เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1678 เป็นไม้ใหญ่ให้ร่มเงาเหล่าผู้คน!
จางมู่มองชายที่เปิดประตูเข้ามา อดลุกไม่ได้
“ศาสตราจารย์อวี๋ นายมาได้ยังไง”
อวี๋ซวงหย่งยืนอยู่ตรงนั้น มองจางมู่เล็กน้อย พยักหน้าให้ “บังเอิญผ่านมาพอดี เลยถึงโอกาสเข้ามาดู”
เวลานี้เฉินชางก็หันมาแล้วเช่นกัน ชายคนนี้ดูน่าเกรงขามกว่าจางมู่อยู่หลายส่วน
เขาสวมชุดสูทพอดีตัว ใส่รองเท้าหนัง หิ้วกระเป๋าหนังใบหนึ่ง มีมาดนักธุรกิจมาก
เฉินชางพินิจดูชายคนนี้ อวี๋ซวงหย่งก็พิจารณาเฉินชางอยู่เช่นกัน
ทั้งสองสบตากัน
อวี๋ซวงหย่งเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “คุณเลี้ยงเขาได้เหรอ”
“ทีมนี้มีสี่ร้อยกว่าชีวิต ไม่ใช่สี่สิบกว่า รายได้ประจำปีของแค่ละคนเฉลี่ยแล้วสามแสนหยวนต่อปี ซึ่งเป็นเงินทั้งหมดหนึ่งร้อยยี่สิบล้านหยวนต่อปี!”
“ทำวิจัยก็ต้องใช้เงินไม่ใช่เหรอ คุณรู้ไหมว่าค่าใช้จ่ายสำหรับทำวิจัยในแต่ละวันของคนสี่ร้อยคนมันมากขนาดไหน”
“คุณคงไม่รู้สินะ ได้ ผมจะบอกคุณเอง อ้างอิงตามการคิดค้นตัวยาสำหรับโรคพาร์กินสันของคุณ ต้องใช้ห้องปฏิบัติการที่มีความปลอดภัยด้านชีวภาพอย่างน้อยระดับสองหรือระดับสามขึ้นไป คำนวณจากทรัพยากรเสื่อมสภาพและสัตว์ทดลองในแต่ละวัน…ตลอดจนค่าใช้จ่ายกำจัดขยะเบ็ดเตล็ดแล้ว หนึ่งวันใช้เงินอย่างต่ำก็หลักล้านแล้ว คุณจ่ายไหวเหรอ”
“ยังไม่ต้องพูดเรื่องจ่ายไหวไม่ไหวหรอก!”
“คุณมีสถานที่ที่ใหญ่พอจะรองรับคนมากขนาดนี้ได้เหรอ”
“คุณรู้ไหมว่าฐานปฏิบัติการที่คุณยืนอยู่ตอนนี้สร้างด้วยงบกี่ร้อยล้าน”
น้ำเสียงของอวี๋ซวงหย่งราบเรียบมาก ไม่ได้ซักถาม ไม่ได้ตำหนิ เพียงคำนวณบัญชีให้เฉินชางเท่านั้น
อย่างไรก็ตาม…บัญชีนี้ ทุกคำที่บอกออกมาไร้ซึ่งความเมตตา พูดจนทั้งห้องเงียบกริบไร้สุ้มเสียง
ความจริงอันโหดร้ายเขียนไว้บนหน้ากระดาษ มีตัวตนอยู่จริง
ใครก็ขวางไม่ได้และไม่มีใครขวางได้
จำนวนเหล่านี้ทำให้ทุกคนในห้องอ้าปากค้างพูดไม่ออก
ใช่แล้ว!
นี่ไม่ใช่จำนวนเล็กน้อยเลย!
ไม่ว่าใครที่ได้เห็นบัญชีนี้ก็ต้องขนหัวลุกกันทั้งนั้น
เฉินชางมีเงินมากขนาดนี้ไหม
แน่นอนว่าไม่มี!
อย่างแต่เงินหลายร้อยล้านนี้เลย ตอนนี้เขามีไม่ถึงหนึ่งหลักทศนิยมด้วยซ้ำ
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่นเลย!
หลังจากอวี๋ซวงหย่งพูดจบ เขาถือวิสาสะนั่งเอง หยิบชาถ้วยขึ้นมาดื่มโดยไม่รอคำอนุญาต
เขายิ้มหยันตัวเอง!
“ตอนนี้ผมไม่ใช่นักวิจัยคนหนึ่งแล้วด้วยซ้ำ ทุกวันจะต้องแต่งตัวเร่ตะลอนเหมือนคนหน้าด้านเพื่อระดมเงินทุน!”
“แต่ว่า คนอื่นไม่มีทางมาลงทุนเพราะไม้นี้ของพวกเรา!”
หลังพูดจบ อวี๋ซวงหย่งเป็นฝ่ายยื่นมือออกมาจับมือกับเฉินชางก่อน
“สวัสดีครับ ผมคืออวี๋ซวงหย่ง”
เฉินชางได้ยินชื่อนี้ก็ตะลึงไปทันที!
เขาคืออวี๋ซวงหย่งงั้นเหรอ!
ระยะนี้ เฉินชางสืบค้นเกี่ยวกับศาสตราจารย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอณูชีววิทยาไม่น้อยเลย อีกทั้งสอบถามจากเพื่อนร่วมวงการรวมถึงผู้อาวุโสบางส่วนด้วย
สำหรับชื่ออวี๋ซวงหย่งก็ไม่นับว่าแปลกหูเลยสักนิด
นี่คือนักวิชาการสาขาอณูชีววิทยาระดับประเทศ ได้รับรางวัลวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีระดับประเทศมาหลายครั้ง มีความรู้ด้านการวิจัยอณูชีววิทยาเป็นอย่างมาก
เฉินชางจับมือ เอ่ยว่า “สวัสดีครับ ผมคือเฉินชาง”
พอได้ยินชื่อเฉินชาง อวี๋ซวงหย่งอดถอนหายใจไม่ได้ “ศาสตราจารย์เฉิน อันที่จริงถ้อยคำที่ผมกล่าวไปเมื่อสักครู่ระคายหูไปสักหน่อย”
“แต่ว่า ผมไม่ได้พุ่งเป้าไปที่ใครเลย”
“ผมแค่บอกเล่าความจริงเท่านั้น!”
“อย่าว่าแต่คุณที่อยากจ้างเลย ผมก็อยาก! แต่ผมมีเงินไหมล่ะ”
“ไม่มี! อย่าว่าแต่หลายร้อยล้านเลย ต่อให้ผมขายบ้าน ขายโครงการขายสิทธิบัตรแล้วก็ยังระดมเงินได้แค่ไม่กี่สิบล้าน”
กล่าวมาถึงตรงนี้ อวี๋ซวงหย่งยิ้มเยาะตัวเอง “ในอนาคตถ้าคุณจ้างไหว คุณจ้างผมด้วยได้ไหม!”
[ติ๊ง! ยินดีด้วย กระตุ้นภารกิจก่อตั้งทีมวิจัยโรคพาร์กินสัน เสาะหาเงินทุน ก่อตั้งสถาบันวิจัยขึ้น หลังสำเร็จภารกิจจะได้รับรางวัล: แถบความคืบหน้าโรคอัลไซเมอร์ ยิ่งค่าความสำเร็จสูงเท่าไร แถบความคืบหน้าโรคอัลไซเมอร์ก็จะก้าวหน้ามากเท่านั้น! กำหนดเวลา: หนึ่งเดือน!]
เฉินชางได้ยินแจ้งเตือนระบบก็ตะลึงงันทันที
ตนต้องทำภารกิจสุดหินให้สำเร็จในหนึ่งเดือนงั้นเหรอ
แต่ว่า…
ของรางวัลอู้ฟู่มากจริงๆ
โรคอัลไซเมอร์!
อันที่จริงมีความคล้ายคลึงกับโรคพาร์กินสันมาก
ถ้ามีการค้นพบสำคัญในโรคหนึ่ง ก็อาจจะมีความคืบหน้าครั้งใหญ่กับอีกโรคเช่นกัน
เฉินชางคิดไว้ว่า หลังจากตนตั้งทีมขึ้นมา ถ้าพิชิตโรคพาร์กินสันได้ ก็ทำโรคอัลไซเมอร์ที่คล้ายคลึงกันต่อได้ไม่ยากแล้ว
ประเด็นสำคัญที่สุดคือทีมตรงหน้านี้ เดิมทีก็มีประสบการณ์โชกโชนด้านโรคอัลไซเมอร์อยู่แล้ว
ภารกิจถูกกระตุ้นแล้ว เฉินชางจะปฏิเสธได้หรือ
เขามองอวี๋ซวงหย่ง เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ศาสตราจารย์อวี๋ ขอเวลาผมหนึ่งอาทิตย์ แล้วผมจะมาให้คำตอบคุณครับ!”
ตอนนี้ อยู่ต่อไปก็ไม่มีความหมายมากนัก
พูดจาใหญ่โตไปก็ไร้ประโยชน์
ทุกคนไม่ใช่เด็กๆ
ชีวิตก็ไม่ได้ดำเนินด้วยทิฐิ
การกระทำสำคัญกว่าลมปาก
เมื่อถึงเวลาที่ตนนำหลักฐานมาแสดงต่อหน้าทุกคนได้ ทุกถ้อยคำล้วนจืดจางไร้ความหมายไปอย่างเห็นได้ชัด
เฉินชางลุกขึ้นยืน มองอวี๋ซวงหย่งและจางมู่
“ศาสตราจารย์จาง คุณไปบอกทุกคนเถอะครับ อันที่จริงในประเทศ….ก็มีสถานที่ยอดเยี่ยมสำหรับทำวิจัยเหมือนกัน”
“ผมอยากให้คุณพยายามซื้อเวลาให้ผมหนึ่งอาทิตย์ พอถึงเวลา ผมจะมอบคำตอบให้ทุกคนครับ!”
พูดจบ เฉินชางยืดตัวเดินออกไปด้านนอกโดยไม่หันกลับมาอีก
อวี๋ซวงหย่งตะโกนเสียงดัง “ศาสตราจารย์เฉิน ผมจะรอคุณมาเลี้ยงพวกเรานะ!”
เฉินชางยิ้มมุมปากนิดๆ
“แน่นอนครับ!”
ฉีข่ายและหยางหลานรีบตามหลังเขาออกมา
พวกเขามองเฉินชางที่เดินนำอยู่ข้างหน้า
รูปร่างที่ถึงขั้นดูค่อนข้างผอมบางไปหน่อย
ใช่แล้ว!
ด้วยสภาพแวดล้อมด้านการวิจัย คิดจะผลักดันสร้าง ‘ความยุติธรรมสำหรับการวิจัยในอุดมคติ’ เป็นเรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงจริงๆ
หยางหลานมองเฉินชาง จู่ๆ ก็ค่อนข้างเศร้าใจขึ้นมา
คนหนุ่มแบบนี้กลับก้าวนำอยู่ด้านหน้าตาแก่อย่างพวกเขา
โดยอาศัยความฮึกเหิมในจิตใจ อาศัยความมุ่งมั่นไร้พะวงและอาศัยจิตใจบริสุทธิ์ของวัยนี้
ภายใต้แสงไฟในโถงทางเดิน แสงไฟตามทางส่องกระทบร่างเฉินชาง เงาขยายยืดยาว
หยางหลานสบตากับฉีข่าย ทั้งสองพยักหน้าให้กัน รีบสาวเท้าไล่ตามไป
การไล่ตามครั้งนี้ ไม่รู้ต้องตามอีกกี่ปี!
แต่พวกเขากลับรู้สึกว่าคุ้มค่าแล้ว
อวี๋ซวงหย่งที่เฝ้ามองทั้งสามจากไปผ่านบานหน้าต่าง หันไปมองจางมู่พลางเอ่ยว่า “ผมอยากรู้นัก เวลาแค่อาทิตย์เดียวจะทำอะไรได้”
“เหล่าจาง นายคิดว่าเขาจะทำได้ไหม”
จางมู่เงียบงัน เขาไม่รู้จะตอบอย่างไรดี แต่เขากำลังใคร่ครวญอยู่
ว่ากันตามจริง ความมุ่งมั่นที่ได้เห็นจากตัวเฉินชางชวนให้คนหลงใหลมากจริงๆ
สิ่งที่เขาคิดในขณะนี้ไม่ใช่ว่าจะทำอย่างไรหากเฉินชางทำได้
เขากำลังคิดว่าหากเฉินชางทำไม่ได้ เขาจะตอบตกลงดีไหม
ถึงอย่างไร…
มันง่ายขนาดนั้นเสียที่ไหน!
เงินทุนที่ต้องการไม่ใช่แค่หมื่นสองหมื่น นี่คือเงินทุนหลักร้อยล้าน
ต่อให้ไม่จำเป็นต้องคิดค่าจ้างทันที ไม่จำเป็นต้องชำระค่าใช้จ่ายรายปีในงวดเดียว แต่อย่างน้อยก็ต้องมีสถานที่สำหรับทำวิจัยไม่ใช่หรือ
จะหาสถานที่แบบนี้ได้จากที่ไหนล่ะ!
ลำพังแค่ปัจจัยพื้นฐานก็คาดว่าต้องใช้เงินหลายร้อยล้านแล้ว!
พอคิดมาถึงตรงนี้ จางมู่ถอนหายใจออกมา
บ่นในใจว่า ‘ประเทศชาติเอ๋ย เมื่อไหรท่านถึงจะผงาดแข็งแกร่งอย่างแท้จริง’
อวี๋ซวงหย่งมองจางมู่ “ทำไมไม่พูดล่ะ”
จางมู่ยิ้มให้ “เขาจะทำได้ไหมก็เรื่องของเขา ฉันจะไปหรือไม่ไป มันก็เรื่องของฉัน ไม่เกี่ยวกันเลย”