เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1280 ถูกรังแกแบบนี้…
จู่ๆ เฉินชางก็รู้สึกว่าจำเป็นต้องมีการเก็บภาษีการคุยโม้ด้วย!
เหล่าหม่าคุยโม้เรื่องเขาขนาดนี้ ทำให้ภายในใจเฉินชางเกิดความปั่นป่วนอยู่บ้าง
เวลาสองสามชั่วโมง แต่พอออกจากปากผู้ชายคนนี้กลับกลายเป็นเจ็ดแปดชั่วโมงไปได้
ไหนจะบอกว่าถานเจิ้งหยางเป็นลมไปอีก…
ถ้าคำพูดพวกนี้แพร่ไปถึงหูของผู้อำนวยการเสี้ยวเข้า ตนคงได้เป็นลมแทนแน่นอน
ก็แค่มีการไปมาหาสู่ตอบโต้กันจนทั้งสองฝ่ายต่างได้ในสิ่งที่ต้องการเท่านั้น
ใช่การได้หน้าไม่ได้หน้าอะไรเสียที่ไหน!
ศักดิ์ศรีหน้าตางั้นเหรอ
ถ้าเกิดของแบบนั้นมีค่าพอจริงๆ เฉินชางคงไม่เผชิญสถานการณ์แบบนี้แต่แรก
ไม่ว่าจะเป็นผู้อำนวยการเสี้ยวหรือว่ารัฐมนตรีเฉาอวี๋…ถ้าเป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่คนระดับนี้จะมารอตนด้วยตัวเองเลย ตนอยากจะพบสักครั้งก็เป็นเรื่องยากมากแล้ว
หากไม่ใช่เพราะตั้งแต่ต้นจนจบเฉินชางวางแผนไว้อย่างดีทุกขั้นตอน พวกเขาจะมาขอโทษหรือ
ตนจะได้เข้าเป็นคณะสุขภาพศูนย์กลางหรือ
หากพูดกันตรงๆ หน่อย!
เฉินชางมีความสามารถจริง มีชื่อเสียงไม่น้อยเลยด้วย
แต่เฉินชางไม่มีคนหนุนหลัง!
พูดกันจากใจ ประเทศจีนเป็นแหล่งอุดมทรัพยากรพรั่งพร้อมรุ่งเรือง จะขาดแคลนคนมีความสามารถหรือ
หากขาดแคลนจริงจะถึงขั้นที่รวบรวมคนมาก่อตั้งทีมฟุตบอลที่มีถึงสิบกว่าคนได้หรือ
แน่นอนว่าไม่ใช่!
สิ่งที่ขาดแคลนคือคนมีความสามารถที่จะหยัดยืนได้มั่นคง
คนมีความสามารถมีอยู่มากมาย แต่พวกเขาก้าวขึ้นสู่เวทีนั้นไม่ได้
เฉินชางเองก็เป็นแบบนี้เช่นกัน!
เฉินชางคิดมาตลอดว่าตัวเองเป็นคนมีความสามารถอย่างยิ่ง ถึงอย่างไรก็มีความสามารถโดดเด่น ทำการผ่าตัดได้หลากหลาย ถึงขั้นที่ยื่นวิจัยพิเศษระดับชาติถึงสองโครงการแล้ว โครงการที่ดูแลอยู่มีมูลค่าถึงสี่ห้าร้อยล้านแถมยังเป็นหัวหน้าสมาคมศัลยกรรมทางเดินอาหารระดับโลกด้วย
แต่ว่า…
พอคิดดูอย่างละเอียด ในมุมมองของคนอื่นแบบนี้จะนับว่าเป็นคนมีภูมิหลังอะไรได้
แม้แต่หัวหน้าบรรณาธิการตัวเล็กๆ อย่างถานเจิ้งหยาง ใช้ตำแหน่งของผู้เป็นพ่อที่ไม่ได้มีอำนาจอย่างแท้จริงก็ยังสร้างความลำบากใจให้ตนได้ แล้วคนอื่นจะทำไม่ได้หรือไง
ดังนั้นหลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ถึงแม้ว่าทุกคนจะค่อนข้างโมโห แต่มีแค่เฉินชางที่นิ่งเงียบ
ไม่ใช่แค่นิ่งเงียบเท่านั้น เขาถึงขั้นที่ทำงานไปตามปกติเหมือนที่ผ่านๆ มาด้วย
ในมุมมองของคนอื่นดูเหมือนเฉินชางไม่คิดจะต่อสู้แย่งชิง
ในครั้งนั้นเฉินชางไม่ได้ไปขอความช่วยเหลือจากใครเลย
แฟนสาวของตน เขาก็ไม่ได้พูดออกไปเช่นกัน
เพียงแต่หลังจากไปพบฉินหย่งอี้มาครั้งหนึ่ง ได้ทราบเรื่องงานแสดงอุปกรณ์การแพทย์สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้เฉินชางไขว่คว้าโอกาสไว้เงียบๆ
ประเทศต้องการเกียรติยศ ซึ่งของพวกนี้ก็นำพาเกียรติยศที่ต้องการมาให้ได้
พวกเสี้ยวรุ่นฟางและเฉาอวี๋จะใช่คนโง่หรือ
ไม่ใช่แน่อยู่แล้ว!
ถ้าคุณยอดเยี่ยมมากพอ พวกเขาก็ไม่ถือที่จะต้องเอ่ยชมเชยคุณสักหน่อย
แต่ถ้าหากคุณเผชิญปัญหาแล้วต้องการให้พวกเขาหน้าช่วยเหลือ หรือในเวลาที่ต้องช่วยเหลือเพราะคุณไปล่วงเกินคนบางกลุ่มเข้า พวกเขาจะมีความคิดมากมายแน่นอน
แต่เรื่องแบบนี้ก็เป็นหลักการอย่างหนึ่ง
สมองของเฉินชางประมวลผลอย่างรวดเร็ว
วัสดุขดลวดงวงช้างกับเทคนิคของเขาคือแต้มต่อรองที่มีค่าที่สุด!
เดือนกรกฎาคมถูกกำหนดเอาไว้ให้เป็นช่วงเวลาพิเศษ
ไม่ว่าจะเป็นงานแสดงอุปกรณ์การแพทย์สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์หรือว่าการเข้าร่วมงานประชุม AATS2020
งานพวกนี้ล้วนเป็นแต้มต่อของเฉินชางทั้งสิ้น!
ด้วยเหตุนี้ เขาจึงนึกถึงวารสาร ‘เดอะแลนซิต’ ขึ้นมา หากทำให้บทความกับเทคนิคลวดงวงช้างเผยแพร่ต่อสายตาชาวโลกได้ก่อนกำหนด หากกระตุ้นให้เกิดสียงวิพากษ์วิจารณ์ในที่สาธารณะได้จะดีที่สุด
พอเป็นแบบนี้จะต้องมีคนให้ความสนใจเทคนิคขดลวดงวงช้างกับตัววัสดุเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
ถึงอย่างไรในวงการวิชาการต่างก็ทราบกันดีว่าสถิติการเสียชีวิตเพราะภาวะลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดสูงแค่ไหน!
โรคที่มีความเสี่ยงสูงแบบนี้ หากใช้เทคนิคนี้ของตนทำให้ลดสถิติการเสียชีวิตลงได้มากโข หัวข้อนี้จะยังไม่เพียงพออีกหรือ
ขอเพียงหัวข้อนี้เป็นประเด็นร้อนแรงขึ้นมา
เขาไม่เชื่อหรอกว่ากระทรวงสาธารณสุขจะไม่สนใจเทคนิคพวกนั้น
รางวัลที่ไม่เคยได้รับมาก่อน กลุ่มผู้นำจะคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ล่ะ
หอมหวนเย้ายวนไง!
ดังนั้น เฉินชางจึงทำแบบนี้เพื่อบีบคั้นแลกกับแต้มที่ตนต้องการจะได้มา
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ในภายหลังมา เสี้ยวรุ่นฟางคาดหวังให้เฉินชางนำ ‘ขดลวดงวงช้าง’ ไปเข้าร่วมแข่งขันด้วย
แต่เรื่องนี้เดิมทีก็เป็นแต้มต่อเฉพาะตัว เฉินชางไม่เห็นถึงความจริงใจของอีกฝ่ายเลย จึงปฏิเสธไปอย่างเด็ดขาด
ส่วนสายเรียกเข้าที่ไม่ได้รับหลายสิบสายนั้นกับเรื่องที่เมินเฉยต่อผู้ทรงอำนาจอย่างทั้งสองในช่วงทำการผ่าตัดนั้น เฉินชางคิดว่าฟ้าน่าจะเป็นใจให้ตนได้มีเหตุผลสำหรับอ้าง
เมื่อเทียบกับถ้อยคำบอกเล่าเหล่านั้นของเหล่าหม่าแล้ว การที่ยอมรอก็ถือว่ามีความจริงใจมากพอจริงๆ
เสี้ยวรุ่นฟางและเฉาอวี๋ล้วนเป็นคนฉลาด
ต่อให้ไม่ใช่พวกเขา ข้างกายพวกเขาก็มีคนฉลาดอยู่แน่นอน
พวกเขาย่อมเข้าใจได้ว่าเฉินชางต้องการอะไร
ดังนั้นเฉาอวี๋ถึงได้เอ่ยเสนอเป็นนัยๆ ว่าต้องการเป็นที่พึ่งให้เฉินชาง
จะไปช่วยพูดกับคนอื่นให้แน่นอน
แต่แค่นี้จะเพียงพอหรือ
เฉินชางต้องการสิ่งที่เป็นรูปธรรม!
เป็นหมอแล้วจะมีผู้สนับสนุนได้อย่างไร
แล้วจะได้รับผู้สนับสนุนแบบไหนกัน
ส่วนเสี้ยวรุ่นฟางชัดเจนมาก
ดังนั้นจึงไปพบผู้อาวุโสฉินถึงที่โดยความบังเอิญและด้วยความจำเป็นที่ไม่อาจเลี่ยงได้
ดังนั้นเสี้ยวรุ่นฟางจึงถือโอกาสหยิบยื่นน้ำใจให้เฉินชางเข้ามาเป็นที่ปรึกษาเชี่ยวชาญในคณะกรรมการสุขภาพศูนย์กลาง
แต่ว่า เลขานุการบอกเธอว่ายังไม่เพียงพอ พวกเขามาเพื่อขอโทษและจะเป็นผู้สนับสนุนให้เฉินชาง
ในเมื่อเป็นแบบนี้!
หากจะแสดงน้ำใจก็ต้องเท่ากันหน่อย ด้วยเหตุนี้ถึงให้เฉินชางได้เข้าเป็นคณะกรรมการสุขภาพศูนย์กลางเลย
ดังนั้นหลี่ข่ายถึงได้ค่อนข้างตกใจ
ถึงแม้เฉินชางก็ตกใจเหมือนกัน แต่ก็พึงพอใจมาก
คร้งนี้เฉินชางได้กำไรเต็มๆ
เมื่อเข้าเป็นคณะกรรมการสุขภาพศูนย์กลางแล้ว แบบนี้เท่ากับว่าเฉินชางมีโอกาสจะได้ใกล้ชิดกับผู้นำระดับสูง ประกอบกับเฉินชางมีความสามารถระดับนี้ เขาเชื่อว่าตนจะเป็นที่พึ่งแก่ตนได้แน่
พอได้รับสิ่งที่เป็นรูปธรรมแล้ว เฉินชางย่อมไม่สร้างความลำบากใจให้ทั้งสองคนอีก
ถึงยังไงก็น้ำพึ่งเรือเสือพึ่งป่า เส้นทางในอนาคตยังอีกยาวไกล
….
พอเห็นหัวหน้าหม่าคุยโม้เรื่องตัวเองยกใหญ่ เฉินชางก็อดยิ้มไม่ได้เดินตรงเข้าไปเลย
ขืนเขายังไม่เข้าไปอีก พรุ่งนี้คงต้องไปขอขมารับผิดกับผู้อำนวยการเสี้ยวแล้ว
พอเห็นเฉินชางเข้ามา ทุกคนหันหลังมาพร้อมกัน สายตาจับสังเกตคนที่ดูสงบนิ่งเฉยคนนี้
พวกพยาบาลล้อมวงเข้ามาเอ่ยเจื้อยแจ้ว
“ศาสตราจารย์เฉินคะ ถูกรังแกหรือเปล่า?!”
“พวกเขาตำหนิคุณไหมคะ!”
“คนมีอำนาจพวกนั้นรวมมือกันกดดันมากไหมคะ?! พวกเขาได้ตำหนิคุณหรือเปล่าคะศาสตราจารย์เฉิน”
“ไม่ต้องกลัวนะคะ กลับถึงบ้านแล้ว ต่อไปพวกเราจะผลัดกันมาช่วยซื้อกับข้าวแทนคุณตอนเข้าเวรเองค่ะ”
“ใช่แล้ว ศาสตราจารย์เฉิน ต่อไปคุณอยากกินอะไรบอกพวกเรามาได้เลยค่ะ!”
….
พอเห็นฉากนี้ เหล่าหม่าค่อนข้างสับสนงงงวย
บทไม่ใช่แบบนี้นะ ฉันจำได้ว่าฉันพูดยอเฉินชางมาตลอด
ทำไมพอออกจากปากพวกเธอแล้วกลายเป็นถูกรังแกไปได้ล่ะ
หนำซ้ำ…ประเด็นคือ…
แบบนี้เรียกถูกรังแกได้เหรอ!
ถ้าแบบนี้เรียกว่าถูกรังแก ตัวหม่าเยว่ฮุยก็อยากถูกรังแกทุกวันเลย!
เหล่าหม่าค่อนข้างหงุดหงิดแล้ว!
แต่ว่าคนเราแตกต่างกัน
หลังจากเฉินชางทักทายทุกคนแล้วก็เดินออกมา เหล่าหม่ากระแซะเข้าไปถาม “เป็นยังไง มีคนใหญ่คนโตมารอถึงหน้าประตูรู้สึกยังไงบ้าง”
เฉินชางยิ้มน้อย เอ่ยไปว่า “ก็ไม่รู้สึกยังไงครับ”
เหล่าหม่าได้ยินแล้วไม่เชื่อเด็ดขาด “ฉันไม่เชื่อ ต้องรู้สึกแน่ นายได้เจอคนใหญ่คนโตสองรายในครั้งเดียว นายไม่ลนลานบ้างเหรอ”
เฉินชางกลอกตาใส่ทีหนึ่ง “ลนลานอะไรครับ ทำตัวให้ชินก็พอ!”
เหล่าหม่าทนไม่ไหวเดินหนีไป เขาค้นพบว่าอยู่กับเฉินชางสิบนาที เฉินชางก็แกล้งวางมาดไปแล้วหนึ่งนาที!
อีกเก้านาทีที่เหลือเป็นตนที่โมโหกับเรื่องนี้