เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 1 สำนักหมิงเยว่
บทที่ 1 สำนักหมิงเยว่
ยุคราชวงศ์เหลียง
ภูเขาหมิงซิ่ว สำนักหมิงเยว่
นอกอาณาเขตของสำนักหมิงเยว่ ประกอบด้วยภูเขาทั้งสิบลูกรายล้อม อยู่โดยรอบภูเขาหมิงซิ่ว ศิษย์นอกสำนักถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ คือ สำนักระดับล่าง สำนักระดับกลาง และสำนักระดับสูง
สำนักระดับล่างสำหรับศิษย์นอกสำนักที่มีขั้นการฝึกฝนต่ำกว่าวิญญาณยุทธ์ขั้นสาม
สำนักระดับกลางสำหรับศิษย์นอกสำนักที่มีขั้นการฝึกฝนตั้งแต่วิญญาณยุทธ์ขั้นสี่ถึงขั้นหก
สำนักระดับสูงสำหรับศิษย์นอกสำนักที่มีขั้นการฝึกฝนตั้งแต่วิญญาณยุทธ์ขั้นเจ็ดถึงขั้นเก้า
ศิษย์นอกของสำนักหมิงเยว่ทุกคน หากไม่สามารถเลื่อนขั้นขึ้นไปยังระดับที่สูงขึ้นได้ภายในเวลาสี่ปีหลังจากเข้าเป็นศิษย์จะถูกคัดออกจากสำนักหมิงเยว่ และไม่ได้รับอนุญาตให้ฝึกฝนอีกต่อไป
การฝึกฝนต้องใช้พรสวรรค์ สติปัญญา และความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง เนื่องจากในแต่ละปีสำนักหมิงเยว่จะคัดศิษย์ออกเป็นจำนวนมาก และในขณะเดียวกันก็จะรับศิษย์ใหม่ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมเข้ามาเป็นจำนวนมากเช่นกัน
บัดนี้อยู่ในช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิของเดือนที่สาม เป็นช่วงเวลาที่สำนักหมิงเยว่รับศิษย์ใหม่ วันนี้จึงมีศิษย์ใหม่กลุ่มใหญ่ที่เดินทางมาถึงสำนักระดับล่างแล้ว
เหอวั่น ผู้ฝึกสอนวัยประมาณสี่สิบปี สวมชุดสีเหลือง ยืนตัวตรงในท่วงท่าที่สง่างามมาก แววตาเฉียบคมของเขากำลังกวาดมองเด็กหนุ่มทั้งหกสิบคนในลานด้วยสีหน้าเรียบเฉย จากนั้นหยิบรายชื่อขึ้นมา และเริ่มขานชื่อทีละคน
“สวี่เถา”
“ศิษย์อยู่นี่ขอรับ”
เหอวั่นมองสวี่เถาอย่างพินิจ พร้อมกับจดจำใบหน้าของเขา ก่อนจะสั่งว่า “เจ้าไปยืนรอข้าง ๆ ครู่หนึ่ง แล้วไปรับตำราปราณยุทธ์พร้อมกับศิษย์คนอื่น ๆ”
สวี่เถาคำนับ แล้วขยับไปยืนอยู่ห่างออกไปไม่ไกล
จากนั้นเหอวั่นก็ขานชื่อต่อทีละคน พร้อมกับจดจำใบหน้าของศิษย์ใหม่ทุกคน
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป*[1] ในยามนี้รอบ ๆ ตัวของสวี่เถามีศิษย์มารวมตัวกันนับยี่สิบสองคน ศิษย์เหล่านี้ถูกผู้รับใช้คนหนึ่งนำทางไปรับตำราฝึกฝนที่หอตำรา
เหอวั่นยังคงขานชื่อต่อไป ขณะนี้มีศิษย์อีกยี่สิบห้าคนที่ถูกผู้รับใช้พาตัวไป ทว่าพวกเขากลับไม่ได้ไปรับตำรา แต่ถูกพาตัวไปทำงานรับใช้ทั่วไปแทน
ผู้ที่ได้รับอนุญาตให้นำตำรากลับไปฝึกฝนได้ทันที ล้วนเป็นทายาทของผู้ฝึกยุทธ์มาก่อน ตามกฏของศิษย์สำนักนอก พวกเขาย่อมได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำงานรับใช้เช่นนี้
ส่วนกลุ่มที่สองที่ถูกพาตัวไปทำงานรับใช้ ล้วนเป็นบุตรหลานจากตระกูลร่ำรวยที่จ่ายเงินมา แม้ว่าจะไม่สามารถยกเว้นงานเบ็ดเตล็ดได้ทั้งหมด ถึงกระนั้นเหอวั่นก็ให้พวกเขาทำงานรับใช้เพียงสามวัน เพื่อให้ปฏิบัติตามธรรมเนียมเท่านั้น
ส่วนศิษย์ที่เหลืออีกสิบสามคน เหอวั่นมองพวกเขาด้วยสีหน้าไม่ค่อยสบอารมณ์นัก
ศิษย์เหล่านี้ล้วนเป็นเด็กหนุ่มจากครอบครัวยากจน พวกเขาผ่านการทดสอบเข้าสำนักหมิงเยว่ได้ด้วยโชคชะตาและความมุ่งมั่น สำนักหมิงเยว่จึงไม่สามารถปฏิเสธพวกเขาได้ แต่จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ศิษย์ที่ยากจนเหล่านี้แทบจะไม่มีโอกาสเลื่อนระดับได้เลย
ค่าตอบแทนของเหอวั่นขึ้นอยู่กับการเลื่อนขั้นของศิษย์ที่เขารับผิดชอบ จึงเป็นเรื่องปกติที่เขาจะไม่ชอบศิษย์ที่มาจากครอบครัวยากจนที่เป็นตัวถ่วงเหล่านี้
เหอวั่นจ้องมองศิษย์ที่เหลืออีกสิบสามคนอย่างเย็นชา ก่อนจะเริ่มขานชื่อ และมอบหมายงานรับใช้ให้พวกเขาทำทีละคน
ศิษย์เหล่านี้ต้องทำงานเบ็ดเตล็ดเป็นเวลาสิบวัน และเหอวั่นจะเก็บเงินที่พวกเขาหามาได้ทั้งหมด แม้จะไม่มากนัก แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
เมื่อขานชื่อถึงเด็กหนุ่มที่ชื่อหลี่ลี่ เหอวั่นก็ขมวดคิ้วขึ้นมาทันที
หลี่ลี่เป็นเด็กหนุ่มวัยสิบสี่ปี รูปร่างผอมบาง ใบหน้าซีดเซียวราวกับป่วยหนัก ดูเหมือนว่าลมพัดผ่านเบา ๆ เขาก็อาจจะปลิวไปตามแรงได้
เมื่อตรวจสอบประวัติ เขาก็พบว่าเด็กหนุ่มคนนี้เป็นเด็กกำพร้า ไม่มีแม้แต่ญาติ ไม่รู้ว่าผ่านการทดสอบเข้าสำนักมาได้อย่างไร
เขามองหลี่ลี่อยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกาย แสร้งรอยยิ้มอันเป็นมิตรออกมา
“หลี่ลี่ เจ้าไปที่หอหมื่นตำรา เพื่อรับงานทำความสะอาดและจัดเรียงตำราก็แล้วกัน!”
ขณะเดียวกัน เด็กหนุ่มอีกสิบสองคนที่เหลือล้วนได้รับมอบหมายให้ทำงานหนัก ดูเหมือนเหอวั่นจะกลัวว่าหลี่ลี่จะทำงานหนักไม่ไหว เกรงว่าเขาล้มป่วย ราวกับว่าเขาเกิดความรู้สึกเมตตาขึ้นมา จึงแสร้งทำเป็นเห็นใจ
เด็กหนุ่มที่ผ่านการทดสอบเข้าสำนักได้ล้วนเป็นคนที่อ่านออกเขียนได้ การทำความสะอาดและจัดเรียงตำราจึงไม่ใช่งานยาก
หลี่ลี่สัมผัสได้ถึงความหวังดีของเหอวั่น เขาเงยหน้าขึ้นมองผู้ฝึกสอนด้วยความซาบซึ้ง ก่อนจะโค้งคำนับอย่างนอบน้อม
หลี่ลี่เดินตามคำชี้แนะของผู้รับใช้ พร้อมกับถือป้ายไผ่ที่เขียนคำสั่งของเหอวั่นไว้ มุ่งหน้าไปที่หอหมื่นตำราเพื่อรับมอบหมายงานจากผู้ดูแลหลิว
เมื่อมาถึง ผู้ดูแลหลิวรับป้ายไผ่มาอ่านข้อความบนนั้นอย่างคร่าว ๆ ก่อนจะมองหลี่ลี่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ที่ผ่านมามีแต่ศิษย์รุ่นพี่เท่านั้นที่ได้ทำงานที่นี่ เจ้าเป็นศิษย์ใหม่ จัดเรียงตำราได้หรือ?”
หลี่ลี่ยังคงความสงบเยือกเย็น เขาประสานมือทำความเคารพ “ศิษย์เต็มใจลองดูขอรับ” หลี่ลี่ได้ยินมาว่าศิษย์คนอื่น ๆ ล้วนได้ทำงานหนัก เขาจึงคิดว่าถึงงานที่นี่จะดูเหนื่อยหน่อย แต่การทำความสะอาดและจัดเรียงตำราย่อมดีกว่าการออกแรงกาย เพราะในยามนี้ร่างกายของเขายังอ่อนแอ หากหลีกเลี่ยงการทำงานหนักได้จะเป็นอันดีที่สุด
ผู้ดูแลหลิวเยาะเย้ยอย่างดูถูก ก่อนจะเบือนหน้าหนี
“เหอวั่นคงเห็นว่าเจ้ารูปร่างผอมบาง กลัวว่าเจ้าจะทำงานหนักไม่ไหว จึงจัดให้เจ้ามาทำงานในหอตำรา แต่การมาฝึกวิชาที่สำนักหมิงเยว่ ถ้าทนความลำบากไม่ได้ก็นับว่าใช้ไม่ได้ แม้แต่การจัดเรียงตำราก็ไม่ใช่เรื่องง่าย”
“การจัดเรียงตำรานับหมื่นเล่มนี้ ศิษย์รุ่นพี่ต้องใช้เวลาถึงเจ็ดวัน ถึงอย่างนั้นข้าจะให้เวลาเจ้าสิบวัน หากเจ้าทำงานไม่สำเร็จ อย่าโทษข้าที่ไม่ผ่อนปรน เพราะทุกอย่างย่อมต้องเป็นไปตามกฎ คะแนนของเจ้าอาจจะไม่ผ่านการประเมิน หากศิษย์ใหม่ทำงานไม่สำเร็จและคะแนนไม่ผ่านสามครั้ง จะถูกขอให้ออกจากสำนักหมิงเยว่และเสียสิทธิ์การเป็นศิษย์สำนักนอก เจ้าต้องระวังให้ดี”
ผู้ดูแลหลิวฮึดฮัดด้วยความรำคาญ ก่อนจะเดินนำหลี่ลี่ไปยังห้องโถงใหญ่แห่งหนึ่ง
ภายในห้องโถง เต็มไปด้วยตำราเก่าเก็บกองอยู่มากมายหลากหลายประเภท ทั้งหมดนั้นล้วนเป็นตำราที่สำนักหมิงเยว่รวบรวมมาจากที่ต่าง ๆ จำเป็นต้องทำความสะอาดและจัดหมวดหมู่ใหม่ให้เป็นระเบียบเรียบร้อย
แม้ว่าตำราเหล่านี้จะไม่ใช่ตำราฝึกฝนวิชาและดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อันใด ทว่าความจริงแล้ว การฝึกฝนวิชายุทธ์จำเป็นต้องใช้สติปัญญาและความรอบรู้ ดังนั้นการอ่านตำราประเภทต่าง ๆ ให้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี เพื่อเปิดโลกทัศน์ เพิ่มพูนความรู้ และเสริมสร้างสติปัญญา จึงถือว่าตำราเหล่านี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง
ประหนึ่งเคล็ดลับการฝึกฝนอยู่ประโยคหนึ่งว่า ‘ยืนนิ่งราวกับต้นสน*[2]’ สำหรับผู้ที่สติปัญญาน้อยจะเข้าใจเพียงแค่ยืนตัวตรงเหมือนต้นสนเท่านั้น ทว่าสำหรับผู้ที่เฉลียวฉลาดจะเข้าใจว่า ต้นสนในบทความนี้เป็นสัญลักษณ์ของจิตวิญญาณที่สูงส่งและสง่างาม ต้องฝึกฝนทั้งรูปกายและจิตใจควบคู่กันไป จึงจะบรรลุถึงแก่นแท้ของวิชา
สำหรับเคล็ดลับการฝึกวิชายุทธ์นั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจยากอยู่แล้ว ยิ่งฝึกฝนขั้นสูงก็ยิ่งยากขึ้นไปอีก ดังนั้นผู้ที่ไม่ค่อยอ่านตำราและสติปัญญาไม่สูงนัก ย่อมไม่มีทางฝึกฝนจนถึงขั้นสูงได้ ยกเว้นวิชาสายมารบางประเภท
ทองคำไม่ใช่สมบัติอันล้ำค่า ตำราต่างหากคือสมบัติที่แท้จริง ทุกสิ่งในโลกล้วนว่างเปล่า มีเพียงความดีงามเท่านั้นที่ไม่สูญสลาย สำนักหมิง เยว่เข้าใจหลักการนี้เป็นอย่างดี จึงให้ความสำคัญกับตำราเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงรวบรวมตำราหลากหลายประเภทจากทั่วสารทิศ มาให้ศิษย์ได้อ่านเพื่อเปิดโลกทัศน์
ขณะนั้น ผู้ดูแลหลิวได้ชี้ไปที่กองตำรามากมายในห้องโถง ก่อนจะกล่าวกับหลี่ลี่ “นี่คือตำราที่เจ้าต้องจัดเรียงทั้งหมด มีทั้งหมดหมื่นเล่ม เจ้าจงทำให้ดี! ที่สำคัญไปกว่านั้นในยามกลางคืนห้ามจุดไฟในหอหมื่นตำราโดยเด็ดขาด เจ้าห้ามจุดตะเกียงทำงาน มิฉะนั้น ไม่เพียงแต่จะถูกไล่ออกจากสำนักหมิงเยว่ แต่เจ้ายังอาจถูกตัดแขนตัดขาด้วย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่ลี่จึงรู้สึกว่างานนี้ค่อนข้างยากลำบากอยู่เล็กน้อย แต่เขาก็ยังมั่นใจว่าจะสามารถจัดตำราเหล่านี้ได้
‘หากจะวัดกันที่ความรู้หรือการอ่านตำรา ข้ามีสติปัญญาถึงสองชาติภพ จะต้องกลัวการจัดตำราเหล่านี้อีกหรือ?’
แท้จริงแล้ว จิตวิญญาณของหลี่ลี่ไม่ได้เป็นของโลกใบนี้เพียงอย่างเดียว ในชาติก่อนเขาเป็นเพียงชายหนุ่มธรรมดา ๆ คนหนึ่งบนโลก ตอนอายุยังไม่ถึงยี่สิบปี เขาก็ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนเสียชีวิต ทว่าเมื่อลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง หลี่ลี่ก็ได้มาอยู่ในโลกที่แปลกประหลาดแห่งนี้โดยไม่ทราบสาเหตุ
หลี่ลี่คิดว่าตนเองมีความรู้ที่สั่งสมมาถึงสองชาติ การจัดเรียงตำราเหล่านี้คงไม่ใช่เรื่องยาก ทว่าหลังจากที่เด็กหนุ่มชุดเขียวผู้หนึ่งได้อธิบายวิธีการจัดหมวดหมู่ตำราให้เขาฟังแล้ว หลี่ลี่จึงรู้สึกว่าเรื่องนี้ยากกว่าที่คิดไว้
หอหมื่นตำราแห่งนี้ แบ่งหมวดหมู่ตำราออกเป็นยี่สิบประเภทอย่างละเอียด ตำราบางเล่มก็แยกประเภทได้ยาก ต้องอาศัยประสบการณ์จึงจะแยกแยะได้ถูกต้อง หลี่ลี่เพิ่งมาใหม่ ต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยที่ผู้ดูแลหลิวไม่ได้คาดหวังอะไรในตัวเขาเช่นนั้น
เด็กหนุ่มชุดเขียวคนเดิม นำผ้าห่มและฟูกมามอบให้หลี่ลี่ เพื่อให้เขาพักค้างคืนบนเตียงไม้ไผ่ในห้องโถงนี้ไปก่อน หลังจากทำงานรับใช้เสร็จสิ้นแล้ว จึงจะมีการจัดที่พักให้ ดังนั้นผ้าห่มและฟูกต้องนำติดตัวไปด้วย และเขาต้องใช้ผ้าห่ม ฟูก และหมอนชุดนี้ไปอีกหลายปี
ไม่เพียงเท่านั้น ชายในชุดสีเขียวยังบอกสถานที่ทานอาหารและข้อควรระวังต่าง ๆ แก่หลี่ลี่อีกสองสามอย่าง เรียบร้อยแล้วถึงจากไป
ยามนี้เป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว แต่หลี่ลี่กลับไม่ได้สนใจจะทานอาหารหรือพักผ่อน เขารีบลงมือจัดเรียงตำราทันที พรุ่งนี้ถึงจะเป็นวันเริ่มงานอย่างเป็นทางการ แต่เขาจะไม่ยอมเสียเวลาครึ่งวันนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์
สำหรับการจัดเรียงตำราเหล่านี้ หากดูเพียงชื่อตำรานั้นไม่อาจจัดประเภทได้ง่าย ๆ เนื่องจากตำราหลายเล่มมีชื่อไม่ตรงกับเนื้อหา ตำราบางเล่มก็มีชื่อเรื่องที่เข้าใจยาก จำเป็นต้องอ่านเนื้อหาบางส่วนจึงจะสามารถระบุประเภทได้อย่างถูกต้อง
หลี่ลี่ตั้งใจพลิกอ่านตำราและบันทึกการจัดหมวดหมู่ตำราอย่างอดทน เขาทำงานตั้งแต่บ่ายจนถึงเย็น จนในยามนี้เขาก็เริ่มรู้สึกหิวขึ้นมาแล้ว เด็กหนุ่มละสายตาจากงานในมือ ปลีกตัวไปกินข้าวที่โรงอาหารของสำนักอย่างเร่งรีบ จากนั้นก็กลับมาที่ห้องโถงเพื่อจัดเรียงตำราต่อ
จนกระทั่งฟ้ามืด เวลาก็ล่วงเลยไปกว่าสี่ชั่วยาม*[3] แล้ว เขาจัดตำราได้เพียงร้อยกว่าเล่ม มีตำราหลายเล่มขนาดที่เขาอ่านดูหลายรอบแล้วก็ยังไม่รู้ว่าควรจัดอยู่ในประเภทใด
ถ้าเป็นศิษย์รุ่นพี่ที่มักจะมาอ่านตำราที่นี่อยู่เสมอ พวกเขานั้นสามารถบอกประเภทของตำราได้เพียงแค่ดูผ่าน ๆ เพราะอาศัยประสบการณ์ ทว่าหลี่ลี่ยังอ่อนประสบการณ์นัก เขาต้องใช้เวลาอย่างมากจึงจะสามารถแยกแยะประเภทตำราเหล่านี้ได้
ตำรากว่าหมื่นเล่มนี้ ต้องจัดให้ถูกต้อง ห้ามผิดพลาดเกินยี่สิบเล่ม หากทำไม่ได้ ภารกิจครั้งนี้ก็ถือว่าล้มเหลว นี่เป็นภารกิจแรกของหลี่ลี่นับตั้งแต่เข้าสำนักหมิงเยว่มา จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เขาต้องทำให้สำเร็จ!
ดูเหมือนว่าภารกิจที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้ จะไม่ใช่ความหวังดีจากเหอวั่นเสียแล้ว กลับกันนี่อาจจะเป็นการจงใจกลั่นแกล้งหลี่ลี่ก็เป็นได้ เขาจึงรู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
[1] หนึ่งก้านธูป คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน เท่ากับเวลา 30 นาที
[2] ยืนนิ่งราวกับต้นสน เป็นสำนวนจีน การยืนนิ่งและตรงเหมือนต้นสนหมายถึง บุคคลที่มีบุคลิกสง่างาม ยืนตัวตรง มั่นคง ไม่โยกคลอน เปรียบเสมือนต้นสนที่ยืนต้นสูงสง่า ทนทานต่อสภาพอากาศ
[3] ชั่วยาม คือหน่วยนับเวลาแบบโบราณของจีน หนึ่งชั่วยาม เท่ากับเวลา 2 ชั่วโมง