เปิดระบบสุดโกงอัปสกิลหมอ - บทที่ 1709 ผ่าตัดสำเร็จหรือผ่าตัดล้มเหลว! (1)
ภายใต้ความสนใจของมวลชน
การผ่าตัดเริ่มขึ้นแล้ว
นี่อาจจะเป็นการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจและปอดควบคู่กัน
เพื่อรักษาโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดพ่วงภาวะความดันปอด
สูงเคสแรกของโลก
ย่อมได้รับความสนใจจากคนมากขึ้นเรื่อยๆ
ไม่ว่าจะเป็นระดับความยากในการผ่าตัด หรือจุดเริ่มต้น
ของการผ่าตัด ล้วนเป็นที่ถกเถียงกันอย่างยิ่ง
ดังนั้น หลังจากเฉินชางประกาศว่าจะถ่ายทอดสด
ระหว่างดำเนินการผ่าตัด ก็ติดฮอตเสิร์ชบนเว่ยป๋อทันที
ไม่ว่าจะเป็นคนในวงการ หรือชาวบ้านธรรมดา ล้วน
ต้องการชมการผ่าตัดครั้งนี้ด้วยความคิดที่แตกต่างกันไป
ซึ่งความจริงแล้ว!
ในมุมของเฉินชาง เจตนาที่เปิดถ่ายทอดสดการผ่าตัดไม่
ใช่เพราะอยากให้เห็นว่าการผ่าตัดทรงพลังมากขนาดไหน!แต่เขาหวังให้ทุกคนได้เห็นถึงความโหดร้ายและสภาพ
ความเป็นจริงของการผ่าตัด
แต่ไหนแต่ไรมาการรักษาไม่ได้สวยงามอย่างที่ทุกคน
จินตนาการไว้!
เบื้องหลังปาฏิหาริย์การผ่าตัดทุกเคส ไม่รู้เลยว่ามีความ
ทุ่มเทและความเสี่ยงแฝงเร้นอยู่มากขนาดไหน แต่ถึงจะเป็น
เช่นนี้ ความเป็นจริงก็ไม่เคยปราณีเลยสักครั้ง!
ถูกต้อง!
มีดผ่าตัดมีเมตตา
แต่โรคภัยไร้ความปราณี
เดิมทีการผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจและปอดควบคู่กันคือการ
ผ่าตัดที่มีระดับความยากสูงมากประเภทหนึ่ง ยิ่งไปกว่านั้นยัง
เป็นผู้ป่วยโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดพ่วงภาวะความดันปอด
สูงที่ฝ่าฝืนคำสั่งแพทย์อีก
หลังจากบรรดาผู้เชี่ยวชาญของสมาคมศัลยกรรม
ทรวงอก AATS แห่งอเมริกาทราบข่าวการผ่าตัดครั้งนี้ของเฉิน
ชาง ทุกคนล้วนถอนหายใจ!ในแง่มนุษยธรรม ณ ปัจจุบัน ทุกคนล้วนคำนึงถึง
สิทธิมนุษยชนของผู้ป่วย แต่จะมีสักกี่คนที่คำนึงถึง
สิทธิมนุษยชนของหมอ
ผู้ป่วยมีสิทธิ์เลือก
แต่ถ้าลองสมมุติว่าคุณเป็นหมอคนหนึ่ง เวลาที่เผชิญกับ
สถานการณ์แบบนี้ คุณจะมีสิทธิ์เลือกหรือไม่
สถานการณ์นี้ก็เหมือนมีสระแห่งหนึ่งจับตัวเป็นน้ำแข็ง
เจ้าหน้าที่ในพื้นที่กังวลว่าจะเกิดเรื่องขึ้น จึงล้อมรั้วเอาไว้ กัน
ไม่ให้คนเข้าไปเล่นสเก็ตน้ำแข็ง ผลคือมีคนที่ไม่ยอมเชื่อฟัง
คิดว่าตัวเองเป็นลูกรักพระเจ้าจึงเข้าไปเล่นสเก็ตน้ำแข็ง!
ไม่ทันระวังตกลงไปในสระ ขณะที่ชีวิตแขวนอยู่บน
เส้นด้าย เจ้าหน้าที่ของสระนี้มาเห็นเข้า คุณว่าเขาจะช่วย
หรือไม่
ช่วยงั้นหรือ
พวกเขาก็ไม่มีมาตรการป้องกันตัวที่รัดกุมเหมือนกัน!
ไม่ช่วยงั้นหรือหลังจากนั้นต้องเผชิญกับเสียงวิจารณ์และข้อครหา
มากมายแน่
อย่าได้ชะล่าใจจนประเมินความคิดของพวกชอบนินทา
โดยไม่กลัวจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ต่ำเกินไป มีบุคลากร
การแพทย์ไม่รู้กี่คนที่แบกรับแรงกดดันจากข้อครหาพวกนี้
ไม่ไหว เลือกฆ่าตัวตายเพราะเหตุนี้!
ถึงพวกเขาช่วยไว้ แต่หากหลังจากนั้น ฝ่ายที่ถูกช่วย
ลงเอยด้วยความพิการหรือเป็นโรคร้ายแรง คุณจะถูก
กล่าวโทษที่ช่วยไม่ทันเวลา แต่กลับไม่คำนึงถึงเลยว่าคุณ
ได้รับแรงกดดันมากขนาดไหน!
ถ้าคุณตาย เขาก็ตาย ระบบการแพทย์ของโรงพยาบาล
พวกคุณจะถูกกล่าวโทษว่าไม่ดีพอ ทักษะแพทย์มีจำ กัด!
คนช่วยตายไป คนถูกช่วยก็ตาย อย่างมากได้แค่โล่
เกียรติคุณ ใครอยากได้กันล่ะ คนที่เข้าไปช่วยจะอยากได้หรือ
คนในครอบครัวเขาจะอยากได้หรือ!
แล้วถ้าคุณไม่ช่วยล่ะ ฮ่า! คุณจบเห่แน่นอน ขาด
คุณสมบัติด้านวิชาชีพ ไม่มีจิตเมตตาตามหลักจริยธรรมแพทย์ คุณคือขยะดีๆ นี่เอง! เสียงวิจารณ์เชิงลบสารพัด
จะประเดประดังเข้ามา ใครจะรับไหวกัน
ทุกคนล้วนเป็นมนุษย์ อย่ามองเพียงความแตกต่างทาง
อาชีพ จนคิดว่าเป็นเรื่องที่พวกเขาสมควรทำอยู่แล้ว
บนโลกนี้ไม่มีอะไรที่ควรหรือไม่ควรทำ ยิ่งไม่มีอะไร
เป็นตัวตัดสินถูกผิดด้วย!
เมื่อโยนทุกอย่างทิ้งแล้ววิเคราะห์ที่ปัญหา สุดท้าย
คนเราก็เห็นแก่ตัวทั้งนั้น!
….
ครั้งนี้ซาบรีน่า ประธานสมาคม AATS ก็ออกมาแสดง
จุดยืนสนับสนุนเฉินชาง!
แม้แต่ผู้อาวุโสจงจากสมาคมแพทย์แห่งประเทศจีน
หลังจากทราบข่าวเรื่องนี้ก็มาที่เมืองอันหยางด้วยตัวเอง!
มาเพื่อการผ่าตัดครั้งนี้!
ผู้อาวุโสจงฝ่าคลื่นมรสุมมาอย่างโชกโชน ตลอดหลาย
ปีที่ผ่านมา เขาเคยประสบเรื่องพวกนี้มานักต่อนักแล้ว
จุดประสงค์ในการมาของเขาไม่ใช่เพื่อความสำ เร็จในการผ่าตัด ว่ากันตามตรง เขาก็ช่วยอะไรในการผ่าตัดไม่ได้เช่นกัน
จุดประสงค์ที่เขามาก็เพื่อเฉินชาง!
เพื่อเรื่องในครั้งนี้ด้วย
ถึงแม้ผู้อาวุโสจะไม่มีอำนาจตัดสินแทน แต่ในแวด
วงการแพทย์ เขาคือผู้ทรงอำนาจ!
เขามาเพื่อปกป้องเฉินชาง
….
ในฐานะหมอ สิ่งที่ต้องใคร่ครวญถึงที่สุดไม่ใช่เทคนิค แต่
เป็นใจคน!
บ่อยครั้ง หากคุณยืนอยู่คนละมุมกับคนอื่น
วิจารณญาณและการตัดสินใจก็จะต่างออกไปเช่นกัน
ในมุมมองของผู้ป่วยอย่างกัวเสวี่ย เธอคงอยากมีลูก
จริงๆ ถึงขั้นยอมสละชีวิตตัวเองเพื่อให้เด็กคนนี้ได้ลืมตาดูโลก
ถ้าเกิดลูกของเธอรู้เรื่องนี้เข้า อาจจะรู้สึกขอบคุณที่
แม่ให้โอกาสเขาได้มีชีวิต
ถึงขั้นที่หากนำกรณีตัวอย่างนี้ไปใส่ในนิยายเล่มใดเล่ม
หนึ่ง เด็กคนนี้จะกลายเป็นต้นแบบของตัวเอกในเรื่องแน่นอนใช่ไหมล่ะ
ถึงขนาดที่ว่า ในมุมมองของคนส่วนใหญ่ที่มีต่อเรื่องนี้
ฉากที่อยากเห็นที่สุดคือศาสตราจารย์เฉินทุ่มกำลังพลิก
สถานการณ์ได้ การผ่าตัดดำเนินไปอย่างราบรื่น ปลอดภัยทั้ง
แม่ทั้งลูก กลายเป็นตำนานบทหนึ่ง!
แม้แต่หมอส่วนใหญ่ก็ล้วนคิดแบบนี้!
ยกตัวอย่างเช่นเมิ่งซี ตัวเธอยังเป็นสาวโสด เวลาที่เจอ
เรื่องราวประเภทนี้ ในฐานะผู้หญิงด้วยกัน มีแนวโน้มสูง
มากว่าจะอยากให้ความช่วยเหลือเธอ
สิ่งที่เธอเห็นคือความยิ่งใหญ่ของแม่คนหนึ่ง ดังนั้นเธอ
จึงหวังว่าเฉินชางจะช่วย เนื่องจากเมิ่งซีรู้ดีว่าการผ่าตัด
มีความเสี่ยง ความล้มเหลวก็ส่วนความล้มเหลว แต่จะลงมือ
หรือไม่นับเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
เมิ่งซีไม่คิดเลยว่าเบื้องหลังเรื่องราวนี้จะมีข้อมูลซับซ้อน
มากมายขนาดนี้
แต่พอลองคิดดีๆ
สิ่งที่เมิ่งซีพูดออกมาคือคำพูดที่หลายๆ คนในเหตุการณ์ตอนนั้นไม่ได้พูด
ออกมา
ความเข้าใจของเฉินชางเพิ่มขึ้นมาก เขามองปัญหาได้ทะ
ละปรุโปร่งกว่าเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะคิดได้
ลึกซึ้งขนาดนั้นเหมือนกันหมด
การผ่าตัดนี้ดูเหมือนจะเป็นบทพิสูจน์รัก แต่ความจริง
คือการผ่าตัดที่ใช้ความรักเป็นข้ออ้าง
ไม่ใช่ทุกคนที่จะมองหลายเรื่องราวได้กระจ่างเหมือนกัน
หมด เมิ่งซีเป็นเพียงแพทย์ปริญญาเอกวัยสามสิบต้นๆ
ท้ายที่สุดแล้วมุมมองในการเผชิญปัญหาก็ยังไม่เป็นผู้ใหญ่เท่า
เฉินชาง!
อืม…เกิดก่อนไม่ได้แปลว่าจิตใจจะเป็นผู้ใหญ่ไปด้วย
สติปัญญา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์
ความเข้าใจและการตอบสนองของเฉินชางเฉียบไวมาก ดังนั้น
เขาจึงตระหนักถึงเรื่องพวกนี้ได้ภายในระยะเวลาสั้นๆ!
เฉินชางไม่ตำหนิเมิ่งซี จุดนี้เข้ากับอุปนิสัยของอาจารย์
เมิ่งแต่การมาถึงของผู้อาวุโสจงทำให้เฉินชางค่อนข้างตกใจ
“อาจารย์จง คุณมาได้ยังไงครับ” เฉินชางอดถามไม่ได้
ผู้อาวุโสจงยิ้มนิดๆ “การผ่าตัดครั้งนี้ สิ่งที่ต้องมีไม่ใช่แค่
เทคนิคชั้นยอด แต่ต้องจัดการเรื่องราวหลายอย่างด้วย ฉัน
มาเพื่อช่วยจัดการปัญหาวุ่นวายบางอย่างให้น่ะ”
ผู้อาวุโสจงเสนอตัวมาช่วยเอง เฉินชางย่อมซาบซึ้ง
อย่างยิ่ง
ด้วยเหตุนี้ ผู้อาวุโสจงจึงเข้าร่วมด้วย
เฉินชางประสานกับแผนกสูติกรรม แผนกโลหิตวิทยา
แผนกวิสัญญี แผนกโรคติดเชื้อ แผนกโรคหัวใจ แผนกระบบ
ทางเดินหายใจ…เกือบสิบแผนก เริ่มประชุมหารือครั้งสุดท้าย
ก่อนเข้าผ่าตัด!
การมาถึงของอาจารย์จง ทำให้มีหลักประกัน
ความปลอดภัยในการผ่าตัดเพิ่มมากขึ้น
ตอนนี้กัวเสวี่ยเริ่มมีสัญญาณภาวะหัวใจล้มเหลวขั้น
รุนแรงแล้ว
หากเป็นแบบนี้ต่อไป จะส่งผลกระทบต่อทารกแน่นอนพวกเฉินชางกำลังพิจารณาอยู่ว่าจะผ่าตัดปลูกถ่าย
อย่างไรไม่ให้ส่งผลกระทบต่อทารก
จู่ๆ ผู้อาวุโสจงก็เอ่ยเสนอว่า “ผ่าตัดทำคลอดก่อน
จากนั้นค่อยผ่าตัดปลูกถ่ายหัวใจควบคู่ปอด!”
ต้องพูดทีเดียวว่า ขิงแก่ยังคงเผ็ดร้อนอยู่
ทุกคนเริ่มหารือเกี่ยวกับแนวทางนี้ใหม่อีกครั้ง
จางจิ้นเฟิงเป็นมือฉมังของแผนกสูตินรีเวช เขายื่น
ความเห็นอย่างเด็ดขาดว่าการผ่าตัดนี้ต้องผ่าคลอดทาง
หน้าท้องเท่านั้น “ตอนนี้ครรภ์มีอายุยี่สิบแปดสัปดาห์แล้ว ผ่า
คลอดได้ จากนั้นส่งเข้าไปพักฟื้นในตู้อบทารก ไม่
ส่งผลกระทบแน่นอน”
จู่ๆ จางจิ้นเฟิงก็เอ่ยขึ้นมาว่า “เจ็ดเดือนแล้ว ไม่รู้จริงๆ
ว่าผู้หญิงคนนี้ทนยืนหยัดมาได้ยังไง ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม
ทุกคนมาพยายามให้เต็มที่เถอะ ช่วยเด็กคนนี้ไว้ให้ได้จะดี
ที่สุด”
ทุกคนต่างพยักหน้ารับ อันที่จริงการช่วยเด็กให้รอดคือ
แนวโน้มที่มีความเป็นไปได้สูงที่สุดแล้วเนื่องจากคนส่วนใหญ่ทนยืนหยัดได้ไม่ถึงเจ็ดเดือน!
โรคหัวใจพิการแต่กำเนิดพ่วงภาวะความดันปอดสูง
พยายามยืนหยัดประคองครรภ์มาถึงเจ็ดเดือน ความทรมานนี้
ไม่ใช่เรื่องที่คนทั่วไปจะทนรับไหวจริงๆ
เวลานี้ เฉินชางเอ่ยถามด้วยความสงสัย “ผู้อำนวยการ
จางครับ ประโยคที่ว่าครรภ์เจ็ดเดือนรอดง่ายแปดเดือนรอด
ยาก[1]เป็นความจริงไหม”
จางจิ้นเฟิงส่ายหน้า “เรื่องนี้จะว่ายังไงดีล่ะ ออกจะเป็น
ความเห็นในแง่เดียวน่ะ”
“หากสุขภาพของแม่และเด็กปกติทั้งคู่ ประโยคนี้จะผิด
อย่างสิ้นเชิง ยังไงก็ตาม ตัวอ่อนจะค่อยๆ พัฒนาการเติบโต
ขึ้นตามวันเวลา แต่โดยธรรมชาติแล้วแปดเดือนค่อนข้าง
ดีกว่าเจ็ดเดือน”
“ช่วงอายุครรภ์เจ็ดเดือน ปอดของทารกทำหน้าที่หายใจ
ขั้น
พื้นฐานได้แล้ว ดังนั้นถึงบอกว่าเจ็ดเดือนก็โอเคแล้ว”
พูดมาถึงตรงนี้ จางจิ้นเฟิงกลับยิ้มออกมา “แน่นอนว่า ที่
บอกว่าเจ็ดเดือนรอดง่ายแปดเดือนรอดยากก็ไม่ได้ผิดไปเสียทั้ง
หมดหรอก ฉันคิดว่าคนสมัยก่อนอาจจะศึกษาจากสภาพ
ทางพยาธิวิทยาประเภทหนึ่ง”
“ถ้าคุณแม่ที่ตั้งครรภ์เกิดล้มป่วย จำ เป็นต้องคลอด
ก่อนกำหนด อย่างเช่นกัวเสวี่ย สภาวะร่างกายของเธอ
ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ต่อไป มีแต่จะส่งผลเสียต่อทารกเป็นอย่า
งมาก ในช่วงเวลานี้ ถ้ามีอายุครรภ์ประมาณเจ็ดเดือนก็ผ่า
คลอดก่อนกำหนดได้แล้ว ถ้ายื้อไว้ต่อไปกลับจะส่งผลเสียแทน
”
“แน่นอนว่า ยังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้ทารกอยู่ในครรภ์ต่อไป
ไม่ได้เนื่องจากสาเหตุจากเจ้าตัวเอง พอเข้าเดือนแปดจู่ๆ ก็
คลอดก่อนกำหนด แต่สถานการณ์แบบนี้มักเกิดจากปัจจัย
ของทารกเอง อัตราการเสียชีวิตจึงสูงมาก ดังนั้นชาวบ้าน
จึงพูดกันว่า เจ็ดเดือนรอดง่ายแปดเดือนรอดยาก”
พอได้ฟังคำอธิบาย ทุกคนก็โล่งใจ
[1] เจ็ดเดือนรอดง่ายแปดเดือนรอดยากเป็นความเชื่อ
สมัยเก่าของชาวจีน เชื่อกันว่าเด็กที่คลอดก่อนกำหนดในช่วงอายุครรภ์เจ็ดเดือนจะมีอัตรารอดชีวิตสูงกว่าเด็กที่คลอด
ในช่วงอายุครรภ์แปดเดือน ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิดและผู้สูงวัย
ส่วนใหญ่ในประเทศจีนยังคงยึดติดกับความเชื่อนี้อย