เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1552 'พลังพิเศษ'
อันที่จริงเฉินชางนึกถึงโรคนี้มาแต่แรกแล้ว!
บางครั้งยิ่งคุณทำความเข้าใจสังคมนี้เท่าไร ก็จะยิ่งพบว่ามันน่าอัศจรรย์มากจริงๆ!
‘ซินเนสทีเซีย’ (Synesthesia) ไม่ได้แสดงอาการแค่ในรูปแบบนี้เท่านั้น
อาการโรคนี้แทบใกล้เคียงกับ ‘พลังพิเศษ’ อย่างหนึ่งเลย
พวกเขาสามารถจำแนกกลิ่น รสสัมผัส การได้ยิน การมองเห็นที่แสนซับซ้อนในความทรงจำได้
ก่อให้เกิดการประมวลผลอันซับซ้อนขึ้นมาในสมอง!
ผลลัพธ์ในลักษณะนี้มีมากมายหลายประเภท แน่นอนว่าทำให้มีบัคหลายอย่างขึ้นมากด้วย
อย่างเช่นความจำเหนือขีดจำกัด!
พวกเขาจดจำกลิ่นหรือสีสันในรูปแบบตัวเลขได้ เกิดเป็นความสามารถเห็นผ่านตาไม่ลืม!
สรุปกันอย่างง่ายๆ สมองมนุษย์เป็นหน่วยประมวลข้อมูลที่แสนซับซ้อนอย่างหนึ่ง
กระบวนการอันซับซ้อนของมันทรงพลังกว่าระบบคอมพิวเตอร์ที่เหนือชั้นที่สุดในปัจจุบันนี้นับล้านเท่า!
แน่นอนผลลัพธ์สำหรับคนส่วนใหญ่ไม่ได้กลายเป็นความสามารถพิเศษแบบนี้
ในความรู้สึกของคนส่วนใหญ่คือความผิดปกติ ทำให้อาหารไร้รสชาติ หรือถึงขั้นที่สับสนกับสีสัน
ถึงอย่างไรสมองก็ประมวลผลข้อมูลทั้งหมดที่ได้รับมาอย่างสมบูรณ์ไม่ได้
อัตรากลายพันธุ์มักจะน้อยมาก แต่อัตราการเกิดปัญหากลับเยอะยิ่งกว่า!
เฉินชางมองเจียงหนาน อันที่จริงในใจพอจะมั่นใจราว 70-80% แล้ว
เขายำได้ว่าในหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ ‘The Man Who Tasted Shapes’
ซึ่งแต่งโดยริชาร์ด อี ไซโทวิค นักประสาทวิทยาชาวอเมริกัน ก็มีแบบนี้ด้วย
สมัยที่เฉินชางเรียนอยู่ก็เคยอ่านหนังสือเล่มนี้!
ในเวลานั้นเฉินชางเคยหวังว่าตัวเองจะแปลงข้อมูล ‘การเรียนรู้ที่ได้รับมา’
ให้เทียบเท่ากับ ‘อาหารเลิศรส’ ได้ ซึ่งถ้าทำแบบนั้นได้!
อืม…. รสชาติเคมีนะเหรอ! เปรี้ยวๆ หวานๆ อร่อยมาก!
แล้วฟิสิกส์ละ ว้าว เบอร์เกอร์ฟิสิกส์นิวออร์ลีนอร่อยแต่ไม่อ้วน!
อะไรนะคุณจะบอกผมว่าคณิตศาสตร์ยากงั้นเหรอ เหลวไหลน่า!
คณิตศาสตร์คือชานมผลไม้คณิตที่สดชื่น ถูกปาก และมีเสน่ห์ชัดๆ!
ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ การเรียนจะเท่ากับได้ชิมอาหารเลิศรส
ปัญหายากๆ พวกนั้นจะกลายเป็นอาหารโอชะหายาก
พิชิตได้สักข้อก็เปรียบเหมือนได้กินไส้กรอกอันใหญ่!
แถมยัง… กินแล้วไม่อ้วนด้วย!
ในโลกนี้ยังจะมีเรื่องไหนทำให้ฉันมีความสุขได้เท่าการเรียนอีกละ
ดังนั้นเฉินชางจึงคิดว่ามีโอกาสสูงที่นักวิชาการชั้นนำพวกนั้นก็คงเป็นแบบนี้…
พวกเขาต้องได้รับพรที่สวรรค์ประทานให้แน่ๆ!
หลังจากเจียงหนานกับฉินเยว่ได้ยินชื่อโรคนี้ ก็พลันตะลึงไปเล็กน้อย!
ทั้งสองสบตากันแล้วเอ่ยออกมา
“ซินเนสทีเซียเหรอ”
เฉินชางพยักหน้า
“ใช่แล้ว!”
หลังจากเจียงหนานได้ยินคำพูดของเฉินชาง เธอตะลึงงันอยู่ที่เดิม
อันที่จริงเธอก็เดาไว้แต่แรกแล้วว่าตัวเองอาจเป็นโรคประหลาดบางอย่าง…
แต่ไม่คิดเลยว่าเฉินชางจะตรวจเจอจริงๆ!
แต่ว่าเจียงหนานไม่เคยได้ยินโรคนี้มาก่อน
“ศาสตราจารย์เฉินคะ สรุปแล้วโรคนี้มีอาการอย่างไรกันแน่คะ ทำไมดิฉันถึง… เป็นโรคนี้ได้”
เฉินชางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้เอ่ยว่า
“อันที่จริงคุณไม่จำเป็นต้องกังวลเลยครับ อย่างน้อยโรคนี้ก็ไม่ได้กระทบต่อการใช้ชีวิตของคุณ
ถึงขั้นเป็นประโยชน์ต่อความก้าวหน้าด้านการงานของคุณด้วย”
เจียงหนานพยักหน้า ต้องยอมรับเลยว่า ‘พลังพิเศษ’ นี้เรียกได้ว่าสร้างประโยชน์ต่อการทำงานของตนอย่างยิ่ง
ทำให้เธอมีความรู้สึกร่วมกับผู้ป่วยมากพอ
งานของนักจิตวิทยาการปรึกษาส่วนใหญ่จะเป็นการรับฟังและให้คำแนะนำ
และการที่ตนเป็นแบบนี้ก็ทำให้เข้าใจความสุขและความทุกข์
ความจนใจและความซับซ้อนของคนอื่นอย่างสมบูรณ์ได้
สำหรับคนที่หวังจะได้คำแนะนำชี้ทางเหล่านั้นแล้ว ถือว่าหาได้ยากจริงๆ!
แต่สิ่งที่เจียงหนานกังวลคือ สถานการณ์นี้จะพัฒนาไปในทางเลวร้ายมากขึ้นเรื่อยๆ ไหม
หรือจะเกิดผลข้างเคียงอย่างอื่นไหม!
ฉินเยว่เองก็เบิกตากว้าง ถามด้วยความอยากรู้
“เฉินชาง ซินเนสทีเซียเป็นอย่างไรเหรอ”
เฉินชางอธิบายต่อว่า
“มองจากอาการของพี่เจียงแล้ว น่าจะจัดอยู่ในกลุ่มอาการกระจกสะท้อนสัมผัส (Mirror-touch synesthesia)!”
“กลุ่มอาการกระจกสะท้อนสัมผัส คือกลุ่มอาการหนึ่งที่พบได้น้อยมาก
พูดกันแบบง่ายๆ ก็คือเป็นอาการที่คนคนหนึ่งรับรู้ถึงความรู้สึกที่ใครอีกคนเคยประสบได้แทบจะทั้งหมด
ต่อให้ตัวเองจะไม่เคยประสบเรื่องทำนองเดียวกันเลยก็ตาม
เป็นความรู้สึกร่วมที่แทบไม่ต่างจากการสะท้อนของกระจก”
พอฉินเยว่ได้ฟังก็ตาโตขึ้นมาทันที เอ่ยด้วยสีหน้าเปี่ยมความเหลือเชื่อ
“จริงเหรอ เป็นความรู้สึกที่… น่ามหัศจรรย์มาก!”
เจียงหนานพยักหน้าให้ฉินเยว่
“ถูกแล้ว เป็นแบบนี้จริงๆ!
ไม่ใช่แค่นี้นะ ตอนที่เห็นคนอื่นเลิกรากัน ฉันถึงขั้นรู้สึกเจ็บปวดไปด้วยเลย
แต่ว่า… ฉันไม่เคยมีความรักมาก่อนด้วยซ้ำ!”
พอฉินเยว่ได้ฟังก็มึนไปทันที!
ถึงแม้จะมหัศจรรย์ แต่สำหรับตนแล้วเรื่องนี้… ดูเหมือนจะไม่เป็นธรรมเลย
เฉินชางเอ่ยว่า
“พี่เจียง พี่ไม่จำเป็นต้องกังวลไป อันที่จริงพวกเราทุกคนก็มีความรู้สึกร่วมกันทั้งนั้น
อย่างเช่นพอเราเห็นเล็บมือหลุด ในใจทุกคนก็จะรู้สึกเจ็บแปลบได้
เวลาเห็นวิดีโอการบาดเจ็บในเน็ต บางครั้งก็เกิดปฏิกิริยาแบบเดียวกันขึ้นทั้งนั้น”
อันที่จริงเฉินชางคิดว่าพอเหล่าผู้ชายเห็นวิดีโอบาดเจ็บตรงหว่างขา
ก็คงรู้สึกอยากหนีบขาแบบเดียวกันหมด นี่คืออาการของความรู้สึกร่วม
เฉินชางเอ่ยต่อว่า
“ผมรู้ว่าพี่กังวลอะไร กังวลถึงอาการแทรกซ้อนพวกนั้นสินะครับ
อันที่จริง… เห็นได้ชัดว่าพี่กลัวมากไปแล้ว
ถ้าหากมีอาการแทรกซ้อนอยู่ มันจะโผล่มาให้พี่รับรู้แต่แรก
ไม่ลากยาวมาจนถึงตอนนี้หรอกครับ”
“ที่จริงแล้วถ้าพี่เข้าใจความรู้สึกได้ นี่จะกลายเป็นของขวัญชิ้นหนึ่งที่สวรรค์มอบให้พี่”
พอได้ยินเฉินชางพูดแบบนี้เจียงหนานก็โล่งอก ไม่เป็นไรก็ดีแล้ว!
“ศาสตราจารย์เฉิน ฉันมีอาการนี้ได้อย่างไรคะ”
เฉินชางยิ้มอย่างจนใจ
“ปัญหาใดๆ ที่อธิบายอย่างแน่ชัดไม่ได้ พวกเราจะคิดว่าเป็นปัญหาในระดับพันธุกรรมไปตามความเคยชินครับ!”
พอฉินเยว่ได้ยินก็อดไม่ได้ที่จะหลุดขำดังพรืด
เจียงหนานเองก็ผงะไปเล็กน้อย ยิ้มออกมา
เวลานี้ทุกคนนับว่าผ่อนคลายลงแล้ว ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เจียงหนานชงชาให้ทุกคน กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์ของดอกมะลิทำให้คนผ่อนคลายมาก
เจียงหนานอดยิ้มไม่ได้
“อันที่จริงมีช่วงหนึ่งที่ฉันคิดว่าตัวเองเป็นโรคจิตเวชค่ะ”
“ต่อมา… หลังจากฉันมาถึงเมืองหลวง ฉันก็เริ่มคิดว่าตัวเองมีพลังพิเศษ!”
“ดูเหมือนแต่ก่อนฉันจะป่วยจริงๆ!”
หลังจากฉินเยว่ได้ยินก็พยักหน้าแล้วเอ่ยว่า
“แต่ว่า… รุ่นพี่เองก็ลำบากมากเลย
เดิมทีนักจิตวิทยาการปรึกษาก็เป็นที่รองรับอารมณ์อยู่แล้ว
แบบนี้พอเทียบกับความทุกข์ของคนอื่นๆ แล้ว พี่ทุกข์มากกว่าอีก”
เจียงหนานยอมรับว่าสิ่งที่ฉินเยว่พูดมีเหตุผลมาก
“อืม ดังนั้นปัจจุบันนี้ฉันเลยรับเคสให้ความปรึกษาคนไข้แค่วันละคนนะ”
“ส่วนเวลาที่เหลือฉันก็เอามาหาคำตอบให้ตัวเอง”
ฉินเยว่ถามด้วยความอยากรู้
“เฉินชาง อาการนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร”
เฉินชางยิ้มแล้วตอบว่า
“เรื่องนี้มีสาเหตุจากความผิดปกติของสมองในส่วนประมวลผลการมองเห็น ได้กลิ่น หรือสัมผัส ในช่วงที่ทำการประมวลข้อมูล”
“ตามปกติแล้ว สมองจะตัดประสาทสัมผัสเชื่อมต่อด้านความรู้สึกบางอย่างที่สมองเห็นว่าไม่มีความจำเป็นทิ้ง
เรียกว่าปฏิกิริยาตัดแต่ง (Synaptic Pruning)”
“แต่จะมีกลุ่มคนส่วนน้อยที่เนื่องจากมีความบกพร่องด้านพันธุกรรม
สมองจึงตัดประสาทสัมผัสเชื่อมต่อด้านความรู้สึกทิ้งไม่ได้
ส่งผลให้พวกเขารับรู้สัมผัสได้มากกว่าคนทั่วไป
สัมผัสรับรู้ประเภทนี้จะทำงานร่วมกับโครงสร้างการรับรู้แบบ 3D ที่สมองสร้างขึ้น
ก่อตัวเป็นความรู้สึกร่วมที่รุนแรงมากกว่าคนทั่วไป”