เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1284 รถพยาบาลสีดำ
เหล่าหยางเป็นหมอประจำรถ พูดว่าเป็นหมอก็ดูจะเกินจริงไปหน่อย
แต่เขาเคยเรียนพยาบาลจริงๆ มาสองสามวัน
แค่ไม่มีใบประกอบโรคศิลป์
ไม่ใช่แค่เขา คนขับรถเถื่อนเหล่านี้ มีกี่คนที่คู่ควรกับคำว่าหมอ?
เขากับเจ้าอ้วนจูทำงานขับรถเถื่อนด้วยกันมานานกว่าสิบปี ถือว่ามากประสบการณ์
การขับรถเถื่อนทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำจริงๆ
โดยทั่วไป หนึ่งกิโลเมตรตกอยู่ที่ 12-15 หยวน ซึ่งรวมค่าพบหมอแล้ว
งานหลักๆ ที่รับคือส่งผู้ป่วยต่างจังหวัดมายังเมืองหลวง หรือผู้ป่วยในเมืองหลวงที่ออกจากโรงพยาบาลแล้วยังไม่หายดี ต้องการรถพยาบาลส่งกลับภูมิลำเนา
พวกเขาวิ่งไปกลับระหว่างเมืองหลวงกับเป่าติ้งมานับสิบปีแล้ว ปกติเที่ยวหนึ่งทำรายได้สามถึงห้าพันหยวน
แต่สายงานนี้ปกติแล้วจะต้องร่วมมือกับหมอ หัวหน้าแพทย์ หรือแม้แต่ผอ.โรงพยาบาล
เจ้าอ้วนจูและเหล่าหยางขับรถเอง ไม่รู้จักผู้บริหารโรงพยาบาล แต่รู้จักหัวหน้าแผนกสองสามคน
วิ่งเที่ยวละสามถึงห้าพัน แต่อาจจะต้องแบ่งค่าแนะนำให้หัวหน้าแผนกสามถึงห้าร้อยหยวน
ดังนั้น ในภาพรวมนี่จึงเป็นห่วงโซ่ธุรกิจสีเทา
ท้ายที่สุดแล้วที่ไหนมีความต้องการ ที่นั่นย่อมมีตลาด
เหล่าหยางสั่งสมประสบการณ์มากมายตลอดหลายปีที่ผ่านมา ดังนั้นเมื่อเขาเห็นเด็กส่งอาหารนอนอยู่บนพื้น เขาก็ขมวดคิ้วทันที
เจ้าอ้วนจูปาดเหงื่อบนใบหน้า บอกตามตรง เขาวิตกอยู่นิดๆ
“เหล่าหยาง เกิดอะไรขึ้น ไม่เป็นไรใช่ไหม! เจ้าเด็กนั่นแกล้งทำหรือเปล่า”
“แกล้งกับผีน่ะสิ! ของอย่างนี้มันแกล้งทำได้ที่ไหน” เหล่าหยางโมโห “แกไปทำอะไรกับมัน”
เจ้าอ้วนจูตกใจกับคำพูดของเหล่าหยาง
เขาเหงื่อแตกพลั่ก แต่เมื่อลมพัดมากลับหนาวสะท้าน
“ผมแค่กระชากจักรยานไฟฟ้า มันก็ล้มไปกองกับพื้นแล้ว จากนั้นก็สภาพอย่างที่เห็นนี่แหละ” เจ้าอ้วนจูเริ่มใจคอไม่ดี “แต่…คนเรามันจะอ่อนแอขนาดนี้ได้ยังไง!”
คนที่ทำงานในสายอาชีพของเขาต้องมีความกล้าจริงๆ
แม้ว่าบนรถจะมีห้องกู้ภัย แต่กล่องใส่เครื่องช่วยหายใจก็เต็มไปด้วยยาและอุปกรณ์ทางการแพทย์
ยาทั้งหมดมีร่องรอยของการถูกเปิดใช้ กล่องยาถูกทิ้งและเหยียบย่ำอยู่บนพื้น
ถึงแม้จะมีเครื่องช่วยหายใจ เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และอุปกรณ์อื่นๆ ในรถ แต่ก็วางทิ้งไว้มั่วๆ และปกคลุมไปด้วยฝุ่น
สรุปแล้วที่ส่งผู้ป่วยถึงจุดหมายปลายทางได้ก็เพราะผู้ป่วยดวงแข็งทั้งนั้น
เพราะพวกเขารู้ดีแก่ใจว่าถ้าเป็นคนป่วยอาการหนัก หมอไม่มีทางปล่อยกลับบ้านแน่นอน
เหล่าหยางยังคงนิ่งเงียบ ส่วนเจ้าอ้วนจูเริ่มร้อนรนขึ้นเล็กน้อย
คนที่นั่งดื่มรอบๆ เริ่มหลบหลีกกันไปหมดแล้ว
หากเกิดอะไรขึ้น พวกเขาจะไม่เข้าไปยุ่งเด็ดขาด พวกเขาจะกอดอกยืนดูอยู่เฉยๆ ถ้ามีตำรวจมาถามสถานการณ์ พวกเขาก็จะเล่าหมดเปลือกโดยไม่กั๊กอย่างไม่ต้องสงสัย
เจ้าอ้วนจูก็เข้าใจเรื่องนี้ ไม่มีใครพึ่งได้สักคน!
เขาหันกลับไปมองหัวหน้า “เหล่าหยาง เอาไงกันดี”
เหล่าหยางอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “ส่งมันไปที่โรงพยาบาลศูนย์ฉุกเฉิน อย่าปล่อยให้มันตาย อีกเรายังมีคนรู้จักที่นั่น พวกนั้นไม่หลอกเราหรอก”
เจ้าอ้วนจูเชื่อใจเหล่าหยาง เพราะท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นเพียงคนขับรถ หน้าที่ติดต่อผู้ป่วยกับหมอ เหล่าหยางเป็นคนรับผิดชอบทั้งหมด
เหล่าหยางเองก็ออกมาจากระบบการแพทย์ เพราะมีโอกาสสัมผัสกับตัวมากกว่า จึงมีความรู้ติดตัวอยู่บ้าง
เมื่อได้ยินเหล่าหยางพูดดังนี้ เจ้าอ้วนจูก็พยักหน้าซ้ำๆ
“โทร 120 ไหมครับ”
“120 แพงจะตายชัก เราก็รถพยาบาลเหมือนกันไม่ใช่เหรอ”
“ผมดื่มเหล้าไปแล้วอะ!”
“แกว่าไงนะ ไอ้โง่!”
เหล่าหยางหมดความอดทน ได้แต่พูดว่า “เอาเปลหามลงมา แบกไปส่งห้องฉุกเฉินดู”
เจ้าอ้วนจูพยักหน้าถี่ๆ
โจวเจิ้งที่นอนแอ้งแม้งอยู่กับพื้นในตอนนี้ “ช่วยด้วย…ช่วยผมด้วย!”
เหล่าหยางพยักหน้า “ไอ้หนู ไม่ต้องกลัวนะ ฉันจะพาไปส่งโรงพยาบาลเอง ก่อนหน้านี้เคยป่วยเป็นอะไรบ้างไหม เคยมีอาการกำเริบกะทันหันหรือเปล่า”
สิ่งที่เหล่าหยางต้องทำชัดเจนมากในตอนนี้
นั่นคือการชวนคุย
ในขณะที่พูด เขาบันทึกเสียงไว้
โจวเจิ้งส่ายหน้า “ขอบคุณครับ ผม…ผมไม่ได้ป่วย”
เหล่าหยางถามต่อว่า “เมื่อกี้แกล้มลงเพราะปวดท้องหรือเปล่า”
ถ้าล้มลงแล้วมีอาการปวดท้อง ถือเป็นเรื่องใหญ่เลยก็ว่าได้
ถ้าปวดก่อนค่อยล้ม นั่นก็เป็นเรื่องใหญ่อีกเรื่อง
ในตอนนี้โจวเจิ้งกลับเงียบกริบ
เขาหลับตาแล้วเป็นลมไปดื้อๆ
เหล่าหยางเห็นดังนี้ เขาก็หันไปจ้องเจ้าอ้วนจูตาเขม็ง
“รีบพาไปที่ศูนย์ฉุกเฉินเร็วเข้า”
หนึ่งกิโลเมตรเป็นระยะทางเพียงสั้นๆ แต่ตอนนี้พวกเขากำลังแบกชายร่างใหญ่ ขณะที่เดินทั้งสองก็บ่นไปตลอดทาง พร้อมกับเหงื่อที่ไหลย้อย
เจ้าอ้วนจูเป็นคนที่เสียใจที่สุด!
รู้อยู่แล้วจะแกล้งทำไปทำไม
เหล่าหยางแอบสงสัยในจริยธรรมของเจ้าอ้วนจู พลันก่นด่าอย่างเหลืออด “แกลองเข้าไปนั่งยองๆ ดูสักสองสามวันสิ จะได้รู้ว่าสบายหรือเปล่า”
เจ้าอ้วนจูรู้ตัวว่าตัวเองผิดจึงไม่พูดอะไร
ทั้งสองเดินอยู่นานกว่าสิบนาที ในที่สุดก็ถึงประตูศูนย์ฉุกเฉิน
ขณะเดียวกันนี้ เฉินชางและเหลาหม่ากำลังเพลิดเพลินกับของว่างยามดึก
หลังจากที่เหลาหม่ารู้ว่าเทพพิทักษ์เวรดึกของเขาคือเซเลอร์มูน เขาก็อับอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
ลบแอปทิ้งทันที
ปากยังสบถด่าอีกเป็นพรวน “ฉันบอกแล้วไงว่าไม่ว่ายังไงก็เปล่าประโยชน์!”
ต้องบอกเลยว่าเวรดึกและบาร์บีคิวเป็นคู่ที่สมบูรณ์แบบ
อย่างน้อยเฉินชางก็ไม่หิวเลย
ความเหนื่อยล้าจากเวรดึกจะค่อยๆ เหือดหายไปพร้อมกับความสุขและความพอใจ
ถ้าตอนนี้ได้งีบสักตื่น
คงจะฟินสุดๆ ไปเลย
“หมอ มาดูหน่อยเขาเป็นอะไร เร็วๆ…เร็วๆ…เร็วๆ”
ร่างกายของเจ้าอ้วนจูแข็งแรงกว่าเหล่าหยางมาก
ด้วยกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงตะโกนลั่นตั้งแต่ยังไม่ถึงประตูด้วยซ้ำ
เหล่าหยางแบกผู้ป่วยมาเป็นระยะทางกว่าหนึ่งกิโลเมตร เหนื่อยจนหายใจแทบไม่ทัน นับประสาอะไรกับตะโกน
งานแบกเปลเป็นงานที่เหนื่อยสุดๆ
เมื่อเหล่าหม่าเห็นคนไข้ที่ถูกส่งตัวมาก็สับสนทันที
แม้แต่เฉินชางยังตกตะลึง
ทั้งสองมองหน้ากัน จะซวยอะไรขนาดนั้น
เซเลอร์มูนช่วยได้จริงๆ เหรอ
เพิ่งจะลบแอปทิ้ง ก็ส่งผู้ป่วยมาเลยเหรอ
แถมยัง…เป็นลมมาอีกต่างหาก!
พวกเขาทั้งสองคนต่างสับสนงุนงง
แต่ถึงกระนั้น เฉินชางและเหล่าหม่าก็ยังตอบสนองอย่างรวดเร็วเช่นเคย
“หยางเจี๋ย เอาเตียงมา!”
“มา ยกขึ้นมา!”
เฉินชางและเหล่าหม่าออกแรงยกผู้ป่วยขึ้นเตียง
เมื่อดูคนไข้อย่างพินิจ ทั้งสองก็ต้องตกตะลึงอีกครั้ง
เฉินชางหรี่ตาลง นี่มันเด็กส่งอาหารที่เพิ่งมาส่งอาหารเมื่อกี้นี่?
ในตอนนี้เอง ชายหนุ่มก็ลืมตาขึ้นมา บิดตัวเร่าๆ ด้วยความเจ็บปวด พลางเอามือกุมท้องไว้ “หมอครับ ผมปวดท้อง”
เมื่อเฉินชางเห็นอาการ เขาก็รีบพูดทันที “พาไปที่ห้องฉุกเฉินก่อน”
เหลือแต่เหล่าหยางและเจ้าอ้วนจูยืนอยู่หน้าประตู
จู่ๆ เหล่าหม่าก็ถามขึ้นว่า “พวกคุณเป็นใคร และเกิดอะไรขึ้นกับคนไข้”
“หมอครับ จู่ๆ คนป่วยก็โรคกำเริบ ล้มลงกับพื้น เราช่วยพามาส่งครับ”
เฉินชางและเหลาหม่ามองหน้ากัน
มาพูดแบบนี้ในเวลานี้ มันหมายความว่าอย่างไร
“เอ๋? คุณแน่ใจแล้วเหรอ” เหลาม่าถามพลางขมวดคิ้ว
ขณะพูด เหล่าหม่าก็หันไปพูดกับพยาบาลว่า “ตรวจสอบดูว่าผู้ป่วยมีบัตรประจำตัวติดตัวมาหรือไม่ แจ้งครอบครัวของเขา ไม่ก็โทรแจ้งตำรวจเลย”
เมื่อได้ยินดังนั้น เจ้าอ้วนจูก็หน้าซีดเผือด