เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1677 ผมจะเลี้ยงพวกเขาเอง!
จางมู่ไม่ใช่คนชอบพูดจาแดกดันประชดประชัน
เขาพูดคุยอย่างใจเย็นและจริงใจมาก กิริยาวาจาสมเป็นนักวิจัยคนหนึ่ง ไม่ได้คิดมากมายขนาดนั้น
“ลูกน้องกลุ่มนี้ของผมค่อนข้างอายุน้อย ทุกคนเพิ่งสามสิบกว่าทั้งนั้น แต่ว่าหลายวันมานี้ ผมเห็นคนพวกนี้พากันยื่นขอโยกย้ายด้วยตัวเอง ผมก็ทรมานใจมากเหมือนกัน”
หยางหลานอดถามไม่ได้ “ศาสตราจารย์จาง…เพราะอะไรหรือครับ”
จางมู่ถอนหายใจ “ปัญหาของทางผู้นำ ผมขอไม่พูดแล้วกัน แต่พวกคุณเองก็รู้ โครงการวิจัยนี้ดำเนินมาห้าปี เปลี่ยนผู้อำนวยการไปสามคน เลขาธิการสองคน คณะกรรมการยิบย่อยอะไรก็เปลี่ยนไปไม่รู้เท่าไรแล้ว”
“ผมจะพูดถึงสาเหตุด้านภววิสัยแล้วกัน หลายวันมานี้ผมเคยหารือกับทุกคนไปแล้ว ได้ข้อสรุปอยู่สองประเด็น”
“อย่างแรกคือครอบครัว ตอนนี้โรงเรียนประถมแห่งเมืองหลวงยังอยู่ในการควบคุมของเขตพื้นที่การศึกษา พวกคุณเองก็รู้นี่ครับ ในอดีตที่ผ่านมา บุคลาการของสถาบันวิทยาศาสตร์มีข้อได้เปรียบในด้านการศึกษาของบุตรหลาน โรงเรียนประถมชั้นแนวหน้าของจงกวนซุน[1]พวกนั้น ในอดีตเคยเป็นโรงเรียนในสังกัดของทางเราทั้งนั้น ผู้ปกครองทำงานที่นี่ ลูกหลานย่อมได้รับการจัดสรรให้เข้าเรียนอย่างชอบธรรม”
“แต่ว่า พูดกันตามจริงแล้ว ผมจะพูดแบบเป็นกลาง ลูกหลานจากครอบครัวบุคลากรของเรา ครูโรงเรียนไหนบ้างที่จะไม่ชอบ นี่คือสาเหตุที่โรงเรียนพวกนี้มีชื่อเสียงขึ้นมาได้”
“แต่ตอนนี้ พอโรงเรียนประถมและเขตพื้นที่การศึกษาพวกนี้ก้าวหน้าจนได้รับความสำคัญจากทางการแล้ว รู้จักปรากฏการณ์แมทธิว[2]ใช่ไหมครับ!”
“อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่ปีนี้เป็นต้นไป โรงเรียนในเครือพวกนั้นจะได้รับการดูแลโดยคณะกรรมการการศึกษา ไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันวิทยาศาสตร์อีกต่อไป ฐานการศึกษาอันล้ำค่าขนาดนี้ ตอนนี้รัฐบาลกำลังจะปฏิรูปให้เป็นสถานศึกษาเขตท้องที่[3] เพื่อชดเชยให้กลุ่มโรงเรียนที่ด้อยกว่า…”
“พวกคุณก็รู้นี่ครับ สถาบันวิทยาศาสตร์ของพวกเรามีคนรวยสักเท่าไรกัน”
“เสาหลักของครอบครัวเหล่านี้ล้วนยังอายุน้อย แตกต่างจากคนรุ่นก่อน ทุกคนต้องการไขว่คว้าต้นทุนการศึกษาให้บุตรหลาน เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าถ้าไปบริษัทเอกชนพวกนั้น แต่เลือกมาทำกับทางเราที่ได้แค่แสนหรือสองแสนต่อปี ทุกคนไม่ได้โง่นะครับ!”
“อีกอย่าง ทางศูนย์ปฏิบัติการไททานีสรับสมัครคนอยู่ บุคลากรหลักของทางเราส่วนใหญ่ไปกันหมดแล้ว รายได้มากกว่าสองแสนดอลลาร์สหรัฐต่อปี เท่ากับได้เงินเดือนปีละล้าน แถมยังมีลุ้นรางวัลโนเบล ได้ทั้งเงินได้ทั้งผลงาน ใครจะโง่ยอมอยู่ต่อ”
“อย่างที่สอง…ยังเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของสถาบันวิทยาศาสตร์อยู่ดี เรื่องนี้ค่อนข้างซับซ้อน สายสัมพันธ์หนุนหลังพรรคพวกหยั่งรากฝังลึก ผมเองก็พูดให้กระจ่างไม่ได้ อย่าว่าแต่ผมเลย แม้แต่ผู้อำนวยการฉีเหลียนซานก็หมดหนทาง”
พอได้ฟังจางมู่พูดมากมายขนาดนี้
พวกเฉินชางก็เข้าใจขึ้นมาก
หากคนพวกนี้ต้องการลาออกจริงๆ ก็ง่ายมาก
เนื่องจากพวกเขาเป็นบุคคลที่มีความสามารถ อย่าว่าแต่ไปต่างประเทศเลย สุ่มเลือกบริษัทยาสักแห่ง รายได้ต่อปีก็ประมาณห้าแสนต่อปีแล้ว
ถ้าอยู่ที่นี่ต่อจะไม่ได้รับทรัพยากรวิจัยที่ต้องการ อีกทั้งไม่มีหนทางเลื่อนตำแหน่ง ไม่ได้เลื่อนตำแหน่งและไม่ได้รับทุนวิจัย ไม่มีเงินทุนก็ไม่มีผลสำเร็จ…
นี่คือวงจรอุบาทว์ที่ปิดตายอย่างสมบูรณ์
ดังนั้น อยู่ต่อจะมีประโยชน์อะไร
เฉินชางบ่นในใจ
ละทิ้งทางรอดเพื่อรักษาน้ำใจใช้กับยุคสมัยนี้ไม่ได้แล้ว ถึงขั้นที่เรียกได้ว่าออกจะเป็นอันธพาลด้วยซ้ำ
เมื่อหลายวันก่อน แหล่งถ่านหินขนาดใหญ่ของมณฑลแห่งหนึ่งต้องการรับนักศึกษาปริญญาโทสองพันอัตราก็ถูกด่าจนเป็นประเด็นร้อนแรง
เพราะอะไรน่ะหรือ
ว่ากันในแง่น้ำใจ บอกว่าต้องการสร้างความสมบูรณ์แบบ แต่ไม่คิดบ้างเลยว่าไม่ใช่แค่รับคนมีความสามารถเข้ามาเท่านั้น ต้องรั้งไว้ด้วยไม่ใช่หรือ
ไม่ใช่ว่ามีน้ำใจไม่ได้
คุณช่วยพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ยุติธรรมที่สุดให้บุคลากรก็ได้นี่
แต่ว่ายิ่งเป็นสถานที่จำพวกนี้เท่าไร ก็ยิ่ง…
พูดมากไปก็ถูกบล็อกหมด
ทุกคนล้วนเงียบไปชั่วขณะ
จางมู่ถอนหายใจ “พวกเขาพูดกับผมว่า อาจารย์ครับ ผมทนกัดก้อนเกลืออย่างมีความสุขไม่ได้ ถ้าผมตัวคนเดียวผมยอมรับได้แน่ แต่ผมมีลูกเมีย ผมมีพ่อแม่อยู่ ถ้าผมไม่ออก อนาคตลูกผมจะเป็นยังไงล่ะครับ ผมต้องวางแผนสำหรับอนาคตของเขา ผมยังต้องเลี้ยงพ่อแม่ในวัยชรา ขอโทษด้วยครับ…อาจารย์!”
เมื่อจางมู่พูดมาถึงตรงนี้ น้ำตาก็เอ่อคลอ
เขาถอนหายใจเอ่ยต่อว่า “ตอนนั้นผมบอกไปว่า ครอบครัวต่างหากสำคัญที่สุด ฉันสนับสนุนทางเลือกของนาย ถ้านายไปที่หน่วยงานใหม่แล้วโทรมาหาฉันนะ ฉันจะขอให้ทางนั้นช่วยดูแลนาย”
“ผมบอกว่า ถึงจะไม่ได้ทำงานด้วยกันแล้วก็ยังเป็นเพื่อนร่วมงานกันอยู่ ในอนาคตอาจมีโอกาสทำงานด้วยกันอีก”
“เด็กๆ พวกนี้ผ่านการสอบสัมภาษณ์จากผมทุกคน ตอนนี้ต้องส่งตัวออกไปทีละคนๆ พอเห็นน้ำตาของพวกเขา ผมก็จนใจเหมือนกัน”
“สรุปคือ ผม…เป็นแค่ศาสตราจารย์ที่น่าสมเพชคนหนึ่ง”
หลังฟังจบ เฉินชางใช้ความคิดเงียบๆ
หยางหลานกับฉีข่ายสะเทือนใจอย่างลึกล้ำ
พวกเขาล้วนเป็นระดับผู้อำนวยการ เข้าใจความรู้สึกตอนเฝ้ามองพวกลูกศิษย์เปลี่ยนสายงานเช่นกัน
จู่ๆ เฉินชางก็หวนนึกถึงตอนที่กินไก่ในศูนย์วิจัยของฉีข่าย ตอนนั้นฉีข่ายพูดว่า ‘ถ้าในอนาคตทำวิจัยไม่ได้แล้ว จะไปย่างไก่แทน อาจะมีรายได้มากกว่าเดิมด้วยซ้ำ’
เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่าเป็นบุคลากรชั้นแนวหน้า
แต่กลับขาดพื้นฐานการดำรงชีวิตที่ดี
ความอับจนหนทางประเภทนี้ ใครจะเข้าใจได้กัน
เมื่อก่อนเฉินชางไม่ตระหนักเลย
เขาเพิ่งจะเข้าใจในตอนนี้ว่าเส้นทางของตนราบรื่นเกินไปแล้ว!
อยากได้หัวข้อก็มีหัวข้อ
อยากได้เงินทุนก็มีเงินทุน
ขอเพียงพบอุปสรรคสักจุดหนึ่ง บรรดาผู้นำจะออกหน้าแก้ไขให้ทันที
บางที…
สิ่งที่ได้เห็นในวันนี้ก็คือความจริงของการวิจัยสินะ
ฉีข่ายเอ่ยถาม “ศาสตราจารย์จาง ถ้าอย่างนั้น…คุณจะไปไหน”
จางมู่ยิ้มนิดๆ “ถือโอกาสที่ตัวเองพอมีประโยชน์อยู่ ผมจะไปทำงานเป็นหัวหน้าทีมในบริษัทยาแห่งหนึ่งของเพื่อนผม หาเงินไว้เลี้ยงตัวตอนแก่ ลูกก็ใกล้จะแต่งงานแล้ว ราคาบ้านในเมืองหลวงก็ไม่ใช่ถูกๆ เขาคงไม่มีโอกาสได้แยกบ้าน”
พูดมาถึงตรงนี้ จางมู่ถอนหายใจ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ดังนั้น ทำให้ทุกท่านที่มาในวันนี้ต้องผิดหวังซะแล้ว”
“มาเถอะครับ ดื่มชากัน!”
พูดจบ จางมู่ก็รินชาให้ทั้งสามคน
ตอนนี้เข้าฤดูหนาว เฉินชางกุมถ้วยชาแดงช่วยอุ่นท้องไว้ แต่ดื่มลงท้องไปมากแค่ไหนก็ยังเย็นยะเยือกอยู่
ตอนนี้ เฉินชางมีความคิดเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
ไปพบผู้นำ
ไปเจรจาเรื่องนี้กับเขา
แต่ว่าเรื่องที่หยั่งรากฝังลึกแบบนี้ไม่มีทางสะสางได้ในชั่วข้ามคืน
วินาทีนี้ เฉินชางรู้สึกได้ถึงความเล็กจ้อยด้อยค่าของตัวเอง
แต่พอห็นศาสตราจารย์จางอยู่ในสภาพแบบนี้
เฉินชางหัวร้อนวาบขึ้นมา เอ่ยออกไปว่า “ศาสตราจารย์จาง ผมขอจ้างคุณกับทีมของคุณได้ไหมครับ”
หลังจากได้ยินประโยคนี้ ทุกคนตะลึงงันไปทันที
นี่ล้อกันเล่นหรือไง
จางมู่มองเฉินชาง ค่อนข้างซึ้งใจ
แต่เขากลับยิ้มบางๆ เอ่ยไปว่า “ใช่แล้ว ลืมถามไปเลยว่าพวกคุณมาด้วยเรื่องอะไร!”
“ผมเอาแต่พูดเรื่องตัวเอง ศาสตราจารย์เฉิน ที่พวกคุณมาวันนี้มีธุระอะไรเหรอครับ”
เวลานี้ เฉินชางเลือดขึ้นหน้าแล้วจริงๆ
เขาเอ่ยไปตามตรง “ศาสตราจารย์จาง ผมอยากจะเชิญคุณมาเข้าร่วมการพิชิตโรคพาร์กินสันด้วยกัน”
“ตอนนี้พวกเราได้ผลลัพธ์การวิจัยแล้ว!”
“ผมเรามีการค้นพบครั้งสำคัญ เดิมทีทางคุณก็คิดค้นตัวอยาใหม่สำหรับโรคอัลไซเมอร์อยู่แล้ว อันที่จริงพวกเราอยู่บนเส้นทางเดียวกัน!”
“มาเข้าร่วมกับพวกเราเถอะครับ!”
จางมู่ฟังคำพูดเฉินชางแล้วหวั่นไหวขึ้นมาจริงๆ
เฉินชางเห็นสถานการณ์ก็ถามออกไป “ไม่ไปได้ไหมครับ”
จางมู่ยังไม่ทันพูดอะไร ชายคนหนึ่งก็เดินเข้ามาจากทางด้านหลัง เอ่ยเสียงเรียบว่า “ถ้าไม่ไป…ถ้าไม่ไปแล้วคุณจะเลี้ยงพวกเขาได้เหรอ”
เฉินชางตอบโดยไม่หันกลับไป “ผมจะเลี้ยงพวกเขาเอง!”
[1] จงกวนซุน เป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีที่สำคัญในเขตไห่เตี้ยน เดิมทีเป็นพื้นที่ชนบทอีกทั้งในสมัยโบราณถูกใช้เป็นสถานที่ฝังศพขันทีราชสำนัก ปัจจุบันนี้จงกวนซุนไม่ใช่แค่ชื่อสถานที่แห่งหนึ่งในเขตไห่เตี้ยนเท่านั้น แต่ถูกนำมาใช้เป็นชื่อโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมระดับสูงที่มีจุดเริ่มต้นมาจากเจตจงกวนซุนด้วย
[2] ปรากฏการณ์แมทธิว (Matthew effect) คือความได้เปรียบด้านรากฐานสะสมทวีคุณขึ้นเรื่อยๆ ยกตัวอย่างเช่น คนรวยจะรวยขึ้นเรื่อยๆ เพราะพวกเขาได้รับโอกาสทั้งในด้านทุนทรัพย์และความรู้ในการพัฒนาสินทรัพย์ ส่วนคนจนที่ขาดทุนทรัพย์ก็ยิ่งขาดโอกาสจะได้รับความรู้ทำให้ยากจะถีบตัวขึ้นมาร่ำรวยได้ หรือต่อให้รวยขึ้นมาก็ไม่มีทางตามคนรวยแต่ดั้งเดิมทัน
[3] สถานศึกษาเขตท้องที่เป็นกฎหมายของจีนที่เริ่มในปี 1995 เด็กที่มีทะเบียนบ้านอยู่ในเขตพื้นที่ดังกล่าวสามารถเข้าศึกษาต่อในโรงเรียนได้โดยไม่ต้องสอบเข้า จุดประสงค์หลักคือต้องการควบคุมไม่ให้สถานศึกษาเลือกรับแต่นักเรียนหัวดีจากเขตอื่นหรือมีการยัดเด็กโดยบริจาคเงินจำนวนมาก หวังจะกระจายความเท่าเทียมต่อทุกสถานศึกษา แต่ปัญหาที่ตามมาคือราคาที่อยู่อาศัยตามเขตโรงเรียนดังถีบตัวสูงขึ้น เนื่องจากผู้ปกครองต้องการซื้อสิทธิ์เข้าเรียนให้แก่บุตรหลานเพื่อรับประกันอนาคต