เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 12 การประลอง
บทที่ 12 การประลอง
‘วิหารแห่งราตรี’ ที่ลอยอยู่กลางอากาศ จู่ ๆ ก็หยุดลง จากนั้นก็เปล่งแสงสีทองวาบหนึ่ง ก่อนจะบินกลับมา หยุดอยู่ตรงหน้าหลี่ลี่แล้วพุ่งเข้าไปที่หว่างคิ้วของเขาในทันที
หลี่ลี่ตกใจ รู้สึกเหมือนมีบางอย่างเข้าไปในหัว รีบเอามือคลำหน้าผาก พบว่า ‘วิหารแห่งราตรี’ หายไปแล้ว
“อ๊ะ! ‘วิหารแห่งราตรี’ หายไป?”
เขาคิดในใจ ทันใดนั้นก็มีแสงสีทองสว่างวาบขึ้นในหัว ปรากฏภาพ ‘วิหารแห่งราตรี’ นอนนิ่งอยู่ในนั้น รอบ ๆ เป็นความมืดมิด
ขณะที่เขากำลังตกตะลึงอยู่นั้น ก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้นจากข้างนอก เสียงของเกาเสี่ยวตงดังตามมาหลังจากนั้น “พี่ใหญ่หลี่ ท่านเป็นอะไรรึเปล่าขอรับ? รีบเปิดประตูเร็ว!”
หลี่ลี่รีบตะโกนตอบ “ข้าไม่เป็นไร ข้าไม่เป็นไร ข้าเพิ่งฝึกวิชาหมัดสำเร็จกระบวนท่าใหม่ ตื่นเต้นดีใจจนเผลอร้องออกมา!”
“ฮ่าๆๆ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ ถ้าเช่นนั้นข้าก็ไม่รบกวนพี่ใหญ่แล้ว รอพี่ใหญ่ได้เป็นหัวหน้าหน่วยแล้ว ข้าจะมาเยี่ยมเยียนใหม่” เกาเสี่ยวตงพูดจบ ก็มีเสียงฝีเท้าจอแจ ดูเหมือนว่าจะพาคนออกไปแล้ว
ชายหนุ่มเจ้าของห้องไม่ได้สนใจอีกฝ่ายนัก ใจจดจ่ออยู่กับ ‘วิหารแห่งราตรี’ คิดในใจว่าทำไม ‘วิหารแห่งราตรี’ ถึงเข้ามาอยู่ในหัวของตนได้ หรือว่าอยู่ในทะเลวิญญาณที่จิตวิญญาณของเขาอยู่?
‘วิหารแห่งราตรี’ อยู่ในทะเลวิญญาณ เข้าไปตรง ๆ แบบนี้เลยหรือ? แล้วจะออกมาได้อย่างไร?
พลันเมื่อคิดถึงวิธีการนำออกมา แสงสีทองก็วาบขึ้นที่หัวคิ้ว ทันใดนั้น ‘วิหารแห่งราตรี’ ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าเขา ราวกับกระดาษสีทองบาง ๆ
หลี่ลี่ยื่นมือออกไปรับ ด้วยรู้สึกประหลาดใจ
“เข้าไป”
‘วิหารแห่งราตรี’ พุ่งเข้าไปในทะเลวิญญาณของเขา
“ออกมา”
‘วิหารแห่งราตรี’ ก็ลอยนิ่งอยู่บนมือของเขา
เขาลูบ ‘วิหารแห่งราตรี’ สีทองเบา ๆ พลางยิ้มแล้วพูดเสียงค่อย “เจ้าตัวน้อย ข้าถ่ายทอดพลังปราณให้เจ้าทุกวัน เจ้าคงไม่อยากจากข้าไปสินะ”
เก็บ ‘วิหารแห่งราตรี’ เสร็จ เขาก็นำ ‘บันทึกการท่องราตรีที่ภูเขาแดนตะวันตก’ ที่ไม่มีปกออกมาเผา จนกลายเป็นเถ้าถ่านไปหมดแล้ว ในใจจึงรู้สึกสงบสุข นับแต่นี้ไป ก็ไม่มีอะไรมาคุกคามเขาได้อีก
เขาหยิบยาเม็ดเสริมพลังปราณสองเม็ดออกมาจากอกเสื้อ คิดในใจว่าพรุ่งนี้มีประลอง วันนี้จะถ่ายทอดพลังปราณให้ ‘วิหารแห่งราตรี’ ดีหรือไม่ หากเกิดเหตุไม่คาดฝันอย่างหลังจากถ่ายทอดพลังปราณให้ ‘วิหารแห่งราตรี’ แล้วเขาไม่สามารถรวบรวมพลังปราณกลับคืนมาได้จะทำอย่างไร?
คิดไปคิดมา ‘วิหารแห่งราตรี’ ก็กลับมาหาเขาเอง คาดว่าอาวุธวิเศษชิ้นนี้น่าจะมีจิตวิญญาณของตัวเอง ถ้าไม่ป้อนพลังให้มัน มันหนีไปเองก็แย่ กลับกันถึงแม้ว่าเขาจะพ่ายแพ้ในการช่วงชิงตำแหน่งหัวหน้ากลุ่ม เฉินหลง, เกาเสี่ยวตง, หยางเจิ้นและคนอื่น ๆ ก็คงจะไม่ว่าอะไรเขาอยู่แล้ว และถ้าอาจารย์เหอจะลงโทษเขา ทั้งสามคนนี้ต้องช่วยเขาแน่
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว หลี่ลี่ก็เริ่มฝึกฝนต่อตามวิธีการฝึกฝนเมื่อวาน
เขาถ่ายทอดพลังปราณส่วนหนึ่งให้ ‘วิหารแห่งราตรี’ ก่อน จากนั้นก็ฝึกวิชา ‘หมัดเก้าทลาย’ แล้วจึงถ่ายทอดพลังปราณให้อีกส่วนหนึ่ง จากนั้นจึงฝึกวิชา ‘หมัดเก้าทลาย’ ต่อ
สิ่งที่แตกต่างจากเมื่อวานเพียงอย่างเดียวคือ ครั้งนี้ ‘วิหารแห่งราตรี’ อยู่ในทะเลวิญญาณของเขา พลังปราณในทะเลพลังปราณไหลเวียนผ่านจุดสุ่ยเฟิ่น จุดจงถิง จุดจงถัง จุดกวนหยวน จุดเทียนถู่ จุดเทียนจู้ จนถึงทะเลวิญญาณ แล้วจึงไหลเข้าสู่ ‘วิหารแห่งราตรี’
หลังจากที่หลี่ลี่ถ่ายทอดพลังปราณทั้งหมดไปแล้ว เขาก็รู้สึกเจ็บปวดไปทั่วร่าง รีบสูดพลังปราณเข้าไปใหม่
จนกระทั่งถึงรุ่งสาง เมื่อลืมตาขึ้น เขาก็รู้สึกว่าพลังปราณทั่วร่างกลับคืนมาหมดแล้ว เขาจึงถอนหายใจออกมาเบา ๆ ดูเหมือนว่าการฝึกฝนแบบนี้ทุกวัน นอกจากจะต้องทนทุกข์ทรมานบ้างแล้ว ก็ไม่มีข้อเสียอย่างอื่น
เขาจึงใช้ ‘หมัดเก้าทลาย’ อีกครั้ง คราวนี้สามารถใช้ได้ถึงสิบเอ็ดกระบวนท่า แม้ว่าจะไม่ได้รวดเร็วเหมือนที่เคยเรียนรู้มาก่อน แต่เขาก็พอใจกับความเร็วในการฝึกฝนแบบนี้มาก
หลี่ลี่มองยาเม็ดเสริมพลังปราณสองเม็ดในมือ เพื่อการประลองในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะดูดซับยาเม็ดเสริมพลังปราณทันที
จาก ‘เบื้องต้นแห่งวิถีโอสถ’ บอกไว้ว่า ช่วงแปรผันลมปราณ สามารถดูดซับสรรพคุณของยาเม็ดเสริมพลังปราณได้ห้าเม็ด นั่นคือพลังปราณ ห้าเส้น
แต่การดูดซับยาเม็ดเสริมพลังปราณต้องใช้เวลา วันนี้ไม่ทันแล้ว เขาจึงทำเพียงพักผ่อนสักครู่ รอการประลองในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า
เมื่อถึงยามเช้า หลี่ลี่เปิดประตูออกไปก็เห็นเฉินหลง เกาเสี่ยวตง และหยางเจิ้นยืนรออยู่ที่หน้าประตูเป็นที่เรียบร้อย
ทั้งสี่คนรับประทานอาหารเช้าด้วยกัน เห็นสีหน้าของทั้งสามคนดูไม่ค่อยดีนัก หลี่ลี่จึงยิ้มแล้วพูด “พวกเจ้าไม่ต้องห่วง ข้าไม่แพ้หรอก”
เกาเสี่ยวตงกล่าวขึ้น “ท่านพ่อของพวกข้า ตกอยู่ใต้อาณัติบิดาของพวกมัน ถ้าพวกข้ายังต้องตกอยู่ใต้อาณัติของพวกมันอีก กลับบ้านไปก็คงเงยหน้าไมได้ ผิดหวังความคาดหวังของท่านพ่อท่านแม่”
เกาเสี่ยวตงเป็นคนอ้วนท้วน พูดจาแต่ละครั้งมักจะยิ้มแย้ม ดูใจดี แต่ครั้งนี้กลับทำสีหน้าเคร่งขรึม แม้แต่แววตาก็ยังแดงก่ำ ดูเหมือนจะร้อนใจจริง ๆ
เฉินหลงที่มักจะทำตัวลุ่มหลงในความหล่อเหลาก็ดูซึมเศร้า หยางเจิ้นกำหมัดแน่น สีหน้าโกรธเกรี้ยว
หลี่ลี่ก็นึกถึงท่านพ่อท่านแม่ขึ้นมา สีหน้าจริงจังขึ้น กล่าวเสริมกำลังใจ “ข้ารับรองว่าจะทุ่มเทอย่างเต็มที่! เว้นแต่ว่าสวีเถาจะเคยฝึกฝนปราณยุทธ์มาก่อน มิเช่นนั้นเขาต้องแพ้ข้าแน่”
เมื่อทั้งสามคนได้ยินหลี่ลี่พูดเช่นนี้ ก็นึกถึงที่เขามักจะทำตัวลึกลับ ครั้งนี้เขามั่นใจเช่นนี้ แสดงว่าต้องมีหนทาง พวกเขาจึงรู้สึกดีใจขึ้นมา
หลังจากที่ศิษย์ทั้งหกสิบคนของอาจารย์เหอวั่นรับประทานอาหารเช้าเสร็จแล้ว ต่างก็มารวมตัวกันที่เนินดินหลังภูเขา บอกว่าเป็นการรวมตัวกันเพื่อเลือกหัวหน้าหน่วย แต่ที่จริงแล้วก็คือการประลองเพื่อตัดสินหัวหน้าหน่วย
เมื่อคืนเกาเสี่ยวตงได้ปรึกษากับศิษย์สิบสองคนจากครอบครัวฐานะยากจนเรื่องการเสนอชื่อหัวหน้าหน่วย พวกเขาได้ยินเกาเสี่ยวตงเล่าว่า หลี่ลี่ฝึกฝนจนมีพลังปราณ ห้าเส้น เป็นตัวเต็งของเหล่าศิษย์จากครอบครัวฐานะร่ำรวย พวกเขาตกใจกันมาก จึงเห็นพ้องต้องกันที่จะเสนอชื่อหลี่ลี่เป็นหัวหน้าหน่วย
เหล่าศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์ต่างก็เสนอชื่อสวีเถา คิดว่าการประลองกับตัวเต็งของเหล่าศิษย์จากครอบครัวฐานะร่ำรวยก็เป็นเพียงพิธีกรรม ครั้งนี้พวกเขาต้องชนะอย่างแน่นอน
สวีเถาไม่เพียงแต่ฝึกฝนจนมีพลังปราณหกเส้นแล้ว ยังเรียนรู้วิชา ‘หมัดเก้าทลาย’ ได้ถึงสามกระบวนท่าอีกด้วย
ต่อให้เหล่าศิษย์จากครอบครัวฐานะร่ำรวยจะกลืนกินยาเม็ดเสริมพลังปราณห้าเม็ด แล้วฝึกฝนจนมีพลังปราณเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งหรือสองเส้น แต่ถ้าไม่รู้จักวิชาหมัด ก็เปล่าประโยชน์ วิชาหมัดไม่ใช่สิ่งที่เรียนรู้ได้จากยา
ศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์ยี่สิบสองคนมาถึงอย่างเชื่องช้า หลังจากมาถึงแล้ว ต่างก็ยืนกอดอกอย่างเย่อหยิ่ง
สวีเถาก้าวออกมาข้างหน้า พูดอย่างเย่อหยิ่ง “เฉินหลง เจ้าอยากประลองกับข้าใช่ไหม? รีบขึ้นมาเลย ให้เจ้าได้ลิ้มรสวิชาหมัดของข้า ประลองเสร็จข้าต้องรีบไปฝึกฝนต่อแล้ว!”
เดิมทีเฉินหลงเป็นคนหยิ่งยโสอยู่แล้ว แต่สวีเถายิ่งหยิ่งกว่า เขารู้สึกโกรธมาก แต่สวีเถารู้จักวิชาหมัดสามกระบวนท่า เขาเองรู้จักแค่กระบวนท่าเดียว เขาจึงเบ้ปากแล้วพูดเยาะเย้ยไปแทน “อย่าคิดว่ารู้จักวิชาหมัดสามกระบวนท่าแล้วจะไม่มีใครจัดการเจ้าได้ พี่ใหญ่หลี่ เชิญท่านสั่งสอนเขาหน่อยเถอะ!”
หลี่ลี่ยิ้มออกมา ยกมือคารวะอย่างมีมารยาท
สวีเถาตกใจ “เป็นเจ้าหรือ?” จากนั้นก็หัวเราะเยาะ “เจ้าคิดว่าฝึกฝนจนมีพลังปราณหนึ่งเส้นก็เพียงพอที่จะสู้กับข้าได้แล้วหรือ?”
เพราะการพัฒนาของหลี่ลี่นั้นรวดเร็ว มันทำให้เขากระหายในพลัง จึงไม่พูดอะไร มือขวาของเขากลายเป็นสีเขียวในพริบตา จากนั้นก็ตั้งท่าเริ่มต้นของ ‘หมัดเก้าทลาย’
สีหน้าของสวีเถาเปลี่ยนไป ท่าทางก็ดูนอบน้อมขึ้น รีบยกมือคารวะตอบ จากนั้นก็ตั้งท่าเช่นกัน “เชิญเจ้าออกกระบวนท่าได้เลย!”
หลี่ลี่ชกหมัดทลายออกไปตรง ๆ
สวีเถาเห็นท่วงท่าที่ชำนาญและแฝงไว้ด้วยพลังของหลี่ลี่ ก็ยิ่งให้ความสำคัญมากขึ้น เขาจึงชกหมัดสวนกลับไป หวังจะประสานพลังกับหลี่ลี่
หลี่ลี่เคยประสานพลังกับเฉินหลงมาก่อน รู้ว่าต่อให้เขาใช้พลังปราณห้าเส้นเหมือนกันก็ยังแข็งแกร่งกว่าพลังปราณห้าเส้นของคนอื่น เขาจึงตั้งใจที่จะฝึกฝนวิชาหมัดที่เรียนรู้มาให้คล่องแคล่ว พลิกเปลี่ยนท่วงท่าหลบหลีก ไม่ปะทะกับสวีเถาตรง ๆ
“หมัดทลาย • ล่วน!”
กระบวนท่าเดิมยังไม่ทันออกฤทธิ์ หลี่ลี่ก็เปลี่ยนเป็นกระบวนท่าใหม่
การเปลี่ยนแปลงกระทันหันนี้ทำให้สวีเถาประหลาดใจ เขาไม่คิดเลยว่า เพียงไม่กี่วัน เด็กกำพร้ายากจนคนหนึ่งจะสามารถประยุกต์ใช้วิชาหมัดที่เรียนรู้มาได้อย่างเชี่ยวชาญเช่นนี้
เขาจึงตั้งใจมากขึ้น ใช้วิชาหมัดทลาย•หู(พยัคฆ์) พุ่งเข้าหาหน้าอกของหลี่ลี่ หวังจะประสานพลังกับหลี่ลี่อย่างจัง