เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1550 เฉินชาง นายควรออกกำลังกาย
ตาหลิวที่อยู่ข้างๆ เห็นว่าอู๋ฮุ่ยดื่มไปเยอะก็อดเอ่ยโน้มน้าวเล็กน้อยไม่ได้ อู๋ฮุ่ยยิ้มออกมา “เจ้าหลิว วันนี้พี่อารมณ์ดี ให้พี่พูดเถอะ!”
อู๋ฮุ่ยมีศักดิ์เป็นผู้อาวุโสของทีมนี้จริงๆ เขาอายุมากที่สุด มีประสบการณ์โชกโชน ศึกษาเทคนิคมามากที่สุด นิสัยซื่อตรงที่สุด ถึงเยว่เลี่ยงจะเป็นหัวหน้าทีมแต่คนคนนี้ไม่เอาจริงเอาจังเลย งานในคลินิกก็เป็นอู๋ฮุยที่พาทีมไปจัดการ อู๋ฮุยมองหวงปินไห “เสี่ยวหวง ภูมิหลังของพวกเราไม่ต่างกันมาก ว่ากันตามตรงชีวิตนี้มาอยู่ในเมืองหลวงได้เทียบกับคนรุ่นเดียวกันรอบตัวเราถือว่ายอดเยี่ยมแล้ว”
“แต่ว่าถึงเมืองหลวงจะดี ทว่า… คนมีความสามารถ เงินมีอำนาจ ต่างหากถึงจะยอดเยี่ยม”
“พวกเรามีเงินไหม? ไม่มี! มีอำนาจไหม? ก็ไม่มี! พูดจากใจนะ เป็นกลุ่มหมอตัวเล็กๆ ทั้งนั้น จะมาพูดเรื่องเงินเรื่องอำนาจอะไรล่ะ ดังนั้นพวกเราทำได้แค่ทุ่มเททุกอย่างกับเทคนิคผ่าตัด!”
“พูดกันตามตรง ฉันดีใจมากที่เยว่เลี่ยงออกไป ศาสตราจารย์เฉินคือไอดอลของฉัน!”
“เป็นหมอแต่ทำให้ทุกคนทึ่งได้ถึงขั้นนี้ อย่างนี้สิถึงจะเรียกยอดคน ตั้งกลุ่มย่อยอะไรกันล่ะ… เป็นคนหลักลอยกันทั้งนั้น ถ้านายทำเต็มที่ สายลมเย็นย่อมโชยมา”
อู๋ฮุยกับเฉินชางนั่งกันคนละโต๊ะ ดังนั้นตอนที่คุยกันทุกคนต่างดื่มกันมากเกิน คุยเล่นยกใหญ่ไม่แน่ว่าจะได้ยิน
“ศาสตราจารย์เฉินยอมให้โอกาสพวกเรา พวกเราก็ได้เรียนรู้เทคนิค ต้องคว้าโอกาสนี้ไว้ ทำงานให้ดี รอจนศาสตราจารย์เฉินไป นายจะได้อยู่กับผีน่ะสิ!”
โจวอวี่ที่อยู่ด้านข้างเอ่ยว่า “ถ้าศาสตราจารย์เฉินไปแล้ว พี่ก็ได้เป็นหัวหน้าทีมสิ!”
อู๋ฮุยหัวเราะหยัน “หัวหน้าทีมเหรอ? ฮ่าๆ ฉันไม่สนใจหรอกนะ พูดจากใจตอนที่ศาสตราจารย์เฉินไปแล้ว ฉันจะยื่นเรื่องขอตามศาสตราจารย์เฉินไป”
“คนอย่างพวกเราจะได้เจอผู้ชี้ทางสักกี่คนกันล่ะ ยอดคนอย่างศาสตราจารย์เฉินชั่วชีวิตนี้นายจะได้เจอสักกี่คนกัน”
“ขอแค่ศาสตราจารย์เฉินไม่รังเกียจ ฉันอู๋ฮุยพร้อมไปไหนไปกัน!”
“ถ้าเรียนรู้เทคนิคเป็นแล้ว จะมีอะไรที่พวกเราทำไม่ได้กันล่ะ”
“เสี่ยวหวง ต้าหลิว ยังมีพวกนายที่เหลือด้วย ฟังลูกพี่สักหน่อยเถอะ โอกาสหายากอย่าปล่อยให้ผ่านไปเรื่อยๆ ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว ถ้าติดตามไอ้หนุ่มเยว่เลี่ยง พวกนายจะมีโอกาสแบบนี้เหรอ”
“ทำงานให้ดีเถอะ กลับไปก็ดูการผ่าตัดให้มากๆ อ่านวิทยานิพนธ์เยอะๆ อย่าให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง!”
กว่าจะกินดื่มอิ่มหนำสำราญก็ปาเข้าไปเที่ยงคืนกว่าแล้ว
เฉินชางอยู่ร่ำลาจนทุกคนกลับไปแล้ว เขาถึงได้เรียกรถกลับบ้าน พอถึงประตูบ้าน เฉินชางเปิดประตูอย่างเบามือแล้วเข้านอนอย่างสงบเสงี่ยม พรุ่งนี้เป็นวันหยุด เฉินชางนอนตื่นสายได้ รุ่งเช้าวันต่อมา เฉินชางได้ยินเสียงกรีดร้องดังขึ้นภายในห้อง เขามีสีหน้าตกใจในทันที รีบลุกขึ้นมา “ที่รัก เป็นอะไรไปครับ!”
เห็นเพียงว่าฉินเยว่ยืนอยู่บนเครื่องชั่งน้ำหนักด้วยสีหน้าหม่นหมองคับข้องใจ พอได้ยินเสียงเฉินชาง ฉินเยว่เอ่ยอย่างทนไม่ไหว “ฉันอ้วนขึ้น!”
เฉินชางได้ยินก็กลอกตาทีหนึ่ง “อ้วนก็อ้วนสิ…”
ฉินเยว่ยกลองมือเท้าเอว “นายต้องออกกำลังให้มากขึ้นแล้ว!”
พูดจบฉินเยว่ก็รีบหยิบชุดโยนให้เฉินชาง “เร็วเข้า ไปออกกำลังกาย!”
เฉินชางมึนงงทันที “นี่พี่สาว ผิดแล้วรึเปล่า? เธออ้วนขึ้นแล้วฉันออกกำลังกายทำไม! ฉันลดน้ำหนักแทนเธอได้หรือไง”
ฉินเยว่วิ่งเหยาะๆ เข้ามามุดเข้ามาในผ้าห่ม จากนั้นก็ฝังหน้าเข้ากับอ้อมอกเฉินชาง เอ่ยเสียงกระเง้ากระงอด “นาย… นายน่ะ… ถ้านายไม่ออกกำลังกาย ก็อุ้มฉันไม่ไหวน่ะสิ!”
พูดจบฉินเยว่ก็อดหน้าแดงไม่ได้ เฉินชางฟังแล้วตะลึงงันทันที อดหัวเราะฮ่าๆ ขึ้นมาไม่ได้ “สาวน้อยอย่างเธอนี่นะ ชักจะน่ารักเกินไปแล้ว” พูดจบก็หยิกแก้มฉินเยว่ที่โอบไว้ในอ้อมแขน
“วันนี้จะทำอะไรบ้าง แพพลนไว้หรือยัง” หลังจากทั้งสองคนนอนกอดกายกันบนเตียงมาครึ่งวัน ฉินเยว่ก็มองเฉินชางพลางยิ้มแล้วเอ่ยถามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง
“มีสิ! วันนี้มีธุระสำคัญสุดๆ ไปเลย!” เฉินชางคิดๆ ดูแล้วพยักหน้าตอบไป ฉินเยว่เบะปาก “นายก็สนใจพักผ่อนบ้างเถอะ”
เฉินชางเห็นเข้าก็อดหัวเราะไม่ได้ “ภารกิจของฉันในวันนี้คืออยู่เป็นเพื่อนเธอไง!”
ฉินเยว่ดีใจขึ้นมาทันที เฉินชางพบว่าความสุขของฉินเยว่เรียบง่ายมากจริงๆ ไม่ใช่การซื้อกระเป๋า ยิ่งไม่ใช่การซื้อของฟุ่มเฟือยบางส่วน แต่กลับชอบขลุกอยู่กับตน จากนั้นก็สั่งหม้อไฟกินกัน เห็นกันอยู่ชัดๆ ว่ากินเผ็ดไม่ได้ แต่รั้นจะสั่งหม้อไฟสองช่องให้ได้ ช่องหนึ่งใส่น้ำมันพริก อีกช่องเป็นซุปมะเขือเทศ กินหม้อไฟคำหนึ่งตามด้วยดื่มชานมอีกหนึ่ง นี่คือความสุขขั้นสูงสุดของฉินเยว่! ถึงแม้ว่าทุกครั้งหลังกินหม้อไฟเสร็จ ช่องพริกกับช่องซุปมะเขือเทศจะปนกันจนแยกไม่ออกก็ตาม เพราะในช่องซุปมะเขือเทศมีน้ำมันแดงลอยทั่ว
พอเห็นฉินเยว่ในสภาพเหงื่อเต็มหน้า เฉินชางก็รู้สึกว่าอันที่จริงกินหม้อไฟตอนไปเดทก็ดีมากเหมือนกัน ยังไงซะ… พอเหงื่อออกเยอะๆ เครื่องสำอางก็หลุด อาจจะมีโอกาสได้เห็นหน้าสด
ฉินเยว่ได้ยินว่าเฉินชางว่างก็เอ่ยอย่างมีความสุขว่า “วันนี้ท่านไปเจอรุ่นพี่กับฉันเถอะ!”
เฉินชางพยักหน้ารับ “ได้สิ”
ทั้งสองลุกจากเตียงอาบน้ำแต่งตัว เฉินชางถามด้วยความอยากรู้ “รุ่นพี่คนไหนของเธอกัน ทำไมฉันไม่เคยได้ยินเลย”
ฉินเยว่เล่าด้วยความอิจฉา “สมัยเรียนมหาลัยฉันเข้าชมรมจิตวิทยา ตอนนั้นฉันรู้จักรุ่นพี่ผู้หญิงคนหนึ่งจากสาขาจิตวิทยา รุ่นพี่ดูแลเอาใจใส่ฉันมาก ตอนหลังเธอแนะนำให้ฉันรับตำแหน่งประธานชมรมจิตวิทยาด้วยนะ”
“รุ่นพี่เจียงมนุษยสัมพันธ์ดีสุดๆ หน้าตาก็สวยด้วย แถมยังเป็นนักเรียนหัวกะทิอีกต่างหาก หลังจากพี่เขาเรียนจบก็ไม่ได้สอบบรรจุ แต่มาดิ้นรนอยู่ในเมืองหลวง ทำงานในสถาบันหลายๆ ที่ก่อน ต่อมาถึงได้เปิดสำนักงานของตัวเองขึ้นที่หนึ่ง”
“นายรู้ไหม ตอนนี้รุ่นพี่มีเงินขนาดไหน”
เฉินชางไม่มีความรู้ในสายอาชีพนักจิตวิทยาการปรึกษาสักเท่าไรเลยจริงๆ แต่ก็ยังพอรู้ว่าฐานรายได้ในสายอาชีพนี้แตกต่างกันมาก นักจิตวิทยาชั้นแนวหน้าถึงขั้นคิดราคารายชั่วโมงหลักหมื่นเลยทีเดียว อีกอย่างคือคุณอาจรับคิวล่วงหน้าไม่ได้ เพราะอีกฝ่ายอาจจะรับลูกค้าแค่คนสองคนต่อวัน
“ขนาดไหนล่ะ”
ฉินเยว่กระซิบ “พี่เขาเพิ่งซื้อคอนโดห้องหนึ่งในเขตถนนวงแหวนที่สาม! จ่ายหมดทีเดียวด้วย! ซื้อด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง นายว่ายอดเยี่ยมแค่ไหนล่ะ!”
ตอนที่ฉินเยว่พูดท่าทางเหมือนหมาน้อยขี้ประจบ เฉินชางเห็นแล้วอดขำไม่ได้ พอทั้งสองแต่งตัวเสร็จก็ออกจากบ้าน แต่จุดที่ทำให้เฉินชางค่อนข้างแปลกใจคือ สำนักงานให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาของรุ่นพี่เจียงคนนี้ตั้งอยู่ในตึกหยินไท ย่านศูนย์กลางธุรกิจเมืองหลวง ที่นี่คือแหล่งศูนย์รวมด้านธุรกิจไฮเอนด์ การผ่อนคลาย รวมถึงไลฟ์สไตล์ทันสมัย ดูเหมือนจะมีความสามารถจริงๆ ส่วนลานจอดรถชั้นใต้ดินของตึกหยินไทก็ทำให้เฉินชางได้เปิดโลกมาก ที่นี่มีรถหรูอยู่มากมายนับไม่ถ้วนเลยจริงๆ! สวยกว่าในงานมอเตอร์โชว์ซะอีก
พอเข้ามาในตึกหยินไท ฉินเยว่พูดด้วยความอิจฉา “ได้ทำงานที่นี่สุขภาพจิตต้องดีแน่!”
เฉินชางเอ่ยยิ้มๆ “ใช่เลย แค่มาหายใจที่นี่ก็อาจจะต้องเสียค่าธรรมเนียมแล้ว!”
หลังจากมาถึงชั้นที่ระบุไว้ เฉินชางก็หาสำนักงานให้คำปรึกษาทางจิตวิทยาที่ชื่อว่า ‘เจียงหนาน’ เจออย่างง่ายดาย การตกแต่งของที่นี่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวจริงๆ แคเปิดประตูเดินเข้าไปก็รู้สึกถึงกลิ่นอายแห่งเมืองสายน้ำเจียงหนานแล้ว ตั้งแต่บรรยากาศการตกแต่งไปจนถึงภาพประดับ เสียงน้ำไหลจากธารน้ำพุเทียม ทำให้คนรู้สึกจมจ่อมดื่มด่ำได้จริงๆ
ฉินเยวกระซิบบอก “ข้างในมีลูกค้าอยู่ พวกเราต้องรอสักพัก” เฉินชางพยักหน้า พูดกันตามตรงเขายินดีที่จะนั่งรอที่นี่ เพราะแค่นั่งก็เป็นการผ่อนคลายอย่างหนึ่งแล้ว