เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1646 คำเชิญจากหัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญ!
พึ่งขุนเขา เขาถล่มได้
พึ่งผู้คน คนหลบลี้ได้
เฉินชางเข้าใจประโยคนี้ดี
ไม่ใช่ว่าเขาไม่ยอมเชื่อใจระบบ
แต่คิดว่าเมื่อตนมีเงิน มีทรัพยากร ตนก็จะพัฒนาตัวเอง
ได้อย่างเต็มที่
ไม่จำ เป็นต้องไปขอทุนวิจัยจากภาครัฐอีก
ภาครัฐเองก็มีทรัพยากรทางการแพทย์อย่างจำ กัด
ทรัพยากรชั้นเลิศถูกครอบครองโดยโรงพยาบาลและบุคคล
ชั้นแนวหน้าเพียงไม่กี่ราย
แต่อย่างไร…
เขาก็เป็นหนี่งในบุคลากรชั้นแนวหน้าเช่นกัน
เฮ้อ…ค่อนข้างน่าละอาย
ดังนั้น เมื่อตนยึดครองไว้มากขนาดนั้น คนอื่นย่อมได้
น้อยลงแต่ถ้าตนมีเงิน อยากทำอะไรยังจะทำไม่ได้อีกหรือ
ไม่แน่ว่าอาจจะให้การสนับสนุนคนอื่นได้ด้วย
กล่าวอีกนัยคือ…
ถ้าหากกงไต้เจินไม่พูดเรื่องพวกนี้ ความรู้ด้านศัลยกรรม
ตกแต่ของตนจะต้องเน่าอยู่ในท้องงั้นหรือ
แบบนี้ดูไม่เหมาะอย่างเห็นได้ชัด ทักษะนี้สร้างเงินได้
มากขนาดไหนกัน
เฉินชางนึกถึงเทคนิคอย่างหนึ่งที่ตนเพิ่งได้รับมา!
[เทคนิคการเกลา!]
นี่อาจจะเป็นอาวุธชิ้นหนึ่งในวงการศัลยกรรมตกแต่ง
เทคนิคเกลาระดับสมบูรณ์แบบ ถ้าใช้ในวงการ
ศัลยกรรมตกแต่งต้องเป็นเทคนิคที่สร้างความปั่นป่วนได้
แน่นอน
แต่ว่า…
ตอนนี้เฉินชางยังไม่คิดจะบอกอีกฝ่ายในทันที
รอไปก่อนดีกว่า เฉินชางคิดว่าหากมีเทคนิคนี้อยู่ น่าจะ
ช่วยให้กงไต้เจินขอปันหุ้นมาให้ตนได้สะดวกกว่าเดิม ไม่แน่ว่าอาจจะได้เพิ่มอีกนิดหน่อยด้วย
ใครบ้างจะรังเกียจเงินเยอะๆ
…
หลังจากเฉินชางคุยรายละเอียดกับกงไต้เจินเรียบร้อยก็
กลับเข้าประเด็นหลัก
ตอนนี้ ทุกคนเพิ่งจะคุยเรื่องการผ่าตัดปลูกถ่ายผิวหนัง
กรณีแผลไฟไหม้ของเฉินชางจบ
แต่ละคนทราบกระจ่างแล้ว ต่างมีสีหน้าตื่นเต้น
เวลานี้ เฉินชางเดินขึ้นสู่เวที เอ่ยต่อว่า “การอภิปราย
การผ่าตัดในวันนี้สิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ครับ”
พอเฉินชางพูดจบ เขาก็หันไปเอ่ยถามเหอจิ้น
“ผู้อำนวยการเหอ คุณเข้าใจหรือยังครับ”
เหอจิ้นพยักหน้า “เข้าใจแล้วครับ เข้าใจถ่องแท้แล้ว!”
ครั้งนี้ชื่อเสียงเหอจิ้นเป็นที่เลื่องลือแล้ว ถึงอย่างไรใน
การผ่าตัดครั้งก่อนตัวเขาได้แต่ยืนมองอยู่ด้านข้างอย่าง
กระอักกระอ่วนตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่รู้ควรทำตัวอย่างไรดี
ขายหน้าเหลือเกิน!แต่เพื่อนร่วมงานที่อยู่ในเหตุการณ์ด้วยก็ไม่ได้
หัวเราะเยาะ
ถึงอย่างไรก็เป็นการผ่าตัดที่มีความยากสูงระดับนี้ อย่า
ว่าแต่เหอจิ้นเลย เปลี่ยนเป็นคนอื่นก็ไม่ต่างกัน
ต้องโทษที่เหอจิ้นดวงซวยเท่านั้น!
พอได้ยินคำถามของเฉินชาง
เหอจิ้นเอาแต่ตอบเข้าใจแล้วซ้ำ ๆ
คนรอบข้างเห็นก็พากันหัวเราะขึ้นมา
เฉินชางพยักหน้ารับ “ดีครับ เอาแบบนี้แล้วกัน
ผู้อำนวยการกง ช่วงนี้คุณก็ไม่ได้ยุ่งอะไร คุณรับผิดชอบ
แนะนำผู้อำนวยการเหอทำหัวข้อนี้ให้สำ เร็จนะครับ ศึกษาให้ดี
ว่าควรร่างแบบแผนการปลูกถ่ายผิวหนังอย่างไร!”
พูดจบเฉินชางก็ยืดตัวขึ้น หันหน้าเข้าหาฉากบนจอ
โปรเจคเตอร์แล้วเอ่ยว่า
“อันที่จริงนี้ไม่ใช่แบบแผนเฉพาะบุคคลครับ แต่เป็น
วิธีการรูปแบบหนึ่ง!หลังฝึกจนเชี่ยวชาญแล้ว ในอนาคตมันจะมีประโยชน์ต่อ
การปลูกถ่ายผิวหนังและปลูกถ่ายเซลล์ผิวของทุกท่านอย่าง
มหาศาล!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเฉินชาง ทุกคนที่อยู่ด้านล่างล้วน
ตะลึงงันไปในทันใด
กงไต้เจินได้ฟังก็ตาลุกวาวขึ้นมาเช่นกัน!
ศาสตราจารย์เฉินเก่งกาจจริงๆ!
หัวข้อที่บรรยายออกมาอย่างสบายๆ ล้วนเป็นระดับที่ขอ
ทุนวิจัยจากมูลนิธิวิจัยวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแห่งชาติได้!
ช่วงแรกเริ่มทุกคนในห้องไม่ได้สนใจ แต่พอได้ยินเฉิน
ชางพูดแบบนี้ก็หน้านิ่วคิ้วขมวดขึ้นมาทันที ตระหนักได้
ถึงความสำ คัญของเรื่องราว!
นี่ไม่ใช่หัวข้อเล็กๆ ธรรมดาทั่วไปแล้ว!
ถ้าวิจัยออกมาได้จริงๆ เรื่องนี้จะมีความสำ คัญต่อแผนก
แผลไฟไหม้อย่างยิ่ง!
ถึงอย่างผิวหนังก็เป็นหนึ่งในอวัยวะที่บริจาคได้
มีอยู่ในคลังไม่มากนักแต่ละปีมีผู้ป่วยแผลไฟไหม้มากมายขนาดไหน
การปลูกถ่ายด้วยผิวหนังเทียมจะเทียบกับผิวตัวเองได้
หรือ
แต่ตอนนี้!
หัวข้อนี้ที่ศาสตราจารย์เฉินวิจัยออกมา ถึงขั้นที่มีโอกาส
ได้รับรางวัลความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
แห่งชาติ
พอคิดมาถึงตรงนี้ ทุกคนล้วนทอดถอนใจ นี่คือวิสัยทัศน์
นี่คือแบบแผน นี่คือความสามารถ!
ศาสตราจารย์เฉินบรรยายออกมาอย่างไม่อินังขังขอบ
เลย…
เป็นสมบัติล้ำค่าทั้งนั้น!
กงไต้เจินพยักหน้าเอ่ยตอบรับทันที “ได้ค่ะ อาจารย์”
…
กงไต้เจินต้องอยู่ที่อันหยางไปอีกระยะหนึ่ง ประการแรก
เป็นเพราะเรื่องหัวข้อนี้ ประการที่สองเพราะต้องสร้างกลุ่ม
บริษัทเวชศาสตร์ความงามขึ้นใหม่ส่วนการเลือกที่ตั้งสำ นักงาน กงไต้เจินไม่คิดจะตั้งใน
เมืองหลวง เนื่องจากต้นทุนสูงเกินไป!
อีกอย่างมณฑลตงหยางก็เชื่อมต่อกับห้ามณฑลสิบสาม
จังหวัด เป็นศูนย์กลางการคมนาคมในแถบที่ราบภาคกลาง
สนามบินแห่งชาติสามแห่ง มีรถไฟและรถไฟความเร็วสูงที่เดิน
ทางผ่านหลายสถานที่ทั่วประเทศ
เมืองอันหยางในปัจจุบันก็ถูกขนานนามว่าเป็นเมืองที่
สร้างขึ้นบนทางรถไฟ
คมนาคมสะดวก!
ราคาย่อมเยา!
ทรัพยากรทางการแพทย์พรั่งพร้อม!
เมื่อถึงตอนนั้นจะดึงดูดผู้คนจากทั่วประเทศมาแน่นอน
ประเด็นสำ คัญที่สุดคือยังคงเป็นเพราะเฉินชาง
ศาสตราจารย์เฉินอยู่ที่นี่
กงไต้เจินเชื่อว่าอีกไม่นานที่นี่จะกลายเป็นศูนย์
การแพทย์ชั้นนำของประเทศแน่หากไม่ใช่เพราะมีทุนทรัพย์ตื้นเขิน กงไต้เจินก็คิด
จะลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เพิ่ม
เมื่อเฉินชางบรรยายเสร็จก็ออกมา
หลังจากกลับไปกินมื้อกลางวันที่บ้าน ช่วงบ่ายเขาก็ต้อง
กลับเมืองหลวงแล้ว
แต่ตอนนี้ เหอจิ้นที่อยู่ในห้องทำงานยังไม่หายจาก
อาการตกใจก่อนหน้านี้เลย!
เขา…
จะได้ติดตามศึกษาหัวข้อนี้ของศาสตราจารย์เฉินจาก
สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์กงงั้นเหรอ
โชคดีมาเร็วเกินไป คล้ายกับพายุทอร์นาโดโถมใส่
ทุกคนรอบข้างมองเหอจิ้นอย่างอิจฉา
มีเสียงโมโหฟึดฟัดดังขึ้น “เหล่าเหอ เมื่อวานนาย
น้อยเนื้อต่ำใจเลยให้ฉันเลี้ยงเหล้านาย แต่วันนี้เจ้าชั่วอย่าง
นายกลับได้เข้าร่วมทีมลุ้นรางวัลความก้าวหน้า
ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ!”
“ใช่แล้ว โชคขี้หมานี่หว่า”“เมื่อวานฉันอุตส่าห์ปลอบนายตั้งนาน!”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว เลี้ยงข้าวซะ!”
…
เฉินชางกลับถึงเมืองหลวงช่วงค่ำ ยังไม่ทันได้พักผ่อน
ก็ได้รับสายโทรเข้าพิเศษ
“ศาสตราจารย์เฉิน ฉันคือหงจี๋จากทีมผู้เชี่ยวชาญ”
หลังจากเฉินชางรับสายก็ตะลึงไปทันที
ประมวลผลได้ในทันใด!
นี่คือบอสใหญ่ตัวจริง
เฉินชางมีตำแหน่งเป็นรองหัวหน้าทีมผู้เชี่ยวชาญ
คณะกรรมการสุขภาพกลาง แต่รองหัวหน้ามีทั้งหมดหกคน
ส่วนหัวหน้ากลุ่มมีแค่คนเดียว นั่นก็คือหงจี๋!
ชายคนนี้เกิดในตระกูลแพทย์ที่มีชื่อเสียงในยุคปฏิวัติ
วัฒนธรรม[1] บรรพบุรุษสามชั่วคนเป็นหมอในรั้วแดง
[2]มาตลอด
เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการแพทย์ในระดับเดียวกับจางป๋อลี่
และผู้อาวุโสจงทำไมหงจี๋ถึงโทรมาตอนนี้ล่ะ
เฉินชางรีบทักทาย “สวัสดีครับ หัวหน้าหง”
เสียงของหงจี๋ค่อนข้างแหบทุ้มอย่างเห็นได้ชัด เขาเอ่ยว่า
“ฉันอยู่ที่โรงพยาบาลมิตรภาพจีนญี่ปุ่น มีผู้ป่วยรายหนึ่งที่
สถานการณ์ค่อนข้างซับซ้อน คุณมาดูที คุณขับรถมาหน้า
ประตูโรงพยาบาลได้เลย ผมจะส่งคนไปรับ”
เฉินชางได้ยินก็ตอบรับ “ได้ครับ ผมน่าจะใช้เวลา
ประมาณครึ่งชั่วโมง”
หลังวางสาย ฉินเยว่มองเฉินชางอย่างไม่ค่อยสบายใจ
“เกิดอะไรขึ้น”
เฉินชางตอบว่า “ผู้ป่วยพิเศษรายหนึ่ง ส่วนจะเป็นใคร
ฉันก็ไม่รู้รายละเอียดเหมือนกัน ผู้อาวุโสหงจี๋ หัวหน้าทีม
ผู้เชี่ยวชาญคณะกรรมการสุขภาพกลางเป็นคนโทรมา
เธอรออยู่ที่บ้านเถอะ ฉันจะไปดูสักหน่อย”
ฉินเยว่พยักหน้า แต่ว่า…ยังคงค่อนข้างเป็นห่วง
เฉินขมวดคิ้ว เอ่ยอย่างไม่ค่อยสบายใจ “นาย…นายอย่า
ไปโชว์ออฟนะ!ถ้านายมั่นใจก็รักษาไป แต่ถ้าไม่มั่นใจก็ไม่ต้องพูด…ฉัน
เป็นห่วงนาย!”
เฉินชางเห็นก็ยิ้มออกมาทันที “ได้ ฉันเชื่อเธอ ฉันไม่ได้
โง่นี่นา!
อีกอย่าง ในทีมผู้เชี่ยวชาญมีคนเก่งๆ เยอะขนาดนั้น ฉัน
ไปก็อาจจะเป็นแค่ตัวแถม เธออย่าห่วงไปเลย ฉันไม่เป็นไร
หรอก”
พูดจบเฉินชางก็ขึ้นรถขับออกไป
ฉินเยว่มองตามหลัง ค่อนข้างกังวล
[1] การปฏิวัติวัฒนธรรม (Cultural Revolution) เริ่มต้น
ขึ้นในเดือนพฤษภาคม ปี 1966 ในยุคของเหมาเจ๋อตงมีการ
ปลุกระดมให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ออกไปจับกุม ทำร้าย หรือแม้แต่
เข่นฆ่าบุคคลที่เข้าข่ายจะเป็นพวกที่อยู่ใน ‘สี่เก่า’ ได้แก่
ความคิดเก่า นิสัยเก่า ธรรมเนียมเก่า และวัฒนธรรมเก่า ที่
เหมามองว่าเป็นสิ่งเหนี่ยวรั้งความเจริญของประเทศ[2] ทำเนียบจงหนานไห่ เป็นชื่ออดีตราชอุทยานในเขต
ปักกิ่ง ภายหลังได้กลายเป็นกองบัญชาการกลางของพรรค
คอมมิวนิสต์จีนมาจนถึงปัจจุบัน