เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1587 เจ้าพ่อ...แห่งวงการแพทย์!
เฉินชางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ในเมื่อยังไม่ถูกตัดสิทธิ์ แล้วทำไมพวกเราต้องยอมแพ้ล่ะครับ”
“เรื่องคัดเลือกเป็นหน้าที่ของผู้เชี่ยวชาญ ส่วนพวกเราก็มีหน้าที่ทุ่มเทสุดกำลัง เรื่องนี้…ไม่เกี่ยวข้องกันเลยครับ!”
เหอจื้อเชียนใคร่ครวญอย่างละเอียดครู่หนึ่ง พยักหน้ารับ “นั่นสิ!…ใครก็ไม่รู้ตอนจบนี่นา!”
เฉินชางนำเอกสารที่เพิ่งสั่งพิมพ์มาซ้อนกันเป็นปึก เอ่ยว่า “ถึงยังไงพวกคุณก็ตรวจทานเสร็จแล้ว เดี๋ยวผมจะกลับไปอ่านดู ถ้าโอเคแล้วก็ส่งให้ทางนั้นได้เลยครับ”
เหอจื้อเชียนตอบรับ พยักหน้าให้ “ครั้งนี้ถือว่าผมได้อานิสงส์ซะแล้ว!”
“ถ้าไม่มีศาสตราจารย์เฉินกับผู้อำนวยการโจว ผมจะมีโอกาสแบบนี้ได้ยังไง!”
ในใจเหอจื้อเชียนค่อนข้างรู้สึกผิด!
เพราะสุดท้ายแล้วเรื่องในครั้งนี้ กลับกลายเป็นเขาที่ได้รับชัยชนะสูงสุด!
เฉินชางยิ้มให้ “คนกันเองทั้งนั้น อย่าพูดเรื่องพวกนี้เลยครับ”
“อีกอย่าง ถ้าคุณก็มีโอกาสกลายเป็นสมาชิกสภาวิทยาศาสตร์ขึ้นมาล่ะ แบบนั้นคงจะดีมาก!”
“คุณดูอย่างผู้อำนวยการสวีสิครับ ถูกเสนอชื่อไปแบบงงๆ พรุ่งนี้ก็ต้องเข้าร่วมพิธีประกาศรางวัลแล้ว!”
“ตั้งใจทำเถอะครับ มีโอกาสอยู่นะ!” เฉินชางกล่าว
พอเหอจื้อเชียนได้ฟังก็ยากจะควบคุมความตื่นเต้นในใจได้ เผยความตื่นเต้นออกมาทางสีหน้าแล้ว
“ขอบใจนะศาสตราจารย์เฉิน!”
“เฮ้อ เพราะได้รู้จักคุณ ชีวิตผมถึงมีวันนี้ได้”
“เมื่อก่อนกล้าคิดถึงเรื่องพวกนี้เสียที่ไหน”
เหอจื้อเชียนพูดความจริง
อันที่จริงชีวิตของเขาก็เหมือนกับสวีจื่อหมิงในปีก่อน
ถึงขั้นที่วิถีก้าวหน้า เส้นทางชีวิต ทิศทางอนาคตของทั้งสองคนเหมือนกันทุกประการ!
เสมือนได้เห็นอนาคตล่วงหน้า
แต่สวีจื่อหมิงกลับเป็นชายที่แล่นเรือไปตามลมอย่างแท้จริง!
สาขาศัลยกรรมหัวใจของเฉินชางพัฒนาไปไวที่สุด
แถมยังมีอิทธิพลที่สุดด้วย!
จากเทคนิคผ่าตัดโดยที่หัวใจไม่หยุดเต้น จนกระทั่งก่อตั้งศูนย์วิจัยการผ่าตัดโดยที่หัวใจไม่หยุดเต้นขึ้น
จากการปรับปรุงเทคนิคผ่าตัดลิ้นหัวใจ นำไปสู่การช่วยชีวิตผู้ป่วยภาวะมาร์แฟนซินโดรม!
จากเทคนิคขดลวดงวงช้างสำหรับภาวะหลอดเลือดแดงใหญ่ฉีกขาดโป่งพองสู่ความสำเร็จอันน่าตะลึงในงานประชุม AATS!
ส่วนเหอจื้อเชียน...
ก็โชคดีมากเหมือนกัน แต่ท้ายที่สุดก็ยังด้อยกว่าเล็กน้อย
พอเหอจื้อเชียนได้ยินคำพูดของเฉินชาง
จิตใจพลันฮึกเหิมเร่าร้อน!
ทหารที่ไม่มีใจหมายเป็นนายพลย่อมไม่ใช่ทหารที่ดี!
ในฐานะบุคลากรทางการแพทย์ ถ้าต้องการสร้างเกียรติให้ตัวเองเพิ่ม บางทีสิ่งที่เป็นเกียรติอย่างสูงสุดก็คือสมาชิกสภาวิทยาศาสตร์!
เหอจื้อเชียนหน้าแดง ยิ้มอย่างเก้อเขิน
“แย่แล้วๆ…ผมรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะเหลิง!”
“ศาสตราจารย์เฉิน ถ้าอย่างนั้นผมไม่รบกวนคุณแล้ว ถ้ามีธุระก็โทรหาผมได้เลยนะ!”
เฉินชางยิ้มน้อยๆ “สมาชิกสภาวิทยาศาสตร์เหรอ ฮ่าๆ ถ้าคุณไม่ได้เป็นสมาชิกสภาวิทยาศาสตร์ภายในสองสามปีนี้ ระวังผู้อำนวยการสวีจะดูถูกคุณเอานะครับ”
พอเขาพูดแบบนี้ สีหน้าเหอจื้อเชียนเปลี่ยนไปทันที มีสีหน้าวิตกกังวล!
ผ่านไปสักพักหนึ่ง…
ทันใดนั้นเขาคิดได้ว่าหากตนไม่ได้เป็นสมาชิกสภาวิทยาศาสตร์ คงไม่มีหน้าจะก้าวเดินไปพร้อมพวกเขาอีกแล้ว!
พอคิดมาถึงตรงนี้ เหอจื้อเชียนมีสีหน้าค่อนข้างเคร่งเครียด
เฉินชางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “กลับไปเตรียมตัวให้ดีเถอะครับ สองปีนี้ก็ตีพิมพ์บทความให้มากหน่อย”
“อันที่จริงเทคนิคฟื้นฟูทางเดินอาหารของพวกเราเป็นเทคนิคที่ใช้ได้จริง ตอนนี้ยังมีคนเชี่ยวชาญไม่มาก คุณศึกษาเยอะๆ หน่อยเถอะครับ”
“เรื่องนี้ช่วยให้คุณเป็นสมาชิกสภาวิทยาศาสตร์ได้ไม่ยากเลย ถึงยังไงการฟื้นฟูทางเดินอาหารก็เป็นศาสตร์ใหม่แขนงหนึ่งในประเทศเรา พยายามเข้านะครับ ถ้าคุณศึกษาจนเชี่ยวชาญได้ ปีหน้าผมจะเสนอชื่อคุณ”
พอได้ยินประโยคนี้จากเฉินชาง เหอจื้อเชียนพลันดีใจขึ้นมา!
สมาชิกสภาวิศวกรรมและสภาวิทยาศาสตร์จะจัดงานประชุมทุกสองปี
ตน…ตนก็มีสิทธิ์หรือ
ถ้าเป็นคนอื่นที่พูดประโยคนี้ อย่างมากเหอจื้อเชียนก็คงหัวเราะใส่ ต่อให้คนคนนั้นจะเก่งกาจมากขนาดไหน หรือถึงขั้นที่เป็นหัวหน้าเขาก็ตาม
เหอจื้อเชียนรู้สึกว่าอีกฝ่ายคงขายฝันให้ตนเท่านั้น!
แต่เฉินชางต่างออกไป!
อย่างแรกคือเขามีกำลังพอจะผลักดันตนได้!
หากเฉินชางคิดจะผลักดันอย่างจริงจัง เขามีกำลังมากพอแน่นอน
ไม่มีใครกล้าสงสัยอยู่แล้ว!
อย่างที่สอง เฉินชางไม่เคยโกหก พูดจริงทำจริง ทั้งยังดีกับตนมากจริงๆ
การตีพิมพ์หนังสือวารสารเฉพาะกลุ่มครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์ต่ออนาคตของเหอจื้อเชียนอย่างมหาศาล!
พอคิดมาถึงตรงนี้ เหอจื้อเชียนรู้สึกว่าความสุขอยู่แค่เอื้อมจริงๆ!
ถ้าเฉินชางอายุมากกว่านี้สักหน่อย เขาก็อยากจะถามว่า ‘คุณรับลูกบุญธรรมไหม’
น่าเสียดาย!
เฉินชางเป็นรุ่นลูกตนด้วยซ้ำ
ถ้าไปเป็นลูกเขา…อืม…ไม่เหมาะหรอก!
เหอจื้อเชียนอยู่ไม่นานก็ออกไป
เขาฮัมเพลงในใจ อารมณ์ดีมาก!
แต่หลังจากเขาเดินไปได้สองสามก้าว จู่ๆ ก็ชะงักเท้า!
พลันนึกถึงเรื่องบางอย่างที่น่ากลัวอย่างยิ่ง!
จู่ๆ เขาก็ตระหนักได้ว่า
อีกสิบปีข้างหน้า…เฉินชางจะปั้นสมาชิกสภาวิทยาศาสตร์สาขาการแพทย์ให้ประเทศจีนมากขนาดไหนกัน
พอคิดมาถึงตรงนี้ เหอจื้อเชียนขนหัวลุกขึ้นมา
น่ากลัวเกินไปแล้ว!
ถ้าวันนั้นมาถึงจริงๆ แปลว่าคำพูดของเฉินชางจะมีอิทธิพลสั่นสะเทือนวงการแพทย์อย่างมหาศาล
บางที…
มีฉายาหนึ่งที่เหมาะกับเขามาก ‘เจ้าพ่อ!’
ถูกต้องแล้ว!
พอคิดว่าอีกสิบปีข้างหน้า เฉินชางจะกลายเป็นเจ้าพ่อที่อยู่จุดสูงสุดของวงการแพทย์
จะเป็นฉากแบบไหนกันนะ
อันที่จริง วงการแพทย์ยังมีส่วนที่แตกต่างกับวงการอื่นมาก
เนื่องจากวงการนี้ให้ความสำคัญกับการถ่ายทอดความรู้
อันที่จริงผู้รับสืบทอดความรู้ก็คือลูกศิษย์
เฉินชางจะกลายเป็นอาจารย์ของนักวิชาการเหล่านั้น
ทุกครั้งที่เอ่ยชื่อเฉินชางออกมา ความหมายจะต่างไปจากเดิม
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขารู้สึกขนลุกขึ้นมาทันที
แต่ว่า…
ค่อนข้างตื่นเต้นอยู่รางๆ ด้วย!
ในปัจจุบัน!
เฉินชางคงเป็นอัจฉริยะผู้ยิ่งใหญ่
ถ้าอยู่ในบุคโบราณ อาจจะอยู่ในระดับ ‘นักปราชญ์’ สินะ
ยกตัวอย่างเช่นปราชญ์การแพทย์จางจ้งจิ่ง[1] ราชาโอสถซุนซือเหมี่ยว[2]เป็นต้น…
เฉินชางต้องจารึกชื่อตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ได้แน่นอน
นี่คือยอดคนตัวจริง!
หลังจากเหอจื้อเชียนออกไปแล้ว
เฉินชางนั่งอยู่ในห้องสำนักงาน
หลับตาใช้ความคิด
พูดกันตามตรง เฉินชางก็ไม่ได้มีความมั่นใจกับการผ่าตัดรักษาพาร์กินสันด้วยรังสีศัลยกรรมอย่างเต็มที่
ถึงอย่างไรก็เป็นผลิตภัณฑ์ล้ำยุค
ไม่ว่าจะความยากเชิงเทคนิคหรือว่าแนวคิดผ่าตัด ปัจจุบันยังไม่ปรากฏขึ้นทั้งสิ้น
ตอนนี้เทคนิคผ่าตัดของเฉินชางสมบูรณ์แบบแล้ว!
แต่เขายังต้องทำความเข้าใจรายละเอียดในแง่มุมต่างๆ อย่างตรงจุดไปเรื่อยๆ
อย่างเช่น การใช้เทคนิคสำหรับทำลายส่วนโกลบัสพลลิดัสกับส่วนทาลามัสรวมถึงกระตุ้นสมองส่วนลึกไปพร้อมกัน จะลดการแพร่ฤทธิ์ยับยั้งสูงในปมประสาทฐานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร
โดยเฉพาะในกรณีที่เลือกนิวเคลียสส่วนกลางปมประสาทฐานเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุด ทำอย่างไรถึงจะได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพที่สุด
จู่ๆ เฉินชางก็พบว่า
อันที่จริงเขาหยิบทุกประเด็นในเรื่องนี้มาเป็นหัวข้อสำหรับมุ่งเน้นศึกษาวิจัยได้!
ถ้าอย่างนั้น…
คุยกับนักวิชาการอย่างพวกเซวียเจิ้งเริ่นกับหยางหมิงดีไหมนะ
ช่างเถอะ!
เฉินชางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบมือถือขึ้นมา โทรเรียกอู๋ฮุยมาหา
พวกเซวียเจิ้งเริ่นติดตามตนก็เพื่อเรียนรู้เทคนิค
แต่อู๋ฮุยไม่ได้ทำเพื่อสิ่งนี้เพียงอย่างเดียว!
อู๋ฮุยปฏิบัติต่อเฉินชางในฐานะอาจารย์ที่ปรึกษา
ในมุมมองของเฉินชาง ค่าความรู้สึกดี 75 แต้มเพียงพอให้วางใจแล้ว เป็นฐานอ้างอิงให้เฉินชางเชื่อใจได้
ส่วนเซวียเจิ้งเริ่น ค่าความรู้สึกดีของเขายังมีแค่ 35 แต้มเท่านั้น
[1] จางจ้งจิ่ง หนึ่งในแพทย์ชาวจีนที่มีชื่อเสียงที่สุดในช่วงปลายราชวงศ์ฮั่น เขาสร้างหลักเกณฑ์เกี่ยวกับยาและสรุปประสบการณ์การใช้ยาเป็นรูปเล่ม มีส่วนช่วยพัฒนาวงการแพทย์แผนจีนมาจนถึงปัจจุบัน
[2] ซุนซือเหมี่ยว แพทย์พื้นบ้านในยุคราชวงศ์ถัง เป็นผู้ประพันธ์หนังสือ ‘ตำรับยาพันเหรียญทอง’ ที่รวบรวมสูตรยาพื้นบ้านไว้ สร้างคุณูปการต่อวงการแพทย์แผนจีน มีชื่อเสียงโด่งดัง ชาวบ้านและนักพรตในยุคนั้นยกย่องให้เป็นเทพแห่งการแพทย์