เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 2 ตำราวิหารแห่งราตรี
บทที่ 2 ตำราวิหารแห่งราตรี
บัดนี้ท้องฟ้ามืดสนิทแล้ว คืนนี้เป็นคืนเดือนมืด จึงไม่มีแสงจันทร์สาดส่องเลยแม้แต่น้อย ภายในห้องโถงจึงมืดมิดจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือของตนเอง
หากเป็นผู้อื่นคงนอนพักผ่อนบนเตียงไปนานแล้ว แต่หลี่ลี่ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เขานั่งอยู่ท่ามกลางกองตำรามากมาย จากนั้นหยิบตำราขึ้นมาเล่มหนึ่ง ก่อนจะยกตำราเล่มนั้นขึ้นมาจ่อใกล้ใบหน้าเพียงหนึ่งชุ่น*[1] แล้วค่อย ๆ พลิกอ่าน
หลี่ลี่นั้นมีสายตาที่ยอดเยี่ยมมาก เขาสามารถมองเห็นได้แม้จะอยู่ในความมืด ซึ่งถือเป็นทักษะพิเศษอย่างหนึ่งของเขา
“ไม่รู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่ที่อยู่ในเหวศิลากาฬอันเปียกชื้นและเย็นยะเยือกแห่งนั้นจะใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง ภาวนาขอให้ข้าประสบความสำเร็จโดยเร็ววัน เพื่อช่วยพวกท่านให้พ้นจากห้วงทุกข์นั้นด้วยเถิด”
หลี่ลี่พลิกอ่านตำราในความมืด ภาพตรงหน้าทำให้เขาหวนนึกถึงชีวิตเมื่อครั้งที่ต้องอาศัยอยู่ในเหวศิลากาฬ และเมื่อนึกถึงท่านพ่อกับท่านแม่ เขาก็รู้สึกขมขื่นขึ้นมาเล็กน้อย
เหวศิลากาฬมีชนเผ่าทมิฬจำนวนมากที่ตกเป็นทาสมาหลายชั่วอายุคน หลี่ลี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อสามปีก่อน ตอนเขาอายุสิบเอ็ดปี หลี่ลี่โชคดีที่หนีออกมาจากเหวศิลากาฬได้ หลังจากร่อนเร่พเนจรอยู่สามปี วันนี้เขาได้เข้าร่วมสำนักหมิงเยว่ จึงตั้งใจอย่างมากที่จะคว้าโอกาสในการฝึกฝนครั้งนี้เอาไว้
เด็กหนุ่มเหม่อลอยไปครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งสติและหันมาจัดการกับงานตรงหน้า
ผ่านไปครึ่งค่อนคืนแล้ว เขาจัดตำราเพิ่มได้อีกแค่เจ็ดสิบถึงแปดสิบเล่มเท่านั้น พร้อมกับจัดหมวดหมู่ของตำราและบันทึกข้อมูลครบถ้วน แม้ว่าเขาจะเป็นชนเผ่าทมิฬที่สามารถมองเห็นได้ในที่มืด แต่ก็ไม่ชัดเจนเท่ากับตอนกลางวัน ทำให้ทำงานได้น้อยกว่าช่วงกลางวันมาก
ในยามนี้หลี่ลี่เหนื่อยล้ามากแล้ว เขาจึงคิดว่าจะอ่านตำราอีกสามเล่มแล้วค่อยไปพัก…
เขาเอื้อมมือไปหยิบสมุดภาพเล่มหนึ่งที่มีชื่อว่า ‘ตำราวิหารแห่งราตรี’ ขึ้นมา เตรียมจะเปิดอ่าน
ทว่าเมื่อเอื้อมมือหยิบสมุดภาพเล่มนั้นเข้ามาดูใกล้ ๆ เขากลับพบว่ามันเป็นตำราบันทึกการเดินทางที่มีชื่อว่า ‘บันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตก’
“อืม หรือว่าข้าตาฝาดไป?” หลี่ลี่วางตำราเล่มนั้นห่างออกไปไม่มากนัก
ทันใดนั้นตัวอักษรตำราวิหารแห่งราตรี ก็ปรากฏขึ้นอีกครั้งบนหน้าปกของตำราเล่มนั้น ด้านล่างของตัวอักษรยังมีภาพวาดที่เลือนราง ซึ่งเป็นภาพหอคอยสองชั้นที่ทรุดโทรมราวกับไม่ได้รับการเหลียวแลมาหลายพันปีแล้ว และชื่อของหอคอยนั่นคือ ‘หอประลองยุทธ์’
ครู่ต่อมาหลี่ลี่ก็ตกตะลึงเป็นอย่างมาก หรือว่าตำราเล่มนี้จะเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างนั้นหรือ?
เมื่อเขาหยิบขึ้นมาดูใกล้ ๆ อีกครั้ง มันก็กลายเป็นบันทึกท่องราตรีในดินแดนตะวันตกเช่นเดิม ไม่ใช่วิหารแห่งราตรี
หลังจากลองพลิกไปมาสองสามครั้ง หลี่ลี่ก็เข้าใจ…
ตำราวิหารแห่งราตรีต้องเป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน มีเพียงผู้ที่มองเห็นในความมืดได้เท่านั้นจึงจะมองเห็นมันได้ในยามราตรี เมื่อหลี่ลี่ยกตำราวิหารแห่งราตรีขึ้นมาจ่อใกล้ดวงตา เขาก็จะมองไม่เห็นสิ่งใดเลย เพราะต้องอาศัยแสงสว่างจึงจะมองเห็นภาพวาดได้ ทว่าด้วยทักษะเนตรราตรีที่สามารถมองเห็นในความมืด ทำให้เขามองเห็นถึงความลึกลับของตำราเล่มนี้
ตำราวิหารแห่งราตรีลึกลับซับซ้อนเช่นนี้ ย่อมต้องเป็นของวิเศษอย่างแน่นอน แต่ของสิ่งนี้จะมีประโยชน์อย่างไรนั้น หลี่ลี่ก็ยังไม่อาจทราบได้
หลี่ลี่ยังไม่เข้าใจในหลักการของตำราเล่มนี้ เขาจึงวางตำราวิหารแห่งราตรีลงอีกครั้ง ให้ห่างออกไปอีกเล็กน้อย แล้วเพ่งมองอย่างพินิจ
เขาเพ่งมองอยู่นาน พลิกดูทั้งเล่มหลายรอบและค้นหาอยู่นาน ทว่าก็ไม่พบความลับใดใด มีเพียงแค่หน้าปกของตำราเท่านั้นที่เปลี่ยนแปลงไป
เมื่อหลี่ลี่จ้องมองหน้าปกตำรานั้นเป็นเวลานาน ชั่วขณะหนึ่งเขาก็รู้สึกวิงเวียนศีรษะ ทันใดนั้นก็พบว่าตัวเองอยู่ในหอคอยที่ไม่คุ้นเคย
“สถานที่แห่งนี้คือที่ใดกัน?!”
ความตื่นตระหนกกลืนกินไปชั่วขณะแต่เพียงแค่พริบตาเดียวหลังจากนั้น เขาพบว่าตนเองกลับมาอยู่ในห้องโถงอีกครั้ง ทุกสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นราวกับเป็นภาพลวงตา
ทว่าภาพลวงตานั้นช่างสมจริงเหลือเกิน ใบหน้าของหลี่ลี่เต็มไปด้วยเหงื่อไหลออกจนเปียกชุ่ม พร้อมกับรู้สึกว่าหัวใจนั้นเต้นรัวเป็นอย่างมาก
เมื่อหลี่ลี่กลับมาเป็นปกติ เขาก็มองไปที่ตำราวิหารแห่งราตรีอีกครั้ง เขารู้สึกว่าหอคอยที่ปรากฎเมื่อครู่ ช่างดูคล้ายกับในภาพหน้าปกของตำราเล่มนี้ยิ่งนัก
หลี่ลี่แลมองซ้ายทีขวาที ก่อนจะร้องอุทานออกมา “นี่มันหอคอยที่ข้าเห็นในภาพลวงตาเมื่อครู่นี้ไม่ใช่หรือ? หรือว่าข้าสามารถเข้าไปข้างในนี้ได้อย่างนั้นหรือ?”
เพียงแค่คะนึงถึง เขาก็พบว่าตนเองได้เข้ามาอยู่ภายในหอคอยนั้นอีกแล้ว คราวนี้หลี่ลี่ทันเตรียมตัวก่อนดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกกลัวมากนัก แต่ก็ยังไม่กล้าอยู่นานจนเกินไป พลันเมื่อคิดว่าอย่างไรก็ต้องรีบออกไป ภาพทิวทัศน์รอบข้างก็กลับเป็นในห้องโถงอีกครั้งหนึ่ง
ชายหนุ่มได้ลองทำเช่นนี้อยู่หลายครั้ง แล้วก็พบว่าเพียงแค่เขาคิดจะเข้าไป จิตวิญญาณของเขาก็จะเข้าไปในหอประลองยุทธ์ที่อยู่ในตำราวิหารแห่งราตรีทันที แต่ร่างกายยังคงอยู่ข้างนอก หากต้องการออกมาก็แค่นึกคิดขึ้นมาเท่านั้น
ถึงแม้เขาจะยังไม่ได้เริ่มฝึกฝนวิชายุทธ์ แต่เขาก็รู้ว่าการฝึกฝนไม่ใช่แค่การเสริมสร้างร่างกายให้แข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือการฝึกฝนจิตวิญญาณ เมื่อฝึกฝนวิญญาณยุทธ์จนชำนาญก็จะก้าวกระโดดขึ้นไปเป็นผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงได้
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์ระดับสูงนั้น กล่าวกันว่าสามารถแยกวิญญาณยุทธ์ออกจากร่างได้ ถึงกระนั้นตำราวิหารแห่งราตรีนี้ก็ทำให้ตระหนักชัดเจนว่าเป็นของวิเศษ มันไม่จำเป็นต้องมีวิญญาณยุทธ์ก็สามารถแยกจิตวิญญาณออกจากร่างได้เช่นกัน เพียงแค่ใช้จิตวิญญาณธรรมดาก็สามารถเข้าไปในตำราวิหารแห่งราตรีนี้ได้
หลี่ลี่คิดเข้าใจในเรื่องนี้แล้ว เขาจึงกล้าที่จะใช้จิตวิญญาณของตนเองกลับเข้าไปในหอประลองยุทธ์อีกครั้ง
คราวนี้หลี่ลี่ไม่ได้รีบร้อนที่จะออกไป เขาเลือกที่จะเดินสำรวจอย่างระมัดระวังภายในหอประลองยุทธ์… ในยามนี้หลี่ลี่รับรู้ได้ถึงความรู้สึก เมื่อเขาใช้นิ้วจิ้มที่ร่างกายของตัวเอง ร่างกายของเขาก็รู้สึกเจ็บ เขาได้แต่คิดในใจ แท้จริงแล้ว จิตวิญญาณที่อยู่ที่นี่สามารถหลอมรวมเป็นรูปเป็นร่างได้ ทั้งยังมีความรู้สึกรับรู้ได้เฉกเช่นเดียวกับร่างที่แท้จริง
ด้านนอกของหอประลองยุทธ์เป็นลานฝึกฝนขนาดใหญ่ที่สามารถรองรับคนได้ถึงร้อยคน พื้นเป็นแผ่นหินสีเขียว มีรอยร้าวมากมายดูเก่าแก่มากทีเดียว ในส่วนชั้นสองของหอประลองยุทธ์มีห้องประมาณสิบกว่าห้อง นอกจากห้องฝึกวิญญาณยุทธ์ที่อยู่ชั้นล่าง ห้องอื่น ๆ ก็ไม่สามารถเปิดเข้าไปได้
เมื่อเข้าไปในห้องฝึกวิญญาณยุทธ์ พบว่าภายในมีตู้เก็บของซึ่งเต็มไปด้วยตำรามากมาย ขณะนั้นเองมีตำราเล่มหนึ่งส่องแสงสว่างออกมา และสามารถเปิดอ่านได้อยู่เพียงเล่มเดียว ส่วนเล่มอื่น ๆ ที่เหลือล้วนเป็นสีเทา หน้าปกของตำราเหล่านั้นราวผสานกับตัวเล่มหนังสือเสมือนเป็นเพียงหินสลักที่ไม่อาจจะเปิดอ่านได้
ตำราที่เปิดได้เล่มนี้มีชื่อว่า ‘เคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่ง’ เนื้อหาข้างในเป็นเคล็ดลับการฝึกฝนทั่วไปเท่านั้น มีประมาณร้อยตัวอักษร หลี่ลี่อ่านผ่านไปเพียงครั้งเดียวก็จำได้ทั้งหมด
เนื้อหาวิชาที่บรรจุไว้ในตำราเคล็ดวิชาแห่งราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่งนี้สามารถทำให้มองเห็นในความมืดได้ เขาก็ดีใจขึ้นมาทันที เนื่องจากหลี่ลี่เติบโตขึ้นมาในสภาพแวดล้อมอันมืดมิดของเหวศิลากาฬทำให้เขามีความสามารถในการมองเห็นในที่มืดได้ นั่นคือสัญชาตญาณที่เกิดขึ้นเอง
บัดนี้เขามีตำราที่สามารถฝึกฝนความสามารถในการมองเห็นในความมืดแล้ว หลี่ลี่ย่อมดีใจเป็นอย่างยิ่ง สิ่งที่สำคัญไปกว่านั้นคือในยามนี้เขามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเพิ่มความสามารถในการมองเห็นในความมืด เพื่อเพิ่มความเร็วในการอ่านตำราตอนกลางคืน
หลี่ลี่อดใจรอไม่ไหวที่จะเริ่มฝึกฝนเคล็ดวิชาราตรีกระจ่างเล่มที่หนึ่ง สำหรับเคล็ดวิชานั้นไม่ยาก เข้าใจง่ายมาก เขาฝึกฝนได้อย่างไม่ยากลำบากมากนัก และเข้าสู่สมาธิของการฝึกฝนได้อย่างรวดเร็ว
เขาหลับตาลงและนั่งทำสมาธิ ดูดซับลมปราณจากธรรมชาติ แล้วปล่อยให้ลมปราณไหลเวียนไปตามเส้นลมปราณ เปิดจุดลมปราณจิ่งจง จุดหวังไห่ และจุดเทียนมู่ สุดท้ายรวบรวมลมปราณไว้ที่ดวงตาทั้งสองข้าง แล้วหล่อหลอมลมปราณที่ดวงตาซ้ำแล้วซ้ำเล่า
หลี่ลี่ฝึกฝนเช่นนี้อยู่ประมาณหนึ่งก้านธูปแล้ว ทำให้การหล่อหลอมลมปราณเสร็จสิ้นไปหนึ่งครั้ง
ครั้นเมื่อหลี่ลี่ลืมตาขึ้น ก็พบว่าดวงตาของตนเองนั้นเฉียบคมมากขึ้นจริง ๆ และดูเหมือนจะมองเห็นได้ไกลกว่าเดิมอีกด้วย
ชายหนุ่มนึกคิดอยู่ครู่หนึ่ง ทันใดนั้นเขาก็ออกจากวิหารประลองยุทธ์แล้วกลับมาที่ห้องโถงเช่นเดิม ที่นี่ เขาพบว่าดวงตาของเขาเฉียบคมขึ้นมาก ความสามารถในการมองเห็นในความมืดก็เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าการฝึกฝนเมื่อครู่จะได้ผลจริง ๆ
“โอ้! ข้าได้พบของวิเศษจริง ๆ ด้วย!”
หลี่ลี่ดีใจยิ่งนัก บัดนี้จิตใจอยู่ในความตื่นเต้น ไม่รู้สึกง่วงนอนเลยแม้แต่น้อย ถึงอย่างนั้นร่างกายก็เหนื่อยล้าอยู่บ้าง เขาจึงเดินไปยังเตียงไม้ไผ่ในมุมห้องเพื่อพักผ่อน
เมื่อนอนลงแล้ว หลี่ลี่ก็หยิบตำราวิหารแห่งราตรีขึ้นมา เมื่อเขานึกคิดในใจ จิตวิญญาณของเขาก็มาอยู่ที่หอประลองยุทธ์แล้ว จากนั้นเขาก็เริ่มฝึกฝนต่อ
เวลาประมาณหนึ่งก้านธูป เพียงพอต่อการหล่อหลอมพลังไว้ที่ดวงตาได้อีกหนึ่งครั้ง จากนั้นเขาจึงออกจากตำราวิหารแห่งราตรี เขาพบว่าดวงตาของเขาสามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ในความมืด และระยะทางก็ไกลขึ้นด้วย
บัดนี้เวลาใกล้รุ่งแล้ว ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มืดที่สุดของวัน แต่หลังจากที่เขาฝึกฝนเคล็ดวิชาราตรีกระจ่าง ความสามารถในการมองเห็นในความมืดของเขาเพิ่มขึ้นอย่างมาก เขาสามารถมองเห็นสิ่งของที่อยู่ห่างออกไปสามช่วงตัวได้อย่างชัดเจน ด้วยเช่นนี้ ต่อไปหากเขานอนน้อยลงและจัดเรียงตำราหมื่นเล่มให้เสร็จคงไม่ใช่ปัญหา
เมื่อคิดได้ดังนั้น หลี่ลี่จึงรู้สึกโล่งใจมากขึ้น ก่อนจะรู้สึกว่าจิตวิญญาณของเขาก็เริ่มเหนื่อยล้าขึ้นมาเล็กน้อย หลี่ลี่จึงไม่ได้เข้าไปฝึกฝนในตำราวิหารแห่งราตรีอีก ก่อนจะหลับตาพักผ่อนไปสักพัก
เขาหลับไปประมาณหนึ่งชั่วยาม เสียงไก่ขันปลุกเขาตื่น หลังจากล้างหน้า ยังเหลือเวลาอีกเกือบหนึ่งชั่วยามกว่าจะถึงเวลาทานอาหาร ในยามนี้ฟ้าเริ่มสางเพียงเล็กน้อย เขาก็เริ่มจัดเรียงตำราอีกครั้ง
ยามนี้ท้องฟ้ายังมืดอยู่ ทว่าสายตาของเขากลับมีความคมชัดมากขึ้น แม้แต่ชื่อตำราที่อยู่ไกลสุดขอบห้องโถง หลี่ลี่ก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจน เดิมทีการแยกหมวดหมู่ตำรานั้นต้องใช้ความคิดอย่างหนัก แต่ในครานี้ดูเหมือนความคิดของเขาจะเฉียบแหลมยิ่งขึ้นและความเร็วในการจัดตำรานั้นก็ยังเร็วกว่าเมื่อวานมาก
“ดูเหมือนว่าข้าจะโชคร้ายมานานกว่าสิบปีแล้ว ในที่สุดโชคชะตาก็เข้าข้างเสียที ต่อไปนี้ข้าจะฝึกฝนอย่างหนัก จะไม่ทำให้ท่านพ่อกับท่านแม่ต้องผิดหวัง รวมถึงท่านลุงและท่านป้าที่ข้ารัก ข้าจะต้องช่วยพวกเขาออกจากเหวศิลากาฬนั้นให้จงได้!” บัดนี้แววตาของหลี่ลี่ฉายแววมุ่งมั่นและในใจตั้งปณิธานแน่วแน่!!
[1] ชุ่น คือมาตรวัดของจีน โดยที่ 1 ชุ่น เท่ากับ 1 นิ้ว