัวเราะของพวกผีดิบ โครงกระดูกสังหารทุกคนไม่เหลือ
คังวูจินเข้าใกล้คาริมช้าๆ
‘มันนี่เอง’
เจ้าของกองทัพผีดิบ เนโครแมนเซอร์ที่ไม่เคยมีมาก่อนและทรงพลัง
เขาหนี เขาซ่อนไม่รู้กี่ครั้ง แต่มันตามเขาไม่หยุด
“พระเจ้าต้องโกรธแน่!”
คาริมตะโกนเหมือนสิ้นหวัง
“พระเจ้าจะโกรธทำไม ฉันแค่เก็บกวาดขยะ”
“…พระเจ้าจะลงโทษพวกแก…”
ค้อนในมือวูจินกระแทกหัวคาริม
หัวหน้ากลุ่มกบฏไม่มีค่าเป็นตัวประกัน ชายคนนี้เปลี่ยนความเชื่อให้เข้ากับความคิดตัวเอง วูจินไม่รู้สึกว่าจำเป็นต้องคุยด้วย
เขาฆ่าคนที่สมควรตาย ง่ายๆแค่นั้น
เลือดจากค้อนหยดลงพื้น
“ออกมา”
กาเกบิออกมาจากศพของคาริมแล้วกลับไปที่วูจิน เขาฟังรายงานจากกาเกบิ แล้วประสบการณ์ต่างๆที่กาเกบิรวบรวมตอนตามคาริมก็ถูกวูจินกลืนเข้าไป
มีผู้ก่อการร้ายที่อื่นนอกจากในอัฟกานิสถาน
“โลกนี้มีขยะเยอะจริง”
วูจินหัวเราะขมแล้วสะสางสนามรบต่อ
บทที่ 96 – หวาดกลัว
เหนือสนามรบมีเฮลิคอปเตอร์ของกองทหารสหรัฐสองลำลอยอยู่
แม้รัฐบาลจะตัดสินใจไม่ได้เสียทีว่าจะโจมตีฐานที่มั่นของกลุ่มกบฏหรือไม่ แต่กองทัพสหรัฐทำสงครามกองโจรกับกลุ่มต่อต้านมาได้สักพักแล้ว ทีม A ช่วยเหลือตัวประกันไปจำนวนมากและทำลายสิ่งปลูกสร้างสำคัญไปหลายแห่ง
พวกเขาใส่แว่นกันแดดและติดไมค์สื่อสาร เสียงใบพัดไม่เป็นอุปสรรคต่อการพูดคุยระหว่างกัน
“ว้าว พวกเรากำลังดูอะไรอยู่วะ?”
“สุดๆเลยว่ะ”
“หัวหน้า ผมว่าไม่มีอะไรให้เราทำแล้วนะ?”
บรอน หัวหน้าทีม A มองการรบที่เห็นผลแพ้ชนะแล้ว เขาส่ายหน้า
โครงสร้างพื้นฐานถูกทำลายไปแล้ว อาคารพังทลาย ถนนกลายเป็นหลุมบ่อ แสดงให้เห็นว่าการรบรุนแรงแค่ไหน
ที่น่าขนลุกคือไม่มีศพหลงเหลืออยู่เลย ไม่ว่าจะเป็นศพของศัตรูหรือพวกเดียวกัน
ศพศัตรูถูกใช้เรียกทหารโครงกระดูก และคังวูจินระวังมากที่จะนับใครเป็นพวกเดียวกัน ดังนั้นเขาจึงตัวคนเดียว
“น่าประหลาดใจจริงๆ คนๆเดียวใช้กำลังทำให้เรื่องทั้งหมดจบลงได้”
“พอคิดถึงว่าพวกเราฝึกมานานขนาดไหนแล้วรู้สึกท้อแฮะ ว่าไหม? ฉันน่าจะฝึกเพิ่มแรงค์ของเราส์”
หน่วยรบพิเศษนี้ประกอบด้วยเราส์ตั้งแต่แรงค์ D ขึ้นไป
ความสามารถด้านการต่อสู้และการทำภารกิจของพวกเขาเทียบเท่ากับเราส์แรงค์ A แต่เมื่อได้มาเห็นผลลัพท์ที่น่าเหลือเชื่อของเราส์แรงค์ AA คังวูจิน เทียบกับที่เขาพยายามมามันด้อยไปเลย
“เขาคนเดียวเท่ากับคนทั้งกองทัพเลยจริงๆ”
“เกาหลีน่าจะเอางบประมาณป้องกันประเทศมาจ้างคังวูจินไปเลยนะ”
“ฮ่าๆๆ น่าจะทำแบบนั้นจริงๆ”
“ฉันรู้สึกว่างเปล่าไปเลย พวกเราทำบ้าอะไรกันอยู่ในสนามรบวะ?”
“ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่ได้เรื่อง แต่หมอนั่นเป็นคนพิเศษ”
“จินตนาการว่าเขาเป็นคนไม่ค่อยไหวแล้วตอนนี้”
คังวูจินทยอยส่งอัศวินมรณะกับทหารโครงกระดูกกลับเข้าไปในห้องรออัญเชิญ
“เอาล่ะ การต่อสู้จบแล้ว พวกเราไปปิดฉากกันเถอะ”
“ลงไปกันเถอะ”
เฮลิคอปเตอร์ร่อนลงช้าๆตามคำสั่งของหัวหน้าทีม
วูจินส่งทหารโครงกระดูกกลับไปหมดพอดีเมื่อเฮลิคอปเตอร์จอด น่าเสียดายที่เขาต้องสลายนักเวทย์โครงกระดูกไป
ถ้าไม่มีคนควบคุมพวกโครงกระดูกมันจะเปลี่ยนเป็นมอนสเตอร์
ทุกคนได้เห็นภาพตระการตาของนักเวทย์โครงกระดูกเกินพันตัวร่วงลงพื้น
“พวกนายทำได้ดี”
“เราได้พลังคืนมาเยอะเลยเมี้ยว อีกหน่อยเราจะได้ใช้ร่างจริงแล้วเมี้ยว”
“เยี่ยม เธอลำบากมาเยอะแล้ว”
ในร่างแมว บิบิสามารถใช้ฝันร้ายกับภาพลวงตาได้ไม่มีปัญหา แต่พลังห่างกันมาก ถ้าเธออยู่ในร่างจริง เธอจะสามารถใช้ภาพลวงตาหมู่ได้
เลเวลของบิบิเพิ่มขึ้น เธอค่อยๆสะสมพลังจนใกล้จะสร้างร่างจริงได้ อีกอย่าง ระดับมานาบนโลกที่เพิ่มขึ้นก็มีส่วนช่วย
“ฮ้าว งั้นเจอกันในสนามรบคราวหน้านะเมี้ยว”
บิบิหาวแล้วเปลี่ยนเป็นควันดำ วูจินหันไปทางโดลเซ
“นายก็เข้าไปด้วย”
โดลเซเขย่าร่างตัวเองทำให้เกิดเสียงเหล็กกระทบกัน เกราะเหล็กบนตัวเขาร่วงลงทีละอันไม่นานก็กลายเป็นกองเหล็ก หัวใจของโดลเซโผล่ออกมาจากกองเหล็กแล้วหายไป
เฮลิคอปเตอร์ถึงพื้นก่อน แต่ที่มาถึงตัววูจินก่อนคือรถนักข่าว ทีม A ก็กำลังมุ่งหน้ามาทางเขา
“ขอสัมภาษณ์ได้ไหมครับ?”
นักข่าวทอมถามอย่างระมัดระวัง เสียงเขาสั่นด้วยความเครียด
“ไม่”
“เข้าใจแล้วครับ”
ทอมไม่ถามต่อ เขาหันกล้องไปทางสนามรบแล้วพูดเรื่องเมสสิอาห์ การกำเนิดของผู้พิทักษ์สันติสุขโลก
หลังจากจบการถ่ายทอดสด เขาวิ่งไปทางวูจินแล้วผงกหัว
“คุณจะไปที่ไหนต่อ?”
“ฉันจะกลับเกาหลี นายไม่ต้องตามแล้ว”
“อา…!”
ทอมถอนหายใจ เขานึกว่าวูจินจะสู้ต่อจนกว่ากลุ่มก่อการร้ายจะหายไปหมดเสียอีก แต่เขาไม่สามารถห้ามวูจินได้
“ขอบคุณครับ คนที่นี่และคนทั่วโลกจะไม่ลืมคุณคังวูจินเลย”
“พวกนายทำได้ดี ไว้เจอกันใหม่คราวหน้า”
“…”
วูจินโบกมือให้กลุ่มนักข่าวแล้วเดินไปทางทีม A ทอมรู้สึกใจเต้นแรงขณะมองด้านหลังของวูจินที่เดินห่างไป
ต่อให้เขานอนเตียงเดียวกับสาวสวยที่สุดในโลกเขายังไม่รู้สึกคาดหวังขนาดนี้ (TN/เอ่อ…เปรียบได้…)
“คราวหน้า…”
คำพูดของวูจินทำให้ทอมรู้สึกคาดหวังแบบแปลกๆ และเหมือนเขาได้รับการยอมรับจากวูจิน เขายืนนิ่งไม่ขยับไปเป็นนาน
วูจินเดินไปทางทีม A
มันเป็นการรบที่ประหลาดมาก คนที่มีชีวิตอยู่คือผู้ชนะคนเดียว บรอน หัวหน้าทีม A ยื่นมือมาอย่างนับถือ
วูจินรู้จักทีม A พวกเขาเป็นคนช่วยวูจินวางแผนถูกลักพาตัว
“ผมต้องยินดีกับคุณด้วยกับผลที่ไม่น่าเชื่อนี่”
“เอ่อ ทำไมพวกคุณมาอยู่ที่นี่ล่ะ?”
คนฆ่าคน มันเป็นเรื่องต้องชมเหรอ?
ความตายก็คือคำสาป มีแต่มีชีวิตอยู่จึงจะได้รับพรจากชัยชนะ ในฐานะเนโครแมนเซอร์ ไม่มีอะไรน่าอึดอัดมากไปกว่าเห็นคนชื่นชมฆาตกร
วูจินเปลี่ยนไปถามเรื่องอื่นทันที
“พวกเรามารับคุณ”
“ผมไม่เคยเรียกนะ”
“หา?”
บรอนตะลึง แต่แล้วก็เข้าใจว่าวูจินแค่ล้อเล่น
“รัฐบาลยังไม่อนุมัติเรื่องการสู้โดยตรงเลยมีแต่พวกเราทีม A ที่ถูกส่งมาสนับสนุน”
“พวกคุณเลยแค่มองผมอยู่ห่างๆ”
“…”
บรอนเถียงไม่ออก ที่จริงแล้ว คำสั่งที่โรเจอร์ให้ทีม A คือ ‘ช่วยคังวูจินเมื่อเขาเริ่มเป็นฝ่ายเสียเปรียบ’
รัฐบาลสหรัฐไม่นึกว่าคนๆเดียวจะจบสงครามที่พวกเขาไม่กล้าเริ่มได้
“ช่างเถอะ ไปกันเถอะ”
“ใช่ กลับกันเถอะ”
ทีม A ล้อมรอบวูจินแล้วทั้งหมดก็วิ่งไปทางเฮลิคอปเตอร์ นักข่าวถ่ายรูปพวกเขาไม่หยุด
“เขาจะเป็นอะไรไหม?”
“หมายความว่ายังไง?”
นักข่าวโจนี่ถามทอม
“คนมากกว่าสองหมื่นคนตายไป”
“อืม”
“คังวูจินคนเดียวฆ่าคนไปมากมาย”
“นายคิดจะพูดอะไร?”
โจนี่จะบอกว่าคังวูจินเป็นฆาตกรสังหารหมู่อย่างนั้นเหรอ? ทอมโกรธเมื่อไอดอลของเขาถูกว่าร้าย โจนี่ถอยหลังพลางโบกมือ
“นี่คือสงคราม ฉันแค่เป็นห่วงคุณคังวูจิน”
“เขาทำไม?”
“ก็ดูทหารที่กลับจากสงครามสิ พวกเขาทรมานเพราะ PTSD”
คำพูดของโจนี่ทำให้ทอมมีสีหน้ากังวล เขาเรียกทหารโครงกระดูกมาสู้ แต่ที่สุดแล้ววูจินก็คือผู้รับผิดชอบการกระทำของพวกมัน
เขาฆ่าคนไปมากมาย จิตใจเขาจะย่ำแย่ไหม?
การฆ่าไม่แค่ทำร้ายผู้ถูกกระทำ ฝ่ายกระทำก็รู้สึกแย่เช่นกัน ทอมเชื่อว่าวูจินต้องมีแผลทางใจแน่
เขาถูกท่าทางภายนอกที่ไม่หวั่นไหวเลยของวูจินหลอก วูจินเป็นผู้ช่วยที่มาหยุดสงคราม แต่ก็เป็นมนุษย์เหมือนกันกับเขา
“พระเจ้า”
ทอมหน้าเครียด
วูจินต้องเครียดที่สุดแน่ ถ้าตอนนี้เขามาได้ยินความเห็นในด้านลบอีกจะเป็นอย่างไร?
เหมือนช่วยคนอื่นแต่ถูกจับเสียเอง
“เรามีงานต้องทำ”
พวกเขาต้องหยุดไม่ให้เกิดความเห็นด้านลบ ชายคนนี้ไม่ใช่ฆาตกรแต่เป็นวีรบุรุษสงคราม นักข่าวแต่ละคนมีประสบการณ์ด้านทำข่าวสงครามต่างกัน แต่นักข่าวทั้ง 30 คนมีสีหน้ามุ่งมั่นแบบเดียวกัน
พวกเขาต้องช่วยคังวูจิน
จากนี้เขาต้องสู้เพื่อช่วยชายที่ช่วยพวกเขา เพื่อคังวูจินที่กำลังลำบาก
***
เสียงใบพัดดังในหูของวูจิน เขากอดอกปิดตาสนิท
ทันทีที่ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ วูจินนั่งอยู่ในท่านี้ไม่ขยับ คนในทีมไม่มีใครกล้าคุยกับเขา
วูจินทำสมาธิ ผ่อนคลายจิตใจที่บาดเจ็บ เขาปล่อยความเครียด สติเขาล่องลอยไป
เขาอยู่ในภาวะครึ่งหลับครึ่งตื่น การควบคุมในตัวเขาอ่อนแอลง วิญญาณร้ายเริ่มวนเวียนรอบเขา พวกมันเกาะร่างวูจิน เหมือนไม่สามารถจากไปด้วยเพราะความแค้นที่ฝังลึก
‘ขอโทษ’
วูจินมองดวงวิญญาณที่เป็นสีดำอ่อนกว่าดวงอื่น เขาส่งความคิดไปยังวิญญาณของเด็กหญิงที่เขาไม่รู้จักชื่อ วิญญาณดวงนั้นสั่นแล้วเริ่มวนเวียนรอบตัววูจินพร้อมกับวิญญาณร้ายดวงอื่น
เขาขอโทษไปแล้ว
จบแค่นี้ เขาไม่สนใจถ้าเธอจะตามสิงเขา…
‘ไม่ได้บ้าดีเดือดขนาดนี้มานานแล้ว’
วูจินมองเหล่าวิญญาณร้ายแล้วจมอยู่ในความคิดของตัวเอง
ถ้าเขาอยากช่วยใคร เขาต้องฆ่า
เขาไม่ใช่พระเจ้า เขาจะไปตัดสินได้อย่างไรว่าใครควรอยู่หรือตาย?
เมื่อวิญญาณกลายเป็นวิญญาณร้าย พวกมันด่าทอสาปแช่ง เคียดแค้นเขา น่าขำที่มันให้วูจินไม่เสียสติไป
มันเป็นการลงโทษที่เหมาะสมในสิ่งที่เขาทำลงไป มันทำให้เขารู้สึกผิดน้อยลง
‘สกปรก’
วูจินขมวดคิ้วทั้งที่ยังหลับตา
อดีตของเขาโหดร้ายเกินไปจนเขาไม่อาจกลัวการฆ่าคน
‘ช่วงวัยรุ่นของฉันมันผ่านไปแล้ว’
เขาผ่านชีวิตที่หยาบกร้านโหดร้ายมา นักเรียนม.ปลายที่อ่อนโยนกลายเป็นผู้ไม่ตาย และเขายังมีชีวิตรอด
เขาแค่ฆ่าคนที่ต้องฆ่า
ความคิดเขาไม่ถูกกระทบกระเทือน แต่เขาอดรู้สึกสกปรกไม่ได้
วูจินลืมตาเมื่อบรอนเรียก
“ถึงแล้ว”
“…อืม”
วูจินตั้งสติใหม่ ไม่นานวิญญาณร้ายก็หายไป จากนั้นภาพของฐานทัพอากาศบากรามก็ปรากฏในสายตา
“พวกคุณมีกีฬาสีเหรอ? ทำไมคนขนาดนี้มาอยู่ข้างนอก?”
“…หึ”
บรอนกลั้นขำไม่อยู่เมื่อได้ยินคำพูดของวูจิน
ทำไมถึงไม่รู้ตัวได้ขนาดนี้ว่าตัวเองเป็นวีรบุรุษ?
เฮลิคอปเตอร์จอดตรงจุดจอด บรรดาทหารกำลังสวนสนามโดยมีจุดจอดเป็นศูนย์กลาง
ทหารทุกคนในฐานทัพมาอยู่ที่นี่ พวกเขาหยุดทุกอย่างที่ตัวเองกำลังทำแล้วออกมาที่นี่ มาต้อนรับวีรบุรุษที่หยุดสงคราม
วูจินลงจากเฮลิคอปเตอร์
นายพลเดวิดยืนหน้าสุด เขายืนโต้ลมจากเฮลิคอปเตอร์ โรเจอร์หัวหน้าหน่วยเราส์และเจ้าหน้าที่คนอื่นๆยืนด้านหลังเขาไปหนึ่งก้าว
“อะไรเหรอ?”
วูจินเข้าไปหานายพลเดวิดด้วยรอยยิ้มขี้เล่น ไม่นานเฮลิคอปเตอร์ก็หยุดนิ่งและทีม A ตามมาหยุดหลังวูจิน
[แถวตรง!]
ทหารทั้งหมดยืนนิ่ง วูจินเลิกคิ้วเมื่อเห็นความพร้อมเพรียงของพวกเขาแล้วยิ้ม
[ทำความเคารพ!]
“Sir!” (TN/คนแปลไม่รู้ว่าตอนตั้งแถวเขาพูดตอบรับกันยังไง ><)
มือยกขึ้นพร้อมกัน เสียงตะโกนดังก้องลานจอด
วูจินยิ้มแล้วมองไปรอบๆ ทุกคนยกมือทำวันทยหัตถ์ สมาชิกทีม A ราเชลเจ้าหน้าที่หน่วยข่าวกรอง คนขับเฮลิคอปเตอร์ พนักงานที่ไม่ใช่ทหารกระทั่งทหารช่าง…
นายพลเดวิดผู้ใช้เวลา 30 ปีจากสงครามหนึ่งไปสงครามหนึ่งก็ทำความเคารพเช่นกัน
มันเต็มไปด้วยความเคารพและขอบคุณ…
“นี่…”
วูจินยกมือแตะคิ้วขวาอย่างเก้งก้าง
“ผมทำถูกไหม?”
สมาชิกทีม A ยิ้ม นายพลเดวิดหัวเราะ
เขาขอบคุณวีรุบุรุษที่จบสงครามบ้าๆนี้
“พวกเขามาต้อนรับคุณแบบวีรบุรุษ”
เดวิดพูด ผายมือให้วูจินเป็นการนำทางแล้วหันไป ทหารเปิดทางให้พวกวูจิน
“เอ่อ เขินนิดๆนะ”
แต่ไม่ได้แย่นัก
เมื่อวูจินออกเดิน ทหารทุกคนปรบมือแล้วส่งเสียงเชียร์
“เพราะคุณผมเลยได้กลับไปหาครอบครัวเสียที”
“ผมเสียเพื่อนร่วมรบไป 5 คนเพราะพวกนั้น ขอบคุณ”
“ขอบคุณ…”
แต่ละก้าวของวูจิน เขาได้ยินคนมากมายพูดกับเขาจนหูชา แต่ไม่ได้รู้สึกแย่อะไร
มุมปากวูจินยกขึ้นน้อยๆ
‘อืม นี่คงไม่แย่ไปเสียทีเดียว’
นี่เป็นครั้งแรก
คนพวกนี้ต้อนรับเขาโดยไม่มีความหวาดกลัวหรือบูชา
วูจินเดินไปจนสุดแถว เขาหยุดเดิน สตรีศักดิ์สิทธิ์กำลังยืนตรงหน้าเขา