เทพยุทธ์เจ้าโลกา - บทที่ 13 ยอมรับอย่างหมดใจ
บทที่ 13 ยอมรับอย่างหมดใจ
หลี่ลี่เปล่งเสียง “เข้ามาเลย”
เจ้าตัวพริบตาหลบฉากไปอยู่ด้านขวาของสวีเถา “หมัดทะลวง • ชง(รุจหน้า)” พุ่งเข้าซัดไหล่ของสวีเถา
สวีเถาหลบไม่พ้น เขารีบใช้หมัดทลาย•ล่วน(โกลาหล) สะบัดหมัดขวาขึ้นรับ
ตึ้ง!
หมัดของหลี่ลี่ปะทะเข้ากับหมัดขวาของสวีเถาเต็มแรง ทำให้สวีเถาเซถลาล้มลงไปกองกับพื้น
เพราะหลี่ลี่ออกหมัดตรง ๆ ทำให้เขาสามารถใช้พลังได้เต็มที่มากกว่า ในขณะที่สวีเถาออกหมัดเฉียง ๆ ลำพังการปลดปล่อยปราณยุทธ์ได้แปดในสิบส่วนก็เก่งแล้ว การพ่ายแพ้จึงเป็นเรื่องที่แน่นอน
นอกจากนี้ ไม่เพียงแต่หลี่ลี่จะสามารถใช้สามกระบวนท่าได้อย่างคล่องแคล่วเท่านั้น แต่ด้วยท่วงท่าพลิ้วไหว แค่อาศัยกระบวนท่าก็เอาชนะสวีเถาได้แล้ว
พริบตาเดียว สวีเถาก็ถูกต่อยจนลงไปกองกับพื้น เด็กหนุ่มที่มุงดูอยู่รอบ ๆ ต่างพากันกลั้นหายใจ มองจนตาค้าง
ซักพักหนึ่ง เฉินหลง เกาเสี่ยวตง และคนอื่น ๆ ถึงได้รู้สึกตัว พวกเขาต่างพากันโห่ร้อง มีบางคนเปล่งเสียงตะโกน “หัวหน้าหลี่สุดยอด! หัวหน้าหลี่เก่งมาก!”
สวีเถาหน้าซีดเผือด ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ใบหน้าเต็มไปด้วยความตกตะลึง “เป็นไปได้อย่างไร? เหตุใดข้าจึงแพ้เจ้า? หรือเจ้ามีโชคลาภอันใดกันแน่? ไม่เช่นนั้น ข้าฝึกฝนวิชามวยมาตั้งแต่เด็ก แถมยังใช้ยาเป็นตัวช่วยฝึกฝนร่างกาย เหตุใดจึงพ่ายแพ้ให้กับเด็กกำพร้าไร้ภูมิหลังเช่นเจ้าได้?”
หลี่ลี่ยิ้ม “ใช่แล้ว ข้าเคยกลืนกินผลไม้ประหลาดเข้าไปลูกหนึ่งในป่า คาดว่าน่าจะเป็นของวิเศษอันใดอันหนึ่ง หลังจากนั้นร่างกายก็เบาขึ้น แรงก็เยอะขึ้น แถมสมองยังปลอดโปร่งขึ้นอีกด้วย”
สวีเถาเผยสีหน้าราวกับกำลังพูด ‘ว่าแล้วเชียว’ ก่อนจะเดินกลับไปหาพวกศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์ แล้วพูดกับพวกเขา “ต้องขอโทษพวกเจ้าด้วย ข้าพ่ายแพ้แล้ว คงต้องรบกวนพวกเจ้าแล้วล่ะ”
เด็กหนุ่มร่างสูงสง่าคนหนึ่งนามว่า เหอฉางหง เดิมทีมีสีหน้าเฉยเมย บัดนี้กลับเผยความขุ่นเคืองออกมา ยืนขึ้นอย่างหยิ่งผยอง “หลี่ลี่ อย่าได้อวดดี ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มอะไรนั่น ข้ามิได้ใส่ใจ เพียงแต่เจ้าเป็นคนบังคับให้ข้าลงมือ พวกเรากลุ่มศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์จะเสียชื่อเสียงเช่นนี้ไม่ได้ ตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่ตำแหน่งหัวหน้ากลุ่มไม่ใช่ของลูกหลานของผู้ฝึกยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่?”
คำพูดของเขาทำให้หลี่ลี่ยิ้มมุมปาก “ทุกสิ่งย่อมมีการเริ่มต้น หากเริ่มจากข้าก็ไม่ถือว่ามีแล้วหรือ?”
เหอฉางหงเยาะหยัน “อาศัยลมปราณห้าหกเส้นกับวิชาหมัดสามกระบวนท่าของเจ้า คิดจะเป็นหัวหน้ากลุ่มงั้นหรือ? ฝันไปเถอะ”
ทันใดนั้น เหอฉางหงกางมือทั้งสองข้างออกมา มองเห็นนิ้วทั้งสี่ของมือทั้งสองข้างกลายเป็นสีเขียว
“กำปั้นทั้งสองข้างต้องแข็งแกร่ง จึงจะสามารถแสดงพลังของวิชา ‘หมัดเก้าทลาย’ ได้อย่างเต็มที่ บัดนี้ ข้าฝึกฝนวิชามวยได้แปดกระบวนท่าแล้ว เจ้ายังกล้าสู้กับข้าอีกหรือ? เช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าพิการ อาจารย์ต้องหาข้ออ้างไล่เจ้าออกจากสำนักนอกเป็นแน่ ยอมศิโรราบต่อหน้าข้า แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
หลี่ลี่หัวเราะเบา ๆ ก่อนจะกางมือทั้งสองข้างของตัวเองออกมาเช่นกัน ทันใดนั้น นิ้วมือทั้งสี่นิ้วจากทั้งสองข้างก็พลันเปลี่ยนเป็นสีเขียวด้วย จากนั้นเขาก็ตั้งท่าหมัดทลาย•ชง(รุจหน้า) เพื่อเป็นการเชื้อเชิญให้เหอฉางหงเข้ามาโจมตี
สีหน้าของเหอฉางหงเปลี่ยนไป “เจ้าหนู นี่เจ้าแสร้งเป็นไม่รู้เรื่องงั้นหรือ?”
ส่วนสวีเถาที่ยืนดูอยู่ด้านข้าง สีหน้าซีดเผือด ยอมรับอย่างหมดใจแล้ว
เหอฉางหงบุกโจมตีก่อน โถมหมัดเข้าใส่หลี่ลี่ แสดงให้ห็นว่าแข็งแกร่งกว่าสวีเถามาก หลี่ลี่จึงไม่กล้าประมาท รีบใช้วิชามวยรับมือกับอีกฝ่ายทันที
ผ่านไปสามกระบวนท่า ในที่สุดคนทั้งสองก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ ต้องปะทะกันตรง ๆ เสียงดังสนั่นหวั่นไหว เหอฉางหงถอยหลังไปหลายก้าว สีหน้าซีดเผือด เผยความตกตะลึงออกมา แววตามากด้วยความเหลือเชื่อจนไม่อาจจะขยับไปไหนได้
หลี่ลี่กับเหอฉางหง ต่างก็ฝึกวิชามวยได้แปดเก้ากระบวนท่า วิชา ‘หมัดเก้าทลาย’ เป็นเพียงวิชามวยขั้นพื้นฐาน ดังนั้นทั้งสองต่างก็ไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันด้วยกระบวนท่า จึงได้แต่ประลองพลังกันตรง ๆ
เพราะก่อนหน้าหลี่ลี่กังวลว่าจะรับมือเหอฉางหงไม่ไหว จึงใช้พลังทั้งหมดที่มี ผลปรากฏว่าเขาสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้ในการต่อสู้เพียงหมัดเดียวเสียด้วยซ้ำ
ถึงเวลาต้องแสดงให้เห็นถึงความห่างชั้นแล้ว บุรุษหนุ่มจากเผ่าทมิฬเอ่ยเสียงดัง “ยังมีผู้ใดไม่ยอมรับอีกหรือไม่? พวกเจ้ากลุ่มศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์ หากไม่ยอมรับก็จงออกมาประลองกับข้า หากข้าแพ้ ข้าจะยอมรับผลการประลองแต่โดยดี แต่ถ้าหากข้าได้เป็นหัวหน้ากลุ่มแล้ว มีผู้ใดไม่เชื่อฟัง ข้าก็คงต้องขอโทษด้วย”
ศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์ ทั้งยี่สิบสองคน พากันนิ่งเงียบ ไม่มีใครปริปากพูดอะไรออกมา สุดท้ายเหอฉางหงก็ถอนหายใจ “ข้ายอมแล้ว ข้าคิดว่าการที่ข้าได้รับการฝึกฝนอย่างดีจากคนในตระกูล ข้าจะต้องเก่งที่สุดในกลุ่มหนึ่งเป็นแน่ ไม่นึกเลยว่าจะมีบุคคลเยี่ยมยอดยิ่งเช่นท่านหัวหน้ากลุ่มหลี่อยู่ด้วย”
เมื่อศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น ๆ ได้ยินว่าแม้แต่เหอฉางหง ที่เก่งที่สุดยังยอมแพ้ ต่างก็พากันร้องว่า “ท่านหัวหน้ากลุ่มหลี่!”
เฉินหลง เกาเสี่ยวตง และคนอื่น ๆ ต่างก็ดีใจกันยกใหญ่ พากันตะโกนซ้อน “ท่านหัวหน้ากลุ่มหลี่สุดยอด!” เสียงดังสนั่นหวั่นไหว
หลี่ลี่ดีใจมาก ยิ้มแล้วพูดตอบ “ต่อไปนี้พวกเราก็เป็นพี่น้องกันหมดแล้ว ข้าในฐานะหัวหน้ากลุ่มก็จะรับใช้พวกเจ้า ช่วยเหลือทุกคน ให้เป็นหนึ่งเดียวกัน ไม่ถูกผู้อื่นรังแก ต่อไปนี้พวกเราต้องเคารพรักใคร่ซึ่งกันและกัน”
หลังจากตัดสินหัวหน้ากลุ่มได้แล้ว พวกศิษย์ลูกหลานผู้ฝึกยุทธ์ ก็พากันแยกย้ายออกไป หลี่ลี่รู้ดีว่ากว่าจะปราบพวกเขาได้ ต้องใช้เวลาอีกพักหนึ่ง พวกเขาล้วนเป็นคนที่มาจากตระกูลผู้ฝึกยุทธ์ที่กล้าแกร่งกันทั้งนั้น ประดุจเบื้องสูงที่ถูกเด็กกำพร้าอย่างเขาเอาชนะได้ คงยังทำใจไม่ได้ในตอนนี้
เฉินหลง เกาเสี่ยวตง และคนอื่น ๆ ดีใจจนเนื้อเต้น พากันรุมล้อมหลี่ลี่ คอยยกยอปอปั้น หลี่ลี่รู้ดีว่าตอนนี้ตัวเองยังอ่อนแอ ความสำเร็จเพียงเท่านี้ยังนับว่าไม่ได้อะไร จึงทำตัวถ่อมตนอยู่ตลอดเวลา
ขณะที่กำลังพูดคุยกับพวกเขาอยู่นั้นเอง จู่ ๆ ชายหนุ่มเผ่าทมิฬก็สัมผัสได้ถึงร่องรอยของลมปราณ วิหารแห่งราตรี ในทะเลวิญญาณมีปฏิกิริยาตอบสนองเล็กน้อย มองเห็นหยางเจิ้นถือมีดหักครึ่งเล่มอยู่ในมือ ลมปราณแผ่ออกมาจากตรงนั้น
หัวใจของหลี่ลี่สั่นไหว “หยางเจิ้น เจ้าได้มีดเล่มนี้มาจากไหน?”
หยางเจิ้นยิ้ม “เลยเนินเขาหลังสำนักไปอีกไม่กี่ลี้ก็ถึงหุบเขาอาวุธไร้ค่าแล้วขอรับ ฮ่า ๆ ที่นั่นกว้างใหญ่และลึกมาก เป็นที่ทิ้งอาวุธชั้นต่ำที่ไม่ได้ใช้แล้วมาเป็นร้อยปี”
ได้ฟังเช่นนั้นหลี่ลี่ก็ตื่นเต้นมาก แต่เขาก็ยังทำเป็นสงบนิ่งไม่ไหวติง “ไป พาข้าไปดูหน่อย”
เฉินหลงรีบพูด “ไม่ได้นะ พี่ใหญ่ อาวุธที่นั่นล้วนมีร่องรอยของลมปราณผู้ฝึกยุทธ์หลงเหลืออยู่ ลมปราณของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แม้ว่าจะฝึกฝนวิชาเดียวกัน ก็อาจจะต่อต้านกันได้ ยิ่งไปกว่านั้น ไม่รู้ว่ามีลมปราณของคนกี่ร้อยปีสะสมอยู่ที่นั่น ลมปราณของพวกเรายังอ่อนแอ หากเข้าไปใกล้ ลมปราณในร่างกายอาจจะปั่นป่วน เกิดอาการลมปราณแตกซ่าน บาดเจ็บภายในได้”
หลี่ลี่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยิ้มแล้วพาพี่น้องกลุ่มนี้ออกไป พูดคุยทักทายกันเสร็จ ก็หาข้ออ้างว่าจะไปฝึกวิชา จากนั้นจึงแยกทางกับพวกเขา
เขาเดินทางกลับไปที่เนินเขาหลังสำนักเพียงลำพัง เดินไปตามทิศทางที่หยางเจิ้นบอก เดินไปประมาณเจ็ดแปดลี้ ก็พบหุบเขาแห่งหนึ่ง นอกหุบเขามีศิลาจารึกขนาดใหญ่อยู่แผ่นหนึ่ง บนศิลาจารึกเขียนคำเตือนเอาไว้
ตอนนี้ บนพื้นดินนอกหุบเขามีอาวุธหัก ๆ อยู่มากมาย บนอาวุธมีร่องรอยของลมปราณอยู่รำไร ทำให้วิหารแห่งราตรี ในทะเลวิญญาณของเขาเต้นตุบ ๆ อีกครั้ง
หลี่ลี่หยิบใบมีดหัก ๆ ที่มีลมปราณติดอยู่ขึ้นมาเล่มหนึ่ง เดินหลบไปอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ก้มตัวลง มองไปรอบ ๆ ไม่เห็นมีใคร จึงปล่อยวิหารแห่งราตรีออกมา
แสงสีทองสว่างวาบหนึ่ง ลมปราณบนใบมีดก็หายไปจนหมดสิ้น หลี่ลี่รีบเก็บวิหารแห่งราตรีกลับเข้าไปในทะเลวิญญาณ
ตอนนี้เขาก็เบาใจ ยืนยันได้แล้วว่าวิหารแห่งราตรีสามารถดูดซับลมปราณที่หลงเหลืออยู่ในอาวุธของผู้ฝึกยุทธ์ ได้จริง
เขาอดกลั้นความดีใจไว้ไม่อยู่ หากลมปราณเหล่านี้สามารถถูกวิหารแห่งราตรี ดูดซับไปได้ทั้งหมด เช่นนั้นวิหารแห่งราตรีก็จะได้รับพลังงานเหล่านี้ไปหล่อเลี้ยง ไม่จำเป็นต้องให้เขาเสียสละลมปราณที่ฝึกฝนอย่างยากลำบากไปหล่อเลี้ยงมันอีกต่อไป
ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว เข้าไปในหุบเขาอาวุธไร้ค่า
พึ่งมาถึงปากหุบเขาอาวุธไร้ค่า ก็สัมผัสได้ถึงลมปราณที่ปั่นป่วนนับไม่ถ้วน ทะเลลมปราณของเขาปั่นป่วน รู้สึกว่ามีลมปราณจากภายนอกถูกเขาดูดซับเข้าไปในทะเลลมปราณโดยไม่ระวัง
ลมปราณภายนอกกับลมปราณในร่างกายของเขาไม่เหมือนกัน เกิดขัดแย้งกันในทันที ทว่าในขณะนั้น ลมปราณสายนั้นก็ไหลไปตามเส้นลมปราณที่เขามักจะส่งไปยังวิหารแห่งราตรี เป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นจุดสุ่ยเฟิน จุดจงถิง จุดจงถัง จุดกวนหยวน จุดเทียนถู่ จุดเทียนจู้ ไหลไปจนถึงทะเลวิญญาณ จากนั้นจึงไหลเข้าไปในวิหารแห่งราตรี